The UAE Designer Exhibition at Downtown Design featured 24 emerging designers displaying work, including a dramatic hexagonal vertical planter installation with red and white elements
Cover ในเทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 นิทรรศการ UAE Designer Exhibition ณ Downtown Design ได้รวบรวมผลงานจาก 24 ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง หนึ่งในนั้นคือผลงานประติมากรรมกระถางต้นไม้แนวตั้งทรงหกเหลี่ยมที่โดดเด่นด้วยโทนสีแดงและขาว
The UAE Designer Exhibition at Downtown Design featured 24 emerging designers displaying work, including a dramatic hexagonal vertical planter installation with red and white elements

เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของชุมชนนักออกแบบในภูมิภาคที่เริ่มสื่อสารผ่านภาษาทางศิลปะที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยมี "อัตลักษณ์แห่งภูมิภาค" และ "ความหรูหราที่มีเป้าหมาย" (Purposeful Luxury) เป็นหัวใจสำคัญ

เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 ดึงดูดผู้เข้าชมกว่า 135,000 คนมายังย่าน Dubai Design District ในช่วงวันที่ 4-9 พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา โดยรวบรวมดีไซเนอร์กว่า 1,000 ชีวิตจาก 50 ประเทศทั่วโลก แม้ตัวเลขจะบ่งบอกถึงสเกลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "จิตวิญญาณ" ของงานในปีนี้ที่เปลี่ยนไป หากเปรียบกับปีก่อนๆ ที่มักจะมองหาการยอมรับจากซีกโลกตะวันตก ปีนี้เรากลับเห็นชุมชนนักออกแบบที่หันมาหยิบยกมรดกทางวัฒนธรรม บริบทด้านภูมิอากาศ และเรื่องราวในท้องถิ่นมาต่อยอดได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ความหรูหราและตระการตายังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมตามสไตล์ดูไบ โดยเฉพาะในงาน Downtown Design ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเทศกาล ครั้งนี้มีแบรนด์เข้าร่วมกว่า 330 แบรนด์จาก 35 ประเทศ แต่เบื้องหลังความวิจิตรเหล่านั้นคือการตั้งคำถามที่จริงจังของเหล่านักออกแบบ เช่น งานดีไซน์จะตอบโจทย์สภาพอากาศที่ร้อนระอุได้อย่างไร ความหรูหราที่ยั่งยืนในภูมิภาคที่พึ่งพาเครื่องปรับอากาศเป็นหลักหน้าตาเป็นแบบไหน และงานฝีมือดั้งเดิมจะอยู่รอดในเชิงพาณิชย์ได้อย่างไรโดยไม่กลายเป็นเพียงของที่ระลึกที่ไร้จิตวิญญาณ

เรามาหาคำตอบเหล่านั้นไปด้วยกันจากไฮไลต์ด้านล่างนี้

อ่านเพิ่มเติม: สรุปเทรนด์จากงาน 3daysofdesign ที่โคเปนเฮเกน สู่อนาคตแห่งการดีไซน์อย่างยั่งยืน

Tatler Asia
Downtown Design entrance at Dubai Design District during Dubai Design Week 2025, with modular terracotta block installation and cacti planters greeting visitors arriving at the twelfth edition of the fair
Above บริเวณทางเข้างาน Downtown Design ณ Dubai Design District ต้อนรับผู้เข้าชมงานครั้งที่ 12 ด้วยงานติดตั้งบล็อกดินเผาแบบโมดูลาร์ พร้อมการจัดวางกระถางต้นกระบองเพชรที่ให้กลิ่นอายของภูมิภาค
Tatler Asia
Aerial view of Designlab Experience installation at Dubai Design Week 2025 by Hibah Albakree, Mootassem El Baba and Marwan Maalouf, featuring red modular seating beneath woven palm frond canopy structures on wooden decking
Above ภาพมุมสูงของงานติดตั้ง Designlab Experience โดย Hibah Albakree, Mootassem El Baba และ Marwan Maalouf โดดเด่นด้วยที่นั่งโมดูลาร์สีแดงภายใต้โครงสร้างหลังคาที่สานจากใบปาล์มบนพื้นไม้
Downtown Design entrance at Dubai Design District during Dubai Design Week 2025, with modular terracotta block installation and cacti planters greeting visitors arriving at the twelfth edition of the fair
Aerial view of Designlab Experience installation at Dubai Design Week 2025 by Hibah Albakree, Mootassem El Baba and Marwan Maalouf, featuring red modular seating beneath woven palm frond canopy structures on wooden decking

ผลงานที่น่าจดจำที่สุดมาจากสตูดิโอที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของนิยามเดิมๆ โดยเฉพาะดีไซเนอร์จากเอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ที่นำเสนอชิ้นงานที่เชิดชูมรดกท้องถิ่นไปพร้อมกับสะท้อนภาพลักษณ์ของดูไบในฐานะจุดตัดทางวัฒนธรรมของโลก

Natasha Carella ผู้อำนวยการเทศกาลกล่าวว่า ผู้เข้าชมงานในปีนี้ "ตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับแหล่งที่มา ความยืดหยุ่น และระบบที่หล่อหลอมชีวิตประจำวัน" ทำให้เทศกาลออกแบบปีนี้ดูไม่เหมือนเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นการต่อยอดบทสนทนาที่จริงจังเกี่ยวกับอนาคตของการสร้างสรรค์ในภูมิภาคที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง "ผู้บริโภค" มากกว่า "ผู้สร้าง"

1. พลังแห่งความจัดจ้าน (Maximalist Impact)

