เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของชุมชนนักออกแบบในภูมิภาคที่เริ่มสื่อสารผ่านภาษาทางศิลปะที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยมี "อัตลักษณ์แห่งภูมิภาค" และ "ความหรูหราที่มีเป้าหมาย" (Purposeful Luxury) เป็นหัวใจสำคัญ
เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 ดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 135,000 คนมายังย่าน Dubai Design District ในช่วงวันที่ 4-9 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา โดยรวบรวมดีไซเนอร์กว่า 1,000 ชีวิตจาก 50 ประเทศทั่วโลก แม้ตัวเลขจะบ่งบอกถึงสเกลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "จิตวิญญาณ" ของงานในปีนี้ที่เปลี่ยนไป หากเปรียบกับปีก่อนๆ ที่มักจะมองหาการยอมรับจากซีกโลกตะวันตก ปีนี้เรากลับเห็นชุมชนนักออกแบบที่หันมาหยิบยกมรดกทางวัฒนธรรม บริบทด้านภูมิอากาศ และเรื่องราวในท้องถิ่นมาต่อยอดได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ความหรูหราและตระการตายังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมตามสไตล์ดูไบ โดยเฉพาะในงาน Downtown Design ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทศกาล ครั้งนี้มีแบรนด์เข้าร่วมกว่า 330 แบรนด์จาก 35 ประเทศ แต่เบื้องหลังความวิจิตรเหล่านั้นคือการตั้งคำถามที่จริงจังของเหล่านักออกแบบ เช่น งานดีไซน์จะตอบโจทย์สภาพอากาศที่ร้อนระอุได้อย่างไร ความหรูหราที่ยั่งยืนในภูมิภาคที่พึ่งพาเครื่องปรับอากาศเป็นหลักหน้าตาเป็นแบบไหน และงานฝีมือดั้งเดิมจะอยู่รอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างไรโดยไม่กลายเป็นเพียงของที่ระลึกที่ไร้จิตวิญญาณ
เรามาหาคำตอบเหล่านั้นไปด้วยกันจากไฮไลต์ด้านล่างนี้
อ่านเพิ่มเติม: สรุปเทรนด์จากงาน 3daysofdesign ที่โคเปนเฮเกน สู่อนาคตแห่งการดีไซน์อย่างยั่งยืน

Above บริเวณทางเข้างาน Downtown Design ณ Dubai Design District ต้อนรับผู้เข้าชมงานครั้งที่ 12 ด้วยงานติดตั้งบล็อกดินเผาแบบโมดูลาร์ พร้อมการจัดวางกระถางต้นกระบองเพชรที่ให้กลิ่นอายของภูมิภาค

Above ภาพมุมสูงของงานติดตั้ง Designlab Experience โดย Hibah Albakree, Mootassem El Baba และ Marwan Maalouf โดดเด่นด้วยที่นั่งโมดูลาร์สีแดงภายใต้โครงสร้างหลังคาที่สานจากใบปาล์มบนพื้นไม้
ผลงานที่น่าจดจำที่สุดมาจากสตูดิโอที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของนิยามเดิมๆ โดยเฉพาะดีไซเนอร์จากเอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ที่นำเสนอชิ้นงานที่เชิดชูมรดกท้องถิ่นไปพร้อมกับสะท้อนภาพลักษณ์ของดูไบในฐานะจุดตัดทางวัฒนธรรมของโลก
Natasha Carella ผู้อำนวยการเทศกาลกล่าวว่า ผู้เข้าชมงานในปีนี้ "ตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับแหล่งที่มา ความยืดหยุ่น และระบบที่หล่อหลอมชีวิตประจำวัน" ทำให้เทศกาลออกแบบปีนี้ดูไม่เหมือนเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นการต่อยอดบทสนทนาที่จริงจังเกี่ยวกับอนาคตของการสร้างสรรค์ในภูมิภาคที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง "ผู้บริโภค" มากกว่า "ผู้สร้าง"
1. พลังแห่งความจัดจ้าน (Maximalist Impact)

Above ผลงานของ Strata นำเสนอภาษาการออกแบบที่สดใหม่ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างเจเนอเรชัน นับเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นภายในงาน Downtown Design

Above กรอบกระจกแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์ดั้งเดิม แขวนเด่นเหนือโต๊ะหินขัดลายเส้นสีขาว ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในงานดีไซน์ของ Strata

