หลังจากประสบทั้งความสำเร็จและล้มเหลวสลับกันมาหลายปี Warner Bros. และ DC Studios ภายใต้การนำของ James Gunn และ Peter Safran ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือ การรีเซ็ตจักรวาล DC ใหม่หมด และภาพยนตร์ “Superman” (2025) คือกุญแจสำคัญของแผนนี้
หนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่รู้จักกันมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่ต้องพยายามผสานความเป็นชาวดาวคริปตันและด้านที่เป็นมนุษย์โลกของตัวเองเข้าด้วยกัน... Superman (2025) ที่ทุกคนรอคอย ผลงานการกำกับของ James Gunn และนำแสดงโดย David Corenswet ในบทบุรุษเหล็ก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อีกเรื่อง แต่มันคือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ DC Universe (DCU) ที่กำลังยกเครื่องความคิดสร้างสรรค์ครั้งใหญ่ เพื่อนำพาเข้าสู่ยุคใหม่ของจักรวาล DC และการเชื่อมโยงตัวละครต่างๆ ด้วยความใส่ใจ สำหรับทั้งแฟนเก่าและผู้ชมใหม่
อ่านเพิ่มเติม: เบื้องหลังความสมจริง ‘F1 The Movie’ บทพิสูจน์ของความทุ่มเทและนวัตกรรมแห่งโลกความเร็ว
Above ภาพยนตร์เรื่องแรกของ DC Studios ที่เข้าฉายบนจอเงินโดย Warner Bros. Pictures, James Gunn ในฐานะผู้กำกับ กำลังสร้างจักรวาล DC ขึ้นใหม่ด้วยสไตล์เฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างแอ็คชั่นมหากาพย์ อารมณ์ขัน และความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
รุ่งอรุณใหม่สำหรับ DC Universe
Superman (2025) ที่ James Gunn เป็นทั้งผู้กำกับและคนเขียนบท คือภาพยนตร์เปิดตัว (อย่างตั้งใจ) ใน “Chapter 1: Gods and Monsters” ที่ถือเป็นเฟสแรกอันทะเยอทะยานของพิมพ์เขียว DCU ซึ่งครอบคลุมไม่ใช่แค่ภาคต่อหรือการนำกลับมาสร้างใหม่ แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี โดยแฟนๆ จะได้เห็นการออกแบบโลกใหม่ที่เชื่อมกันได้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การพยายามเชื่อมต่อจักรวาลภายหลัง
สิ่งที่สำคัญคือ Superman ไม่ใช่เรื่องราวต้นกำเนิดในแบบดั้งเดิม แต่จะเล่าเรื่องของ “คลาร์ก เคนต์” ในวัยหนุ่มที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะซูเปอร์แมนมาแล้วสามปี และกำลังเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตสองบทบาทในฐานะนักข่าวของ Daily Planet ภาพยนตร์จะสำรวจการเดินทางของเขาในการปรองดองมรดกชาวคริปตันกับการเลี้ยงดูแบบมนุษย์ในสมอลล์วิลล์ และวิธีที่เขาแสดงออกถึง “ความเมตตาในโลกที่คิดว่าความเมตตาเป็นสิ่งล้าสมัย” ตามคำกล่าวของ Peter Safran แนวทางที่ละเอียดอ่อนนี้เสมือนคำสัญญาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นซูเปอร์แมนที่ทั้งทรงพลังและมีความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง แตกต่างจากการนำเสนอที่มืดหม่นบางส่วนที่เคยเห็นในเวอร์ชั่นก่อนหน้า
ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของ Superman ต่อการวางรากฐานของ DCU โฉมใหม่คือบทบาทในการกำหนดโทนและการเชื่อมโยงของจักรวาล James Gunn ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานใน Guardians of the Galaxy (2014, 2017, 2023) และ The Suicide Squad (2021) บอกชัดเจนว่าเขาต้องการให้ Superman ภาคนี้ “สดใส แต่มีความเป็นมนุษย์” เน้นความหวัง ความเมตตา และจิตวิญญาณของฮีโร่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความดี แตกต่างจากโทนมืดหม่นหรือจริงจังในแบบเดิม
นอกจากนี้ Superman จะแนะนำฮีโร่ DC อื่นๆ อีกมากมาย เพื่อปูทางสำหรับการรวมทีมและการเล่าเรื่องในอนาคตอย่างละเอียดอ่อน ตัวละครอย่าง Green Lantern (Guy Gardner), Mister Terrific, Hawkgirl และแม้แต่สมาชิกของ The Authority ก็จะมีปรากฏตัว ซึ่งบางคนจะมีโปรเจ็กต์เดี่ยวของตัวเองใน DCU ในภายหลัง ภาพยนตร์ยังนำเสนอสถานที่สำคัญอย่าง Hall of Justice ซึ่งเป็นการบอกใบ้ถึงการก่อตั้ง Justice League ในที่สุด การผสมผสานตัวละครและสถานที่อย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มต้นนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างจักรวาลที่กลมกลืนและสมจริง หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดของการแนะนำตัวละครที่เร่งรีบที่เคยเห็นในความพยายามครั้งก่อนๆ
7 เหตุผลที่ไม่ควรพลาดชม
นอกเหนือจากบทบาทหลักในการสร้าง DCU โฉมใหม่แล้ว ยังมีเหตุผลที่น่าสนใจว่าทำไม Superman จึงเป็นภาพยนตร์ที่ต้องไม่พลาดชม
1. มุมมองใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง
วิสัยทัศน์ของ James Gunn สำหรับซูเปอร์แมน เน้นย้ำถึงความดีงาม ความเมตตา และความท้าทายของการเป็นฮีโร่ผู้ใจดีอย่างแท้จริงในโลกที่เย้ยหยัน การนำเสนอตามแนวทางนี้จะสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเป็นการนำเสนอแก่นแท้ของตัวละครนี้ขึ้นมาใหม่ที่จำเป็นอย่างยิ่ง
อ่านเพิ่มเติม: เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ แรงบันดาลใจจากคนต้นเรื่อง สู่ความทุ่มเทและความตั้งใจของ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ
2. จุดเริ่มต้นของจักรวาลที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ถ้าอยากติดตามจักรวาล DC ใหม่ตั้งแต่ต้น ภาพยนตร์เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นที่ต้องดู เพราะ Superman เหมือนเป็นบทนำที่ปูเส้นเรื่องไปสู่โปรเจ็กต์ต่อๆ ไป