Tatler Asia
Strata's work introduced a fresh design language rooted in cross-generational collaboration, marking a standout moment within Downtown
Above ผลงานของ Strata นำเสนอภาษาการออกแบบที่สดใหม่ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างเจเนอเรชัน นับเป็นไฮไลต์ที่โดดเด่นภายในงาน Downtown Design
Strata's work introduced a fresh design language rooted in cross-generational collaboration, marking a standout moment within Downtown
Tatler Asia
An intricately carved mirror frame in traditional style hangs above low stone tables veined with white; the contrast shows Strata’s range
Above กรอบกระจกแกะสลักลวดลายวิจิตรในสไตล์ดั้งเดิม แขวนเด่นเหนือโต๊ะหินขัดลายเส้นสีขาว ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในงานดีไซน์ของ Strata
Tatler Asia
Strata’s lotus-inspired tables feature scalloped edges and branch-like bases, finished in deep green lacquer
Above โต๊ะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวของ Strata โดดเด่นด้วยขอบทรงหยักและฐานที่ดูคล้ายกิ่งไม้ เคลือบด้วยแล็กเกอร์สีเขียวเข้มข้น
An intricately carved mirror frame in traditional style hangs above low stone tables veined with white; the contrast shows Strata’s range
Strata’s lotus-inspired tables feature scalloped edges and branch-like bases, finished in deep green lacquer

สตูดิโอจากเมืองลาฮอร์เปิดตัวครั้งแรกในงาน Downtown Design ด้วยคอลเล็กชั่นที่เปี่ยมไปด้วยสุนทรียศาสตร์และความละเอียดลออ Strata ก่อตั้งโดย Yousaf Shabaz และคุณแม่ของเขา Saira โดยนำเสนอชิ้นงานระดับ Masterpiece ที่โชว์ทักษะงานช่างอันซับซ้อน ซึ่งเป็นคุณค่าที่ผู้ซื้อในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญและยอมรับเป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ผลงานของพวกเขาครองใจผู้เข้าชมงานคือ “ความรู้สึกที่คุ้นเคย” แม้ภาษาทางดีไซน์ที่ใช้อาจจะมีกลิ่นอายของปากีสถานมากกว่าเอมิเรตส์หรือเลแวนต์ (แถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก) แต่รูปทรงต่างๆ กลับให้ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันได้อย่างน่าประหลาด Shabaz หยิบยกธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตมากลั่นกรองใหม่ผ่านเลนส์ของการออกแบบร่วมสมัย ทำให้ชิ้นงานดูมีรากเหง้าที่หยั่งลึกในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูทันสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ

ผลงานเหล่านี้สื่อสารกับผู้คนในภูมิภาคได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะต่างแชร์ "ภาษาแห่งความงาม" ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลวดลาย การประดับประดา และการยกย่องงานฝีมือให้เป็นคุณธรรมสูงสุด Strata ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อดีไซน์จากเอเชียใต้นำเสนอตัวเองด้วยตัวตนที่แท้จริง โดยไม่พยายามปรับเปลี่ยนเพื่อเอาใจตลาดสากล ผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และเป็นเครื่องยืนยันว่าภูมิภาคนี้มีความโหยหางานออกแบบที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และประเพณีเฉพาะตัวอย่างแท้จริง

2. Venetian glass, desert tones: แก้วเวเนเชียนในเฉดสีทะเลทราย

Tatler Asia
The Venini booth at Downtown Design presents the Amber Mirage concept through an immersive environment of warm amber tones, combining Palma floor lamps and the Volcano ceiling installation
Above บูธ Venini ในงาน Downtown Design นำเสนอแนวคิด Amber Mirage ผ่านบรรยากาศที่อบอวลด้วยโทนสีอำพัน ผสานโคมไฟตั้งพื้นรุ่น Palma และงานติดตั้งเพดานรุ่น Volcano
Tatler Asia
Detail of the Volcano system shows handmade glass tiles in colours ranging from clear to deep amber, assembled in a geometric grid pattern with integrated dimmable lighting
Above รายละเอียดของระบบ Volcano แสดงให้เห็นถึงแผ่นแก้วทำมือที่มีสีสันไล่จากใสไปจนถึงสีอำพันเข้ม ประกอบเข้าด้วยกันในรูปแบบเรขาคณิตพร้อมระบบไฟที่ปรับความสว่างได้
The Venini booth at Downtown Design presents the Amber Mirage concept through an immersive environment of warm amber tones, combining Palma floor lamps and the Volcano ceiling installation
Detail of the Volcano system shows handmade glass tiles in colours ranging from clear to deep amber, assembled in a geometric grid pattern with integrated dimmable lighting

สำหรับการร่วมงานเทศกาลออกแบบ Dubai Design Week เป็นครั้งที่สามของ Venini แบรนด์ได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านคอลเล็กชั่นโคมไฟระบบโมดูลาร์ใหม่ 3 ชุด ภายใต้แนวคิด Amber Mirage โดยช่างทำแก้วมูราโน่ระดับปรมาจารย์ได้เลือกใช้แก้วในโทนสีอำพันที่ดูอบอุ่น ตั้งแต่สีเหลืองทองดั่งน้ำผึ้งไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม เพื่อสื่อสารถึงความงามของผืนทรายและแสงแดดที่ตกกระทบในทะเลทราย

ในภูมิภาคที่ผู้บริโภคให้คุณค่ากับงานฝีมือระดับลักซ์ชูรี Venini รู้วิธีการนำเสนอที่เข้าถึงใจตลาดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม การเลือกใช้พาเลตสีอำพันช่วยเชื่อมโยงประเพณีการทำแก้วอันเก่าแก่ของอิตาลีเข้ากับบริบทของท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน โดยไม่ดูยัดเยียดจนเกินไป