Above โต๊ะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวของ Strata โดดเด่นด้วยขอบทรงหยักและฐานที่ดูคล้ายกิ่งไม้ เคลือบด้วยแล็กเกอร์สีเขียวเข้มข้น
สตูดิโอจากเมืองลาฮอร์เปิดตัวครั้งแรกในงาน Downtown Design ด้วยคอลเล็กชั่นที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรียศาสตร์และความละเอียดลออ Strata ก่อตั้งโดย Yousaf Shabaz และคุณแม่ของเขา Saira โดยนำเสนอชิ้นงานระดับ Masterpiece ที่โชว์ทักษะงานช่างอันซับซ้อน ซึ่งเป็นคุณค่าที่ผู้ซื้อในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญและยอมรับเป็นอย่างดี
สิ่งที่ทำให้ผลงานของพวกเขาครองใจผู้เข้าชมงานคือ “ความรู้สึกที่คุ้นเคย” แม้ภาษาทางดีไซน์ที่ใช้อาจจะมีกลิ่นอายของปากีสถานมากกว่าเอมิเรตส์หรือเลแวนต์ (แถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก) แต่รูปทรงต่างๆ กลับให้ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันได้อย่างน่าประหลาด Shabaz หยิบยกธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตมากลั่นกรองใหม่ผ่านเลนส์ของการออกแบบร่วมสมัย ทำให้ชิ้นงานดูมีรากเหง้าที่หยั่งลึกในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูทันสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ
ผลงานเหล่านี้สื่อสารกับผู้คนในภูมิภาคได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะต่างแชร์ "ภาษาแห่งความงาม" ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลวดลาย การประดับประดา และการยกย่องงานฝีมือให้เป็นคุณธรรมสูงสุด Strata ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อดีไซน์จากเอเชียใต้นำเสนอตัวเองด้วยตัวตนที่แท้จริง โดยไม่พยายามปรับเปลี่ยนเพื่อเอาใจตลาดสากล ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และเป็นเครื่องยืนยันว่าภูมิภาคนี้มีความโหยหางานออกแบบที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และประเพณีเฉพาะตัวอย่างแท้จริง
2. Venetian glass, desert tones: แก้วเวเนเชียนในเฉดสีทะเลทราย

Above บูธ Venini ในงาน Downtown Design นำเสนอแนวคิด Amber Mirage ผ่านบรรยากาศที่อบอวลด้วยโทนสีอำพัน ผสานโคมไฟตั้งพื้นรุ่น Palma และงานติดตั้งเพดานรุ่น Volcano

Above รายละเอียดของระบบ Volcano แสดงให้เห็นถึงแผ่นแก้วทำมือที่มีสีสันไล่จากใสไปจนถึงสีอำพันเข้ม ประกอบเข้าด้วยกันในรูปแบบเรขาคณิตพร้อมระบบไฟที่ปรับความสว่างได้
สำหรับการร่วมงานเทศกาลออกแบบ Dubai Design Week เป็นครั้งที่สามของ Venini แบรนด์ได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านคอลเล็กชั่นโคมไฟระบบโมดูลาร์ใหม่ 3 ชุด ภายใต้แนวคิด Amber Mirage โดยช่างทำแก้วมูราโน่ระดับปรมาจารย์ได้เลือกใช้แก้วในโทนสีอำพันที่ดูอบอุ่น ตั้งแต่สีเหลืองทองดั่งน้ำผึ้งไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม เพื่อสื่อสารถึงความงามของผืนทรายและแสงแดดที่ตกกระทบในทะเลทราย
ในภูมิภาคที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับงานฝีมือระดับลักซ์ชูรี Venini รู้วิธีการนำเสนอที่เข้าถึงใจตลาดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม การเลือกใช้พาเลตสีอำพันช่วยเชื่อมโยงประเพณีการทำแก้วอันเก่าแก่ของอิตาลีเข้ากับบริบทของท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน โดยไม่ดูยัดเยียดจนเกินไป

Above ผลงานศิลปะจัดวางบนฝ้าเพดานชื่อ "Volcano" ของ Venini เติมเต็มพื้นที่ภายในบ้านด้วยกระเบื้องแก้วแบบโมดูลาร์ในโทนสีเหลืองอำพันไล่ระดับ สร้างมิติสามมิติที่เล่นกับแสงและเงา