Above บรรยากาศรอบปฐมทัศน์ของ “Superman” (2025) ที่ TCL Chinese Theatre ลอสแองเจลิส ณ โรงภาพยนตร์ TCL Chinese เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2025 (ภาพ: Stewart Cook/Warner Bros. via Getty Images)
3. วิสัยทัศน์ที่ไม่เหมือนใคร
James Gunn ได้ชื่อว่าเป็นนักเล่าเรื่องมากเสน่ห์ที่จับหัวใจตัวละครได้ดี มีประวัติผลงานซูเปอร์ฮีโร่ที่พิสูจน์แล้วทั้งเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์และความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ ซึ่งผสมผสานอารมณ์ขัน แอ็คชั่น และความลึกซึ้งทางอารมณ์อย่างแท้จริง ความหลงใหลในเนื้อหาต้นฉบับของเขาและความมุ่งมั่นในการสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ ทำให้ Superman โฉมใหม่นี้ถูกคาดหวังว่าจะมีทั้งความยิ่งใหญ่และความอบอุ่นที่เข้าถึงได้

Above James Gunn ระหว่างการโปรโมต attends the “Superman” ที่ลอนดอน เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันนอกจากรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ เขายังดำรงตำแหน่งประธานร่วมและซีอีร่วม ของ DC Studio (ภาพ: Tim P. Whitby/Getty Images for Warner Bros)
4. ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยม
การที่ David Corenswet มาเป็นผู้รับบท คลาร์ก เคนต์และซูเปอร์แมน แทนที่ Henry Cavill ทำให้ภาพยนตร์เป็นเวทีเปิดบทสนทนาทั้งในกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ว่า “เขาจะเป็นอย่างไร” ซึ่งจากตัวอย่าง เราจะเห็น David Corenswet สวมบทบาทซูเปอร์แมนได้ดี, Rachel Brosnahan ในบท “โลอิส เลน” ก็แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและกล้าหาญของนักข่าวผู้โด่งดัง ขณะที่ Nicholas Hoult ในบท “เล็กซ์ ลูเธอร์” จะมอบความเป็นตัวร้ายที่น่าเกรงขามและน่าสนใจ ส่วนนักแสดงสมทบซึ่งเป็นเหล่าฮีโร่ที่หลากหลายก็จะช่วยเสริมให้โลกของเรื่องราวมีมิติยิ่งขึ้น