Tatler Asia
Venini's Volcano ceiling installation fills a residential interior with modular glass tiles in graduated amber tones, creating a three-dimensional play of light and shadow
Above ผลงานศิลปะจัดวางบนฝ้าเพดานชื่อ "Volcano" ของ Venini เติมเต็มพื้นที่ภายในบ้านด้วยกระเบื้องแก้วแบบโมดูลาร์ในโทนสีเหลืองอำพันไล่ระดับ สร้างมิติสามมิติที่เล่นกับแสงและเงา
Tatler Asia
Venini’s Palma floor lamp in amber glass stands beside a pool at dusk, with handblown Murano glass palm fronds, scaled for luxury residential outdoor installations
Above โคมไฟตั้งพื้นรุ่น Palma จาก Venini ทำจากแก้วสีอำพัน ตั้งอยู่ข้างสระน้ำยามพลบค่ำ ประดับด้วยใบปาล์มที่ทำจากแก้วมูราโนเป่าด้วยมือ มีขนาดเหมาะสมสำหรับติดตั้งภายนอกอาคารในที่พักอาศัยหรูหรา
Venini's Volcano ceiling installation fills a residential interior with modular glass tiles in graduated amber tones, creating a three-dimensional play of light and shadow
Venini’s Palma floor lamp in amber glass stands beside a pool at dusk, with handblown Murano glass palm fronds, scaled for luxury residential outdoor installations

Palma คือชิ้นงานที่โดดเด่นที่สุด ด้วยโคมไฟประติมากรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากใบปาล์ม ให้แสงสว่างที่นุ่มนวลและดูเป็นทั้งวัตถุตกแต่งและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังมี Volcano ที่อ้างอิงแผ่นแก้วสถาปัตยกรรมยุค 70 และ Murea ระบบอิฐแก้วโมดูลาร์ ซึ่งทั้งคู่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ในภูมิภาคนี้ เช่น ล็อบบี้โรงแรมหรือวิลล่าหรู

3. Memory woven into carpet: ถักทอความทรงจำลงบนผืนพรม

Tatler Asia
Najd references Riyadh's geometric Najdi architecture through diagonal green and cream stripes punctuated with blue circular motifs hand-knotted across the surface
Above พรมรุ่น Najd อ้างอิงสถาปัตยกรรมแบบ Najdi ของริยาด ผ่านลายเส้นทแยงมุมสีเขียวและครีม ตัดด้วยลวดลายวงกลมสีน้ำเงินที่ถักทอด้วยมือ
Tatler Asia
Butter/Butter draws from a popular Indian butter brand’s packaging, translating the distinctive wrapper design into a hand-knotted textile with blue fan motifs, red details and cream circular patterns
Above Butter/Butter ได้แรงบันดาลใจจากบรรจุภัณฑ์เนยแบรนด์ดังของอินเดีย โดยเปลี่ยนดีไซน์ห่อเนยให้กลายเป็นงานสิ่งทอทอมือ พร้อมลวดลายพัดสีน้ำเงินและรายละเอียดสีแดง
Najd references Riyadh's geometric Najdi architecture through diagonal green and cream stripes punctuated with blue circular motifs hand-knotted across the surface
Butter/Butter draws from a popular Indian butter brand’s packaging, translating the distinctive wrapper design into a hand-knotted textile with blue fan motifs, red details and cream circular patterns

คู่พี่น้อง Mentalla และ Asmaa Said ผู้ก่อตั้งสตูดิโอดีไซน์ Doodle And The Gang ในดูไบ ได้ร่วมมือกับ HANDS Carpets สร้างสรรค์คอลเล็กชั่น "Postcards" พรมทอมือที่เปลี่ยนความทรงจำส่วนตัวให้กลายเป็นงานสิ่งทอที่มีชีวิต

คอลเล็กชั่นนี้ประกอบด้วย 10 ดีไซน์การออกแบบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 5 เมืองสำคัญ ได้แก่ ไคโร, เบรุต, ดูไบ, ริยาด และพาราณสี โดยมีชิ้นเด่นอย่าง "Khazzanz" ที่หยิบยกพาเลตสีมาจากหอคอยเก็บน้ำ Al Khazzan ในย่าน Al Bada’a ของดูไบ ถ่ายทอดโทนสีฟ้าอ่อนและสีเบจอันเป็นเอกลักษณ์ของแลนด์มาร์คแห่งนี้ได้อย่างละเมียดละไม

นอกจากนี้ ชิ้นงานอื่นๆ ยังมีการอ้างอิงถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เฉพาะตัว เช่น "Aroosa" ที่นำภาพจำของรูปเจ้าสาวบนห่อฟอยล์ของชา Shay Al-Arosa มาตีความใหม่, "Bonjuseh" ที่สื่อถึงเครื่องดื่มยอดนิยมในเบรุต, "Starry Night" ที่สะท้อนบรรยากาศการพักผ่อนใน Majlis กลางทะเลทรายของริยาด และ "Najd" ที่หยิบเอาเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมรูปทรงเรขาคณิตของเมืองมาใช้เป็นลวดลายหลัก