Above โคมไฟตั้งพื้นรุ่น Palma จาก Venini ทำจากแก้วสีอำพัน ตั้งอยู่ข้างสระน้ำยามพลบค่ำ ประดับด้วยใบปาล์มที่ทำจากแก้วมูราโนเป่าด้วยมือ มีขนาดเหมาะสมสำหรับติดตั้งภายนอกอาคารในที่พักอาศัยหรูหรา
Palma คือชิ้นงานที่โดดเด่นที่สุด ด้วยโคมไฟประติมากรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากใบปาล์ม ให้แสงสว่างที่นุ่มนวลและดูเป็นทั้งวัตถุตกแต่งและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังมี Volcano ที่อ้างอิงแผ่นแก้วสถาปัตยกรรมยุค 70 และ Murea ระบบอิฐแก้วโมดูลาร์ ซึ่งทั้งคู่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ เช่น ล็อบบี้โรงแรมหรือวิลล่าหรู
3. Memory woven into carpet: ถักทอความทรงจำลงบนผืนพรม

Above พรมรุ่น Najd อ้างอิงสถาปัตยกรรมแบบ Najdi ของริยาด ผ่านลายเส้นทแยงมุมสีเขียวและครีม ตัดด้วยลวดลายวงกลมสีน้ำเงินที่ถักทอด้วยมือ

Above Butter/Butter ได้แรงบันดาลใจจากบรรจุภัณฑ์เนยแบรนด์ดังของอินเดีย โดยเปลี่ยนดีไซน์ห่อเนยให้กลายเป็นงานสิ่งทอทอมือ พร้อมลวดลายพัดสีน้ำเงินและรายละเอียดสีแดง
คู่พี่น้อง Mentalla และ Asmaa Said ผู้ก่อตั้งสตูดิโอดีไซน์ Doodle And The Gang ในดูไบ ได้ร่วมมือกับ HANDS Carpets สร้างสรรค์คอลเล็กชั่น "Postcards" พรมทอมือที่เปลี่ยนความทรงจำส่วนตัวให้กลายเป็นงานสิ่งทอที่มีชีวิต
คอลเล็กชั่นนี้ประกอบด้วย 10 ดีไซน์การออกแบบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 5 เมืองสำคัญ ได้แก่ ไคโร, เบรุต, ดูไบ, ริยาด และพาราณสี โดยมีชิ้นเด่นอย่าง "Khazzanz" ที่หยิบยกพาเลตสีมาจากหอคอยเก็บน้ำ Al Khazzan ในย่าน Al Bada’a ของดูไบ ถ่ายทอดโทนสีฟ้าอ่อนและสีเบจอันเป็นเอกลักษณ์ของแลนด์มาร์คแห่งนี้ได้อย่างละเมียดละไม
นอกจากนี้ ชิ้นงานอื่นๆ ยังมีการอ้างอิงถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เฉพาะตัว เช่น "Aroosa" ที่นำภาพจำของรูปเจ้าสาวบนห่อฟอยล์ของชา Shay Al-Arosa มาตีความใหม่, "Bonjuseh" ที่สื่อถึงเครื่องดื่มยอดนิยมในเบรุต, "Starry Night" ที่สะท้อนบรรยากาศการพักผ่อนใน Majlis กลางทะเลทรายของริยาด และ "Najd" ที่หยิบเอาเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมรูปทรงเรขาคณิตของเมืองมาใช้เป็นลวดลายหลัก
การทำงานร่วมกันในครั้งนี้เป็นการผนวกเอาวิธีการเล่าเรื่อง (Narrative) อันเป็นเอกลักษณ์ของสองพี่น้อง เข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของ HANDS ณ เมืองพะโดฮี (Bhadohi) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมพรมทอมือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียใต้ โดยทั้งคู่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานและทำงานร่วมกับเหล่าช่างฝีมืออย่างใกล้ชิดเป็นเวลาร่วมปี
นอกจากนี้ ในคอลเล็กชั่นยังมีผลงานชิ้นเอกอย่าง "Marigold" งานแขวนผนังขนาดมหึมาที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเศษด้ายที่เหลือทิ้งในกระบวนการทอ โดยนำเศษวัสดุจากโรงงานมาเปลี่ยนให้เป็นงานประติมากรรมสิ่งทอที่มีน้ำหนักรวมถึง 100 กิโลกรัม
4. Beyond the surface: เหนือกว่าเพียงพื้นผิว
ในปีนี้ Cosentino เลือกที่จะละทิ้งรูปแบบการจัดแสดงสินค้าแบบเดิมๆ โดยแทนที่จะนำตัวอย่างวัสดุมาวางเรียงกัน ผู้ผลิตพื้นผิวระดับโลกจากสเปนรายนี้กลับมอบหมายให้ Etereo สตูดิโอออกแบบที่มีฐานทั้งในมิลานและดูไบ เนรมิตโปรเจกต์ “1930” ขึ้นมา ซึ่งเป็นเลานจ์สไตล์ Art Deco ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ครบครันด้วยพื้นที่บาร์ มุมเปียโน และโต๊ะเกม
งานติดตั้งนี้ใช้หินสังเคราะห์ (Engineered Stone) และวัสดุพื้นผิวอัดแรงดันสูง (Ultracompact surfaces) ของ Cosentino มาเป็นองค์ประกอบหลักทางโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นงานกรุผนัง พื้น เคาน์เตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษ (Bespoke) ทั้งหมดถูกผลิตขึ้นจากวัสดุในตระกูล Silestone, Dekton และ Sensa โดยเลือกใช้โทนสีน้ำตาลเอิร์ธโทน สีดำ และเฉดสีอัญมณี (Jewel tones) เพื่อมุ่งเน้นการสร้าง "บรรยากาศ" ที่สัมผัสได้จริง มากกว่าการเน้นเพียงรายละเอียดในแผ่นพับข้อมูลวัสดุ