Above “Superman” (2025) รอบพรีเมียร์ที่ TCL Chinese Theatre ลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2025 (จากซ้าย) Peter Safran, Nicholas Hoult, Rachel Brosnahan, David Corenswet และ James Gunn (ภาพ: Maya Dehlin Spach/Getty Images)
5. องค์ประกอบที่หวือหวาอลังการ
เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม Superman ได้นำทีมงานแถวหน้าของฮอลลีวูดมาประชันอย่างคับคั่ง ตั้งแต่ Henry Braham ผู้กำกับภาพ ซึ่งมีผลงานเด่นๆ อย่าง Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023), The Flash (2023), Maleficent: Mistress of Evil (2019) ซึ่งจะพา Superman ทะยานไปด้วยมุมกล้องที่หวือหวา โดยใช้กล้อง Red Digital Cinema ที่ได้รับการรับรอง IMAX; Beth Mickle ผู้ออกแบบงานสร้าง จาก Guardians of the Galaxy Vol. 3, The Suicide Squard (2021) ที่ได้สร้างสรรค์ Metropolis และสำนักงาน Daily Planet ให้มีทั้งความทันสมัยและยังคงความเป็นคอมิก รวมทั้ง Fortress of Solitude อันยิ่งใหญ่ตระการตา

Above สำนักงาน Daily Planet (ภาพ: DC Studios)

Above Fortress of Solitude (ภาพ: DC Studios)
6. ดนตรีประกอบที่ชวนรำลึกถึง Superman (1978)
ในเดือนธันวาคม 2023 James Gunn ได้เปิดเผยว่า ดนตรีประกอบและธีมหลักของภาพยนตร์ส่วนใหญ่ได้รับการเขียนขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศชื่อผู้ประพันธ์เพลงเนื่องจากข้อตกลงยังไม่เสร็จสิ้น กระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ก็ประกาศว่า John Murphy ซึ่งมีผลงานใน The Suicide Squad, The Guardians of the Galaxy Holiday Special (2022) และ Guardians of the Galaxy Vol. 3 คือผู้สร้างสรรค์เพลงประกอบให้กับ Superman โดยได้แรงบันดาลใจจากเพลงประกอบของ John Williams ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบใน Superman (1978)
James Gunn กล่าวว่า ดนตรีประกอบใน Superman ของ John Williams นั้นเป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล และมันยังเชื่อมโยงธีมของเขากับ Superman ตั้งแต่เริ่มพัฒนาภาพยนตร์ การรวมเอาดนตรีของ John Williams เข้ามามีส่วนร่วม นับเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์หวนระลึกถึงเวอร์ชั่นดังกล่าว ซึ่งมี Christopher Reeve สวมบทบาทซูเปอร์แมนที่เป็นความทรงจำของใครหลายคน
ต่อมาในเดือนเมษายน 2025 David Fleming [ซีรีส์ Mr. & Mrs. Smith (2024)] ได้รับการเปิดเผยว่าเขาจะร่วมประพันธ์ดนตรีประกอบ (บางเพลง) กับ John Murphy ด้วย
Superman (2025) จึงมีดนตรีที่จะช่วยยกระดับความยิ่งใหญ่ของอารมณ์ ด้วยดนตรีออร์เคสตราร่วมสมัยที่ชวนให้รำลึกถึง Superman ในตำนาน
Above ตัวอย่างเพลงธีม “Superman” (2025) ประพันธ์โดย John Murphy
7. โอกาส DC ในการทะยานบินสู่ฟ้าที่กว้างใหญ่
Superman ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ DC ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะยืนยันวิสัยทัศน์ James Gunn และ Peter Safran เท่านั้น แต่ยังปูทางไปสู่จักรวาลใหม่ที่มีชีวิตชีวาและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น
Superman (2025) จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของ “Kal-El” หรือคลาร์ก เคนต์ เท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำฮีโร่และตัวละครสำคัญอื่นๆ ในจักรวาล DCU ซึ่งจะมีบทบาทต่อไปในภาพยนตร์และซีรีส์อื่นๆ ในแผน DCU Chapter 1 เช่นเดียวกับ Iron Man (2008) ของ Marvel Cinematic Universe (MCU) ที่สร้างโทน จังหวะ และแนวทางเชื่อมจักรวาล Marvel ซึ่ง Superman (2025) จะทำหน้าที่แบบเดียวกัน แต่ในแบบฉบับของ DC
Topics