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 7 บูธ HANDS Carpets ในงาน Downtown Design จัดแสดงคอลเล็กชั่น Postcards เป็นงานแขวนผนัง รวมถึงชิ้นงานประติมากรรมสีครีมรุ่น Marigold
Photo 2 of 7 ผู้เข้าชมกำลังพิจารณาพรมรุ่น Khazzanz ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหอคอยเก็บน้ำ Al Khazzan ในดูไบ
Photo 3 of 7 Starry Night ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงระยิบระยับของ Majlis กลางทะเลทรายในริยาด
Photo 4 of 7 Butter/Butter ได้แรงบันดาลใจจากบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์เนยยอดนิยมของอินเดีย โดยนำดีไซน์ห่อสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างสรรค์เป็นผ้าทอมือที่มีลวดลายพัดสีฟ้า รายละเอียดสีแดง และลวดลายวงกลมสีครีม
Photo 5 of 7 Bonjuseh นำเสนอเครื่องดื่มจากเบรุตในรูปแบบลายทางเฉียงสีเขียวและครีมที่โดดเด่น ทอด้วยมือจากไหมและขนสัตว์ที่เลียนแบบพืชพรรณธรรมชาติ
Photo 6 of 7 ขนมคาค (Kaak) มีลักษณะเป็นรูปทรงขนมปังซ้ำๆ กัน ตกแต่งด้วยสีทองบนพื้นสีครีม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประเพณีการทำขนมของตะวันออกกลาง
Photo 7 of 7 Aroosa ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีการห่อเจ้าสาวด้วยฟอยล์ในชา Shay Al-Arosa ของอียิปต์ โดยใช้ลายเส้นสีทองและสีครีมตัดกับรูปทรงเรขาคณิตสีแดง
Rhe HANDS Carpets booth at Downtown Design displays the Postcards collection as wall hangings, including the cream-coloured Marigold sculptural piece
A visitor examines Khazzanz, the rug inspired by Dubai’s Al Khazzan Water Tower, featuring radiating blue and white patterns with gold trim from the Postcards collection by HANDS Carpets and Doodle And The Gang
Starry Night, inspired by the twinkling forms of Riyadh's desert majlis, features scattered star motifs in cream against a deep blue field with a scalloped cream border accented with copper circles
Butter/Butter draws from a popular Indian butter brand’s packaging, translating the distinctive wrapper design into a hand-knotted textile with blue fan motifs, red details and cream circular patterns
Bonjuseh interprets a Beiruti drink through bold diagonal green-and-cream stripes hand-tufted in botanical silk and wool
Kaak features repeating bread-shaped forms with golden accents on a cream ground, drawing from Middle Eastern baking traditions
Aroosa references the foil-wrapped bride tradition in Egyptian Shay Al-Arosa tea through gold and cream stripes intersecting with red geometric forms

การทำงานร่วมกันในครั้งนี้เป็นการผนวกเอาวิธีการเล่าเรื่อง (Narrative) อันเป็นเอกลักษณ์ของสองพี่น้อง เข้ากับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของ HANDS ณ เมืองพะโดฮี (Bhadohi) ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมพรมทอมือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียใต้ โดยทั้งคู่ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานและทำงานร่วมกับเหล่าช่างฝีมืออย่างใกล้ชิดเป็นเวลาร่วมปี

นอกจากนี้ ในคอลเล็กชั่นยังมีผลงานชิ้นเอกอย่าง "Marigold" งานแขวนผนังขนาดมหึมาที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเศษด้ายที่เหลือทิ้งในกระบวนการทอ โดยนำเศษวัสดุจากโรงงานมาเปลี่ยนให้เป็นงานประติมากรรมสิ่งทอที่มีน้ำหนักรวมถึง 100 กิโลกรัม

4. Beyond the surface: เหนือกว่าเพียงพื้นผิว

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 เมื่อมองผ่านซุ้มทางเข้าที่ตกแต่งด้วยพื้นผิว Cosentino สีเทาเลียนแบบหิน จะเห็นเปียโนหลังใหญ่ โต๊ะเกมส์ ที่นั่งพักผ่อน และบาร์ โดยพื้นปูด้วยหินสังเคราะห์ที่มีลวดลายเรขาคณิตสร้างความต่อเนื่องทางสายตาไปทั่วพื้นที่ที่เชื่อมต่อกัน
Photo 2 of 3 การตกแต่งภายในเลานจ์ทั้งหมดเผยให้เห็นโซนต่างๆ มากมาย รวมถึงบาร์สีเขียวที่มีลวดลายร่อง ที่นั่งกำมะหยี่สีฟ้าอมเขียว โคมระย้าทรงเรขาคณิต และรายละเอียดเพดานแบบขั้นบันได โดยพื้นผิวแนวนอนและแนวตั้งทั้งหมดผลิตจากวัสดุ Silestone, Dekton และ Sensa ของ Cosentino ในโทนสีอัญมณีและสีกลางเข้ม
Photo 3 of 3 ภายนอกบูธของ Cosentino ในงาน Downtown Design แสดงให้เห็นโครงสร้างศาลาแบบปิดที่หุ้มด้วยพื้นผิวสีเข้ม พร้อมช่องเปิดขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นการตกแต่งภายในที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์อาร์ตเดโค และช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถมองเห็นบรรยากาศของเลานจ์จากภายนอกได้
Looking through the entrance portico clad in grey stone-look Cosentino surfaces, the view encompasses a grand piano, game tables, lounge seating and the bar, with the geometric floor pattern in engineered stone creating visual continuity across the interconnected spaces
The full lounge interior reveals multiple zones, including the green fluted bar, teal velvet seating, geometric chandeliers, and a stepped ceiling detail, with all horizontal and vertical surfaces fabricated from Cosentino’s Silestone, Dekton and Sensa ranges in jewel tones and dark neutrals
The exterior of Cosentino’s booth on the Downtown Design fair floor shows the self-contained pavilion structure clad in dark surfaces with large openings that reveal the Art Deco-inspired interior and allow visitors to glimpse the lounge atmosphere from outside