Above ชั้นวางของแบบสั่งทำพิเศษจัดแสดงของตกแต่งหน้าผนังบาร์ลายหินอ่อน ขณะที่พื้นลายเรขาคณิตแผ่ขยายไปทั่วบริเวณเลานจ์เพื่อสื่อถึงคลับส่วนตัวในยุค 1930

Above ลายพื้นเรขาคณิตผสมผสานวัสดุโทนสีดำ ขาว และเขียว เข้ากับหน้าบาร์ลายลอนที่ประดับไฟ LED และรายละเอียดเพดานที่หรูหรา
สไตล์ Art Deco มีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้คนในภูมิภาคนี้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยความเฉียบคมของรูปทรงเรขาคณิต วัสดุที่ดูหรูหรา และความสง่างามแบบจัดจ้าน ซึ่งสอดรับกับรสนิยมของชาวตะวันออกกลางได้อย่างลงตัว โดย Etereo ได้แรงบันดาลใจจากสถาปนิกกลุ่มโมเดิร์นนิสต์ชาวอิตาเลียนอย่าง Piero Portaluppi และ Carlo Scarpa มาใช้ในการกลั่นกรองงานดีไซน์ยุโรปยุค 1930 ผ่านกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่
ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบริษัทวัสดุหลายแห่งเปลี่ยนทิศทางจากการจัดแสดงสินค้าแบบหยุดนิ่ง (Static displays) ไปสู่การสร้างพื้นที่เชิงประสบการณ์ (Experiential spaces) ในงานเทรดโชว์มากขึ้น เนื่องจากสถาปนิกและนักออกแบบต้องการเห็นวัสดุพื้นผิวในบริบทของการใช้งานจริง ซึ่งเลานจ์ของ Cosentino ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หินสังเคราะห์สามารถกำหนดบุคลิกและจิตวิญญาณของพื้นที่ได้อย่างไร เพราะวัสดุจะสามารถดึงดูดใจผู้ซื้อได้แตกต่างออกไปเมื่อมันถูกนำมาสร้างเป็น "สภาพแวดล้อม" ที่สัมผัสได้จริง
5. Rajasthan to Milan: จากราชสถานสู่มิลาน

Above สตูลจากคอลเล็กชั่น Objects of Legacy โดย Jagdish Sutar ถ่ายภาพบนผืนทรายในราชสถาน โดดเด่นด้วยที่นั่งแกะสลักบนโครงไม้สัก

Above รายละเอียดของตู้บาร์ที่แสดงงานแกะสลักไม้แผ่นเรียงซ้อนภายในโครงไม้สักโค้ง มน สะท้อนถึงความประณีตของช่างไม้ราชสถาน

Above Family Daybed เตียงกลางวันที่ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ เป็นการตีความ 'Charpoy' หรือเตียงถักแบบอินเดียดั้งเดิมใหม่ในสเกลร่วมสมัย

Above บูธของ Jagdish Sutar ในงาน Downtown Design แสดงตู้บาร์ที่มีแผงแกะสลักทรงกลมเป็นจุดเด่น
Jagdish Sutar ดีไซเนอร์จากเมืองมิลานที่มีพื้นเพมาจาก ราชสถาน (Rajasthan) ได้นำเสนอผลงานชุด "Objects of Legacy" ซึ่งเป็นคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตขึ้นในบ้านเกิดของเขาเอง โดยมีชิ้นงานไฮไลต์อย่าง "Family Daybed" เตียงกลางวันไม้สักขนาดใหญ่พิเศษที่หยิบเอา "Charpoy" (เตียงถักแบบอินเดียดั้งเดิม) มาตีความใหม่ เพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิดในครอบครัว
Jagdish สืบเชื้อสายมาจากตระกูลช่างไม้แห่งราชสถาน และได้ไปศึกษาต่อด้านการออกแบบที่สถาบัน NABA ในมิลาน ผลงานของเขาจึงสะท้อนถึงมรดกจากสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นลวดลายแกะสลักและรูปทรงประติมากรรมที่มีรากฐานมาจากเทคนิคงานไม้ของอินเดีย ผสมผสานกับการเลือกใช้วัสดุที่ประณีตตามแบบฉบับงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ของอิตาลี การจัดแสดงภายในบูธยังคงความต่อเนื่องทางสายตาด้วยพื้นผิวที่ละเอียดอ่อนและรอยต่อของไม้ที่ประณีต ซึ่งขับเน้นให้เห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือ (Handwork) ที่เหนือกว่าการผลิตในระบบอุตสาหกรรม
คอลเล็กชั่นนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีในดูไบ เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีกลุ่มชาวอินเดียพลัดถิ่นจำนวนมาก ทำให้มีฐานตลาดที่คุ้นเคยกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจโรงแรมระดับหรูในภูมิภาคก็เริ่มมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่มีเรื่องราวของงานฝีมือที่แท้จริง มากกว่าเพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์ทั่วไป งานของ Sutar จึงถือเป็นจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือมีเอกลักษณ์ที่จดจำได้ง่ายจนรู้สึกถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม แต่ก็มีความประณีตเพียงพอสำหรับการตกแต่งภายในที่ทันสมัย
อ่านเพิ่มเติม: 9 พิพิธภัณฑ์ใหม่ ที่พลิกโฉมวงการวัฒนธรรมเอเชีย
6. Materials from overlooked sources: วัสดุจากสิ่งไร้ค่า

Above ตู้ 'Sara'ir' โดย Nuhayr Zein ทำจากวัสดุ Leukeather (จากฝักเมล็ดพืช) ตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักศิลปะอียิปต์และเอมิเรตส์
1971 Design Space ใช้พื้นที่จัดแสดงในงาน Downtown Design เพื่อนำเสนอผลงานของสองนักออกแบบที่หันมาสนใจวัสดุธรรมชาติที่มักถูกละเลย Nuhayr Zein สถาปนิกชาวอียิปต์ที่พำนักอยู่ใน UAE ได้เผยโฉมตู้เก็บของที่ทำจาก Leukeather ซึ่งเป็นวัสดุทางเลือกจากพืชที่เธอพัฒนาขึ้นจากฝักเมล็ดของต้นไม้เม็กซิกันที่ปัจจุบันเติบโตได้ดีในท้องถิ่น
ตู้ชิ้นนี้มีชื่อว่า 'Sara’ir' ประกอบด้วยลิ้นชักหลายชั้น พื้นผิวของตู้มีการสลักลวดลายที่หยิบยืมมาจากอัตลักษณ์ทางสายตาทั้งของอียิปต์และเอมิเรตส์ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์อียิปต์โบราณที่วางเคียงคู่ไปกับรูปต้นปาล์มและป้อมอัลไอน์ (Al Ain Fort) นอกจากนี้ ตัวตู้ยังตั้งตระหง่านอยู่บนขาตู้รูปทรงเรียวบางดั่งขาของละมั่ง (Gazelle) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในมรดกวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ โดยตัว Zein เองนั้นเกิดและเติบโตที่เมืองอัลไอน์แห่งนี้
ทว่าหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้คือ "ตัววัสดุ" โดยปกติแล้วฝักเมล็ดพืชมักจะถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า แต่กระบวนการของ Zein ได้เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นพื้นผิวที่ใช้งานได้จริงและเหมาะสมกับการทำเฟอร์นิเจอร์ แม้จะเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แรงงานมหาศาล (Labour-intensive) แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าฝักเมล็ดพืชสามารถทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบด้านดีไซน์ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงผลงาน PlyPalm ของ Lina Ghalib ซึ่งนำทางมะพร้าวและใบปาล์มมาใช้ประโยชน์ โดยทั้งสองโปรเจกต์ต่างมุ่งหาคำตอบร่วมกันว่า วัสดุอินทรีย์ที่ถูกทิ้งเหล่านี้จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นวัสดุหลักในการผลิตระดับท้องถิ่นได้จริงหรือไม่
7. Close context: บริบทที่ใกล้ตัว