ในปีนี้ Cosentino เลือกที่จะละทิ้งรูปแบบการจัดแสดงสินค้าแบบเดิมๆ โดยแทนที่จะนำตัวอย่างวัสดุมาวางเรียงกัน ผู้ผลิตพื้นผิวระดับโลกจากสเปนรายนี้กลับมอบหมายให้ Etereo สตูดิโอออกแบบที่มีฐานทั้งในมิลานและดูไบ เนรมิตโปรเจกต์ “1930” ขึ้นมา ซึ่งเป็นเลานจ์สไตล์ Art Deco ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ครบครันด้วยพื้นที่บาร์ มุมเปียโน และโต๊ะเกม

งานติดตั้งนี้ใช้หินสังเคราะห์ (Engineered Stone) และวัสดุพื้นผิวอัดแรงดันสูง (Ultracompact surfaces) ของ Cosentino มาเป็นองค์ประกอบหลักทางโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นงานกรุผนัง พื้น เคาน์เตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษ (Bespoke) ทั้งหมดถูกผลิตขึ้นจากวัสดุในตระกูล Silestone, Dekton และ Sensa โดยเลือกใช้โทนสีน้ำตาลเอิร์ธโทน สีดำ และเฉดสีอัญมณี (Jewel tones) เพื่อมุ่งเน้นการสร้าง "บรรยากาศ" ที่สัมผัสได้จริง มากกว่าการเน้นเพียงรายละเอียดในแผ่นพับข้อมูลวัสดุ

Tatler Asia
Custom shelving displays decorative objects against the bar’s marble-look backsplash, whilst the geometric floor pattern in Cosentino materials extends throughout the lounge space, designed to reference 1930s Art Deco private clubs
Above ชั้นวางของแบบสั่งทำพิเศษจัดแสดงของตกแต่งหน้าผนังบาร์ลายหินอ่อน ขณะที่พื้นลายเรขาคณิตแผ่ขยายไปทั่วบริเวณเลานจ์เพื่อสื่อถึงคลับส่วนตัวในยุค 1930
Tatler Asia
The installation’s geometric floor pattern combines Cosentino surfaces in black, white and green tones, with the fluted bar front illuminated by concealed LED lighting and stepped ceiling details in brass and dark wood
Above ลายพื้นเรขาคณิตผสมผสานวัสดุโทนสีดำ ขาว และเขียว เข้ากับหน้าบาร์ลายลอนที่ประดับไฟ LED และรายละเอียดเพดานที่หรูหรา
Custom shelving displays decorative objects against the bar’s marble-look backsplash, whilst the geometric floor pattern in Cosentino materials extends throughout the lounge space, designed to reference 1930s Art Deco private clubs
The installation’s geometric floor pattern combines Cosentino surfaces in black, white and green tones, with the fluted bar front illuminated by concealed LED lighting and stepped ceiling details in brass and dark wood

สไตล์ Art Deco มีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้คนในภูมิภาคนี้อย่างเห็นได้ชัด ด้วยความเฉียบคมของรูปทรงเรขาคณิต วัสดุที่ดูหรูหรา และความสง่างามแบบจัดจ้าน ซึ่งสอดรับกับรสนิยมของชาวตะวันออกกลางได้อย่างลงตัว โดย Etereo ได้แรงบันดาลใจจากสถาปนิกกลุ่มโมเดิร์นนิสต์ชาวอิตาเลียนอย่าง Piero Portaluppi และ Carlo Scarpa มาใช้ในการกลั่นกรองงานดีไซน์ยุโรปยุค 1930 ผ่านกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นบริษัทวัสดุหลายแห่งเปลี่ยนทิศทางจากการจัดแสดงสินค้าแบบหยุดนิ่ง (Static displays) ไปสู่การสร้างพื้นที่เชิงประสบการณ์ (Experiential spaces) ในงานเทรดโชว์มากขึ้น เนื่องจากสถาปนิกและนักออกแบบต้องการเห็นวัสดุพื้นผิวในบริบทของการใช้งานจริง ซึ่งเลานจ์ของ Cosentino ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หินสังเคราะห์สามารถกำหนดบุคลิกและจิตวิญญาณของพื้นที่ได้อย่างไร เพราะวัสดุจะสามารถดึงดูดใจผู้ซื้อได้แตกต่างออกไปเมื่อมันถูกนำมาสร้างเป็น "สภาพแวดล้อม" ที่สัมผัสได้จริง

5. Rajasthan to Milan: จากราชสถานสู่มิลาน

Tatler Asia
Jagdish Sutar’s stool from the Objects of Legacy collection, photographed in Rajasthani desert sand, featuring carved geometric woven seats on teak frames with stepped vertical supports
Above สตูลจากคอลเล็กชั่น Objects of Legacy โดย Jagdish Sutar ถ่ายภาพบนผืนทรายในราชสถาน โดดเด่นด้วยที่นั่งแกะสลักบนโครงไม้สัก
Tatler Asia
Detail of bar cabinet showing hand-carved woven panel inset within curved teak frame, demonstrating the precision joinery and surface carving characteristic of Rajasthani carpentry traditions
Above รายละเอียดของตู้บาร์ที่แสดงงานแกะสลักไม้แผ่นเรียงซ้อนภายในโครงไม้สักโค้ง มน สะท้อนถึงความประณีตของช่างไม้ราชสถาน
Jagdish Sutar’s stool from the Objects of Legacy collection, photographed in Rajasthani desert sand, featuring carved geometric woven seats on teak frames with stepped vertical supports
Detail of bar cabinet showing hand-carved woven panel inset within curved teak frame, demonstrating the precision joinery and surface carving characteristic of Rajasthani carpentry traditions
Tatler Asia
Family Daybed, an oversized teak platform reinterpreting the traditional Indian charpoy at contemporary scale, displayed with embroidered silk cushions beneath a timber-framed canopy
Above Family Daybed เตียงกลางวันที่ทำจากไม้สักขนาดใหญ่ เป็นการตีความ 'Charpoy' หรือเตียงถักแบบอินเดียดั้งเดิมใหม่ในสเกลร่วมสมัย
Tatler Asia
Jagdish Sutar's booth at Downtown Design showing the bar cabinet with circular carved panel as centrepiece, flanked by mirrors and additional seating pieces within a fabric-draped pavilion structure
Above บูธของ Jagdish Sutar ในงาน Downtown Design แสดงตู้บาร์ที่มีแผงแกะสลักทรงกลมเป็นจุดเด่น
Family Daybed, an oversized teak platform reinterpreting the traditional Indian charpoy at contemporary scale, displayed with embroidered silk cushions beneath a timber-framed canopy
Jagdish Sutar's booth at Downtown Design showing the bar cabinet with circular carved panel as centrepiece, flanked by mirrors and additional seating pieces within a fabric-draped pavilion structure

Jagdish Sutar ดีไซเนอร์จากเมืองมิลานที่มีพื้นเพมาจาก ราชสถาน (Rajasthan) ได้นำเสนอผลงานชุด "Objects of Legacy" ซึ่งเป็นคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตขึ้นในบ้านเกิดของเขาเอง โดยมีชิ้นงานไฮไลต์อย่าง "Family Daybed" เตียงกลางวันไม้สักขนาดใหญ่พิเศษที่หยิบเอา "Charpoy" (เตียงถักแบบอินเดียดั้งเดิม) มาตีความใหม่ เพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกันอย่างใกล้ชิดในครอบครัว

Jagdish สืบเชื้อสายมาจากตระกูลช่างไม้แห่งราชสถาน และได้ไปศึกษาต่อด้านการออกแบบที่สถาบัน NABA ในมิลาน ผลงานของเขาจึงสะท้อนถึงมรดกจากสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นลวดลายแกะสลักและรูปทรงประติมากรรมที่มีรากฐานมาจากเทคนิคงานไม้ของอินเดีย ผสมผสานกับการเลือกใช้วัสดุที่ประณีตตามแบบฉบับงานดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ของอิตาลี การจัดแสดงภายในบูธยังคงความต่อเนื่องทางสายตาด้วยพื้นผิวที่ละเอียดอ่อนและรอยต่อของไม้ที่ประณีต ซึ่งขับเน้นให้เห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือ (Handwork) ที่เหนือกว่าการผลิตในระบบอุตสาหกรรม

คอลเล็กชั่นนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีในดูไบ เนื่องจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีกลุ่มชาวอินเดียพลัดถิ่นจำนวนมาก ทำให้มีฐานตลาดที่คุ้นเคยกับสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจโรงแรมระดับหรูในภูมิภาคก็เริ่มมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่มีเรื่องราวของงานฝีมือที่แท้จริง มากกว่าเพียงแค่เฟอร์นิเจอร์ไฮเอนด์ทั่วไป งานของ Sutar จึงถือเป็นจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือมีเอกลักษณ์ที่จดจำได้ง่ายจนรู้สึกถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม แต่ก็มีความประณีตเพียงพอสำหรับการตกแต่งภายในที่ทันสมัย

อ่านเพิ่มเติม: 9 พิพิธภัณฑ์ใหม่ ที่พลิกโฉมวงการวัฒนธรรมเอเชีย

6. Materials from overlooked sources: วัสดุจากสิ่งไร้ค่า

Tatler Asia
Nuhayr Zein's 'Sara'ir' cabinet in Leukeather (made from seed pods) features drawers etched with Egyptian and Emirati motifs, displayed against PlyPalm palm frond cladding at the 1971 Design Space booth
Above ตู้ 'Sara'ir' โดย Nuhayr Zein ทำจากวัสดุ Leukeather (จากฝักเมล็ดพืช) ตกแต่งด้วยลวดลายแกะสลักศิลปะอียิปต์และเอมิเรตส์
Nuhayr Zein's 'Sara'ir' cabinet in Leukeather (made from seed pods) features drawers etched with Egyptian and Emirati motifs, displayed against PlyPalm palm frond cladding at the 1971 Design Space booth

1971 Design Space ใช้พื้นที่จัดแสดงในงาน Downtown Design เพื่อนำเสนอผลงานของสองนักออกแบบที่หันมาสนใจวัสดุธรรมชาติที่มักถูกละเลย Nuhayr Zein สถาปนิกชาวอียิปต์ที่พำนักอยู่ใน UAE ได้เผยโฉมตู้เก็บของที่ทำจาก Leukeather ซึ่งเป็นวัสดุทางเลือกจากพืชที่เธอพัฒนาขึ้นจากฝักเมล็ดของต้นไม้เม็กซิกันที่ปัจจุบันเติบโตได้ดีในท้องถิ่น

ตู้ชิ้นนี้มีชื่อว่า 'Sara’ir' ประกอบด้วยลิ้นชักหลายชั้น พื้นผิวของตู้มีการสลักลวดลายที่หยิบยืมมาจากอัตลักษณ์ทางสายตาทั้งของอียิปต์และเอมิเรตส์ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์อียิปต์โบราณที่วางเคียงคู่ไปกับรูปต้นปาล์มและป้อมอัลไอน์ (Al Ain Fort) นอกจากนี้ ตัวตู้ยังตั้งตระหง่านอยู่บนขาตู้รูปทรงเรียวบางดั่งขาของละมั่ง (Gazelle) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในมรดกวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ โดยตัว Zein เองนั้นเกิดและเติบโตที่เมืองอัลไอน์แห่งนี้