Above พื้นที่จัดแสดงประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ แสงไฟ และสิ่งทอต่างๆ รวมถึงฉากกั้นห้องที่ทำจากใบปาล์ม โคมไฟติดผนัง และเก้าอี้ไม้รูปทรงประติมากรรม
นิทรรศการ UAE Designer Exhibition เป็นการรวมตัวของ 24 ดีไซเนอร์ดาวรุ่งที่ทำงานอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีไฮไลต์คือ Zein Hageali ดีไซเนอร์ชาวเลบานอนศิษย์เก่าด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก Central Saint Martins ที่นำเสนอผลงาน "Tawlitna" ระบบโต๊ะแบบโมดูลาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเฟอร์นิเจอร์ซีเรียดั้งเดิม โปรเจกต์นี้ใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบ Knock-down ทำให้สามารถประกอบ ถอดแยก และปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามต้องการ โดย Hageali ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโครงร่างโต๊ะแบบซีเรียที่คุ้นตาไว้ แต่เติมเต็มด้วยสีสันสมัยใหม่ เพื่อสื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็น "จุดเริ่มต้น" ของความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการเป็นเพียงต้นฉบับเพื่อทำซ้ำ

Above คอลเล็กชั่น Tawlitna โดย Zein Hageali นำเสนอระบบโต๊ะโมดูลาร์ในเฉดสีที่หลากหลาย (ม่วงไลแลค, เขียว, แดง) โดดเด่นด้วยลวดลายซุ้มโค้งแบบซีเรียและลายเรขาคณิตที่สามารถนำมาผสมผสานกันได้ในหลายรูปแบบ

Above พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่รวบรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานสิ่งทอ รวมถึงฉากกั้นห้องจากใบปาล์ม โคมไฟติดผนัง และที่นั่งไม้รูปทรงประติมากรรม
นอกจากนี้ ในนิทรรศการยังมีนักออกแบบรายอื่นๆ ที่ใช้แนวทางใกล้เคียงกันในการหยิบยกเอกลักษณ์ของภูมิภาคมาต่อยอด เช่น Dania Najee ที่นำเสนอโต๊ะกาแฟกระจกตกแต่งด้วยเปลือกหอยมุก เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์การหาหอยมุกของดูไบ, Nourhan Rahhal กับเฟอร์นิเจอร์ที่วางซ้อนกันดูคล้ายขนมหวานของฝรั่งเศส และ Ahmad Alkattan ที่แสดงโต๊ะไม้สนทรงเรขาคณิตซึ่งใช้วัสดุจากอินเดีย อิหร่าน และปากีสถาน เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่ง แม้ผลงานแต่ละชิ้นจะมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่แรงขับเคลื่อนที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงวัสดุและรูปทรงเข้ากับ "สถานที่" และบริบทของท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น
8. Ornament as archive: ลวดลายในฐานะจดหมายเหตุ