ทว่าหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้คือ "ตัววัสดุ" โดยปกติแล้วฝักเมล็ดพืชมักจะถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ค่า แต่กระบวนการของ Zein ได้เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นพื้นผิวที่ใช้งานได้จริงและเหมาะสมกับการทำเฟอร์นิเจอร์ แม้จะเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แรงงานมหาศาล (Labour-intensive) แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าฝักเมล็ดพืชสามารถทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบด้านดีไซน์ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงผลงาน PlyPalm ของ Lina Ghalib ซึ่งนำทางมะพร้าวและใบปาล์มมาใช้ประโยชน์ โดยทั้งสองโปรเจกต์ต่างมุ่งหาคำตอบร่วมกันว่า วัสดุอินทรีย์ที่ถูกทิ้งเหล่านี้จะสามารถนำมาพัฒนาเป็นวัสดุหลักในการผลิตระดับท้องถิ่นได้จริงหรือไม่

7. Close context: บริบทที่ใกล้ตัว

Tatler Asia
The exhibition space combined furniture, lighting and textiles including palm frond room dividers, wall-mounted sconces, and sculptural wooden seating pieces
Above พื้นที่จัดแสดงประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ แสงไฟ และสิ่งทอต่างๆ รวมถึงฉากกั้นห้องที่ทำจากใบปาล์ม โคมไฟติดผนัง และเก้าอี้ไม้รูปทรงประติมากรรม
The exhibition space combined furniture, lighting and textiles including palm frond room dividers, wall-mounted sconces, and sculptural wooden seating pieces

นิทรรศการ UAE Designer Exhibition เป็นการรวมตัวของ 24 ดีไซเนอร์ดาวรุ่งที่ทำงานอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีไฮไลต์คือ Zein Hageali ดีไซเนอร์ชาวเลบานอนศิษย์เก่าด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จาก Central Saint Martins ที่นำเสนอผลงาน "Tawlitna" ระบบโต๊ะแบบโมดูลาร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเฟอร์นิเจอร์ซีเรียดั้งเดิม โปรเจกต์นี้ใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบ Knock-down ทำให้สามารถประกอบ ถอดแยก และปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามต้องการ โดย Hageali ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโครงร่างโต๊ะแบบซีเรียที่คุ้นตาไว้ แต่เติมเต็มด้วยสีสันสมัยใหม่ เพื่อสื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็น "จุดเริ่มต้น" ของความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการเป็นเพียงต้นฉบับเพื่อทำซ้ำ

Tatler Asia
Zein Hageali’s Tawlitna collection showcases a modular table system in various colourways (lilac, green, red), featuring traditional Syrian arch motifs and geometric patterns that can be mixed and matched across different configurations
Above คอลเล็กชั่น Tawlitna โดย Zein Hageali นำเสนอระบบโต๊ะโมดูลาร์ในเฉดสีที่หลากหลาย (ม่วงไลแลค, เขียว, แดง) โดดเด่นด้วยลวดลายซุ้มโค้งแบบซีเรียและลายเรขาคณิตที่สามารถนำมาผสมผสานกันได้ในหลายรูปแบบ
Tatler Asia
The exhibition space combined furniture, lighting and textiles, including palm frond room dividers, wall-mounted sconces, and sculptural wooden seating pieces
Above พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่รวบรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และงานสิ่งทอ รวมถึงฉากกั้นห้องจากใบปาล์ม โคมไฟติดผนัง และที่นั่งไม้รูปทรงประติมากรรม
Zein Hageali’s Tawlitna collection showcases a modular table system in various colourways (lilac, green, red), featuring traditional Syrian arch motifs and geometric patterns that can be mixed and matched across different configurations
The exhibition space combined furniture, lighting and textiles, including palm frond room dividers, wall-mounted sconces, and sculptural wooden seating pieces

นอกจากนี้ ในนิทรรศการยังมีนักออกแบบรายอื่นๆ ที่ใช้แนวทางใกล้เคียงกันในการหยิบยกเอกลักษณ์ของภูมิภาคมาต่อยอด เช่น Dania Najee ที่นำเสนอโต๊ะกาแฟกระจกตกแต่งด้วยเปลือกหอยมุก เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์การหาหอยมุกของดูไบ, Nourhan Rahhal กับเฟอร์นิเจอร์ที่วางซ้อนกันดูคล้ายขนมหวานของฝรั่งเศส และ Ahmad Alkattan ที่แสดงโต๊ะไม้สนทรงเรขาคณิตซึ่งใช้วัสดุจากอินเดีย อิหร่าน และปากีสถาน เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่ง แม้ผลงานแต่ละชิ้นจะมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่แรงขับเคลื่อนที่เหมือนกันคือความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงวัสดุและรูปทรงเข้ากับ "สถานที่" และบริบทของท้องถิ่นอย่างเหนียวแน่น

8. Ornament as archive: ลวดลายในฐานะจดหมายเหตุ

Tatler Asia
Interior of Maraj’s “Stories of the Isle and the Inlet” pavilion, comprising layered translucent mesh textiles embroidered with Nabih Saleh’s island flora and fauna.
Above ภายในพาวิลเลียน “Stories of the Isle and the Inlet” โดย Maraj ประกอบด้วยผ้าตาข่ายโปร่งแสงซ้อนชั้น ปักลวดลายพรรณไม้และสัตว์ของเกาะ Nabih Saleh
Interior of Maraj’s “Stories of the Isle and the Inlet” pavilion, comprising layered translucent mesh textiles embroidered with Nabih Saleh’s island flora and fauna.