Above ภายในพาวิลเลียน “Stories of the Isle and the Inlet” โดย Maraj ประกอบด้วยผ้าตาข่ายโปร่งแสงซ้อนชั้น ปักลวดลายพรรณไม้และสัตว์ของเกาะ Nabih Saleh
เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 นำเสนองานติดตั้งมากกว่า 30 ผลงานที่มุ่งสำรวจเรื่องราวของชุมชน ความยั่งยืน และนวัตกรรมวัสดุ แต่ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดมาจาก Abwab (ซึ่งแปลว่า ประตู) โปรเจกต์พาวิลเลียนประจำปีที่มอบหมายให้นักออกแบบจากเอเชียตะวันตก ใต้ ตะวันออก และทวีปแอฟริกามาประลองไอเดีย โดยธีมของปีนี้คือ “In the Details” ที่เน้นเรื่องการประดับตกแต่งผ่านงานสิ่งทอและการเล่าเรื่อง
Maraj แพลตฟอร์มจากบาห์เรนที่ก่อตั้งโดย Latifa Alkhayat และ Maryam Aljomairi คือผู้ชนะในปีนี้ด้วยผลงาน “Stories of the Isle and the Inlet” งานติดตั้งนี้ให้ความรู้สึกที่เบาบางราวกับความฝัน (Ethereal) ด้วยผืนผ้าตาข่ายที่วางเลเยอร์ซ้อนกันจนเกิดเป็นพื้นที่ปิดที่ดูมีมิติแต่ขณะเดียวกันก็โปร่งตา ผลงานชิ้นนี้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของ Nabih Saleh เกาะเล็กๆ ในบาห์เรนที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำ Tubli และเขตอุตสาหกรรม Sitra

Above ภายนอกพาวิลเลียนทรงสามเหลี่ยมของ Maraj ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำของย่าน Dubai Design District ผนังผ้าตาข่ายสีขาวดูโดดเด่นตัดกับสถาปัตยกรรมกระจกโดยรอบ

Above รายละเอียดงานปักรูปกุ้งด้วยด้ายสีน้ำเงินเขียวและปูสีแดง เพื่อบันทึกสายพันธุ์สัตว์ทะเลในน่านน้ำรอบเกาะ Nabih Saleh

Above รายละเอียดงานปักรูปต้นอินทผลัมพร้อมช่อผลสีทองบนผ้าตาข่ายโปร่งแสง ส่วนหนึ่งของการบันทึกข้อมูลพฤกษศาสตร์ของเกาะ Nabih Saleh

Above รายละเอียดงานปักนกกระเต็นด้วยด้ายสีน้ำเงินเขียวและสีคอรัล หนึ่งในนกท้องถิ่นที่ถูกบันทึกไว้บนแผงผ้า
Maraj ร่วมมือกับช่างปักและช่างตัดเย็บท้องถิ่นในการสร้างสรรค์ผืนผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก thob al nashil ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิม ลวดลายปักถ่ายทอดภาพพรรณไม้ สัตว์ป่า และน่านน้ำรอบเกาะ โดยมีทั้งสายพันธุ์ท้องถิ่นและระบบนิเวศที่กำลังถูกคุกคามปรากฏอยู่บนเนื้อผ้าโปร่งแสง เมื่อแสงสว่างส่องผ่านผ้าเหล่านี้ จึงเกิดเป็นลวดลายเงาที่เคลื่อนไหวไปมา
งานติดตั้งชิ้นนี้ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างการออกแบบ งานฝีมือ ศิลปะ และความทรงจำ โดย "การตกแต่ง" ไม่ได้มีหน้าที่เพียงความสวยงาม แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการบันทึกจดหมายเหตุ ด้วยการฝังข้อมูลทางนิเวศวิทยาลงในลวดลายสิ่งทอ Maraj ได้สร้างบันทึกเชิงพื้นที่ของสิ่งที่ยังดำรงอยู่แต่มีโอกาสจะสูญหายไป โดยผสมผสานประวัติศาสตร์บอกเล่าจากชาวเกาะเข้ากับการบันทึกด้วยภาพผ่านงานฝีมือ
9. A warm welcome: การต้อนรับที่อบอุ่น
Stellar Works และ Calico Wallpaper เปิดตัวในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกที่งาน Downtown Design ผ่านการดูแลและคัดสรรโดยสถาปนิกชาวเอมิเรตส์ Omar Al Gurg โดยแทนที่จะจัดแสดงสินค้าแบบหยุดนิ่งเหมือนทั่วไป พื้นที่นี้กลับทำหน้าที่เป็นเสมือน "พื้นที่ต้อนรับ" (Hospitality environment) ที่ครบครันไปด้วยคาเฟ่ บาร์ มุมอ่านหนังสือ และพื้นที่เลานจ์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้นั่งพักผ่อนดื่มเครื่องดื่ม หรือทดลองใช้งานเฟอร์นิเจอร์ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับที่พักอาศัยจริง
พื้นที่ทั้งหมดถูกโอบล้อมด้วยวอลเปเปอร์คอลเลกชัน Atmosphere และ Arcadia จาก Calico Wallpaper ในขณะที่ Stellar Works นำเสนอชิ้นงานดีไซน์โดย Yabu Pushelberg, Alessandro Munge และ LAYAN แนวทางนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในตลาดท้องถิ่นของ Al Gurg เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ซื้อในภูมิภาคนี้มักมองหาโปรเจกต์งานบริการขนาดใหญ่ (Grand-scale hospitality) ที่ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ต้องตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ล็อบบี้โรงแรม อาคารที่พักอาศัย ไปจนถึงพื้นที่ Majlis ส่วนตัว การที่ทั้งสองแบรนด์เลือกใช้ภัณฑารักษ์ในพื้นที่แทนการนำเข้าดีไซน์บูธสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถทดลองสัมผัสชิ้นงานในบริบทการใช้งานจริง มากกว่าการมองเห็นเป็นเพียงวัตถุที่วางโชว์อยู่โดดๆ
10. Regional roots: รากเหง้าแห่งภูมิภาค

Above นิทรรศการ Tanween Design Programme 2025 ที่ Downtown Design จัดแสดงผลงานโคมไฟ Oculus ของ Sarah Al Dulaimi (ตรงกลาง) ซึ่งทำจากเศษผ้าเหลือใช้ที่นำมาตัดเย็บเป็นชั้นผ้าชีฟองสีอำพันที่เปล่งประกาย พร้อมด้วยกระจกและโต๊ะคอนโซลลายพิกเซล Bayn wa Bayn ของ Tasneem Al Nabhani (ด้านซ้าย) และเก้าอี้ Al Ghawas สีแดงพร้อมโครงทองเหลืองของ Sketch & Space Studio (ด้านขวา)
โครงการ Tanween Design Programme โดย Tashkeel ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการสนับสนุนงานดีไซน์ที่ยั่งยืน โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมวัสดุของชาวเอมิเรตส์ ในปีนี้ดีไซเนอร์ทั้ง 7 ท่านได้ใช้เวลาตลอด 12 เดือนในการทำงานร่วมกับผู้ผลิตในท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่
Sarah Al Dulaimi ดีไซเนอร์ชาวอิรัก-อังกฤษที่พำนักอยู่ใน UAE ได้นำเสนอผลงานที่มีชื่อว่า "Oculus" ซึ่งเป็นโคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "Abaya" (ชุดคลุมสตรีอาหรับ) โดยชิ้นงานนี้จะดูทึบแสงเมื่อไม่ได้เปิดไฟ แต่เมื่อเปิดระบบไฟ LED ที่ปรับระดับความสว่างได้ แสงจะส่องผ่านให้เห็นเลเยอร์ของผ้าชีฟองสีดำและสีสันต่างๆ ที่ซ้อนทับอยู่ภายใน Al Dulaimi นำเศษผ้าที่เหลือทิ้งจากร้านตัดเสื้อในอาบูดาบีมาใช้ เพื่อเปลี่ยนขยะสิ่งทอให้กลายเป็นวัสดุในการเล่าเรื่อง เธอไม่ได้มอง Abaya เป็นเพียงเครื่องแต่งกายที่เป็นต้นแบบทางสายตาเท่านั้น แต่เธอยังสำรวจลึกไปถึงแนวคิดเบื้องหลัง ทั้งในเรื่องของความเป็นส่วนตัว สิทธิในการเลือก การเปลี่ยนแปลง การปกปิด และการเปิดเผย
นอกจากนี้ยังมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง "Lamah" โดย Hessa Alghandi ซึ่งเป็นโคมไฟแขวนที่ทำจากกิ่งปาล์มนำกลับมาใช้ใหม่ และ "Loodo" โดย Clock & Cloud Studio โต๊ะเตี้ยที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพเชิงประกอบ (Bio-composite) ซึ่งใช้ทรายจากทะเลทรายและสีย้อมธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก
This story was originally written in English by Jennifer Choo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2025 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
5 ผลงานชิ้นเอกของ Frank Gehry สถาปนิกผู้สรรสร้างอาคารให้พลิ้วไหวดุจงานเต้นรำ
ชานนท์ เรืองกฤตยา ปักธง “Porsche Design Tower Bangkok” โปรเจ็กต์สุดลักซ์ชูรีแห่งแรกในเอเชีย
Topics



