เทศกาลออกแบบ Dubai Design Week 2025 นำเสนองานติดตั้งมากกว่า 30 ผลงานที่มุ่งสำรวจเรื่องราวของชุมชน ความยั่งยืน และนวัตกรรมวัสดุ แต่ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดมาจาก Abwab (ซึ่งแปลว่า ประตู) โปรเจกต์พาวิลเลียนประจำปีที่มอบหมายให้นักออกแบบจากเอเชียตะวันตก ใต้ ตะวันออก และทวีปแอฟริกามาประลองไอเดีย โดยธีมของปีนี้คือ “In the Details” ที่เน้นเรื่องการประดับตกแต่งผ่านงานสิ่งทอและการเล่าเรื่อง

Maraj แพลตฟอร์มจากบาห์เรนที่ก่อตั้งโดย Latifa Alkhayat และ Maryam Aljomairi คือผู้ชนะในปีนี้ด้วยผลงาน “Stories of the Isle and the Inlet” งานติดตั้งนี้ให้ความรู้สึกที่เบาบางราวกับความฝัน (Ethereal) ด้วยผืนผ้าตาข่ายที่วางเลเยอร์ซ้อนกันจนเกิดเป็นพื้นที่ปิดที่ดูมีมิติแต่ขณะเดียวกันก็โปร่งตา ผลงานชิ้นนี้ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของ Nabih Saleh เกาะเล็กๆ ในบาห์เรนที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นที่ชุ่มน้ำ Tubli และเขตอุตสาหกรรม Sitra

 

Tatler Asia
The exterior of Maraj’s triangular pavilion on the Dubai Design District waterfront, its white mesh textile walls visible against the surrounding glass architecture
Above ภายนอกพาวิลเลียนทรงสามเหลี่ยมของ Maraj ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำของย่าน Dubai Design District ผนังผ้าตาข่ายสีขาวดูโดดเด่นตัดกับสถาปัตยกรรมกระจกโดยรอบ
Tatler Asia
Embroidery detail showing prawns in teal thread with red crabs, documenting marine species from the waters surrounding Nabih Saleh island
Above รายละเอียดงานปักรูปกุ้งด้วยด้ายสีน้ำเงินเขียวและปูสีแดง เพื่อบันทึกสายพันธุ์สัตว์ทะเลในน่านน้ำรอบเกาะ Nabih Saleh
The exterior of Maraj’s triangular pavilion on the Dubai Design District waterfront, its white mesh textile walls visible against the surrounding glass architecture
Embroidery detail showing prawns in teal thread with red crabs, documenting marine species from the waters surrounding Nabih Saleh island
Tatler Asia
Detail of embroidered date palms with golden fruit clusters on translucent mesh, part of the botanical documentation of Nabih Saleh island
Above รายละเอียดงานปักรูปต้นอินทผลัมพร้อมช่อผลสีทองบนผ้าตาข่ายโปร่งแสง ส่วนหนึ่งของการบันทึกข้อมูลพฤกษศาสตร์ของเกาะ Nabih Saleh
Tatler Asia
Close embroidery detail showing a kingfisher in teal and coral thread, one of the native bird species recorded on the textile panels
Above รายละเอียดงานปักนกกระเต็นด้วยด้ายสีน้ำเงินเขียวและสีคอรัล หนึ่งในนกท้องถิ่นที่ถูกบันทึกไว้บนแผงผ้า
Detail of embroidered date palms with golden fruit clusters on translucent mesh, part of the botanical documentation of Nabih Saleh island
Close embroidery detail showing a kingfisher in teal and coral thread, one of the native bird species recorded on the textile panels

Maraj ร่วมมือกับช่างปักและช่างตัดเย็บท้องถิ่นในการสร้างสรรค์ผืนผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก thob al nashil ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิม ลวดลายปักถ่ายทอดภาพพรรณไม้ สัตว์ป่า และน่านน้ำรอบเกาะ โดยมีทั้งสายพันธุ์ท้องถิ่นและระบบนิเวศที่กำลังถูกคุกคามปรากฏอยู่บนเนื้อผ้าโปร่งแสง เมื่อแสงสว่างส่องผ่านผ้าเหล่านี้ จึงเกิดเป็นลวดลายเงาที่เคลื่อนไหวไปมา

งานติดตั้งชิ้นนี้ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างการออกแบบ งานฝีมือ ศิลปะ และความทรงจำ โดย "การตกแต่ง" ไม่ได้มีหน้าที่เพียงความสวยงาม แต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการบันทึกจดหมายเหตุ ด้วยการฝังข้อมูลทางนิเวศวิทยาลงในลวดลายสิ่งทอ Maraj ได้สร้างบันทึกเชิงพื้นที่ของสิ่งที่ยังดำรงอยู่แต่มีโอกาสจะสูญหายไป โดยผสมผสานประวัติศาสตร์บอกเล่าจากชาวเกาะเข้ากับการบันทึกด้วยภาพผ่านงานฝีมือ

9. A warm welcome: การต้อนรับที่อบอุ่น

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 5 พื้นที่บริเวณบาร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบบูธของ Omar Al Gurg โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์ทรงกลมและเก้าอี้สตูลรุ่น Charlie Collection โดย Yabu Pushelberg พร้อมต้นปาล์มจริงที่แผ่กิ่งก้านอยู่ด้านบน โดยมีวอลเปเปอร์รุ่น Arcadia จาก Calico Wallpaper เป็นฉากหลัง
Photo 2 of 5 ที่นั่งรุ่น Marea โดย Alessandro Munge ในผ้ากำมะหยี่สีแดงเบอร์กันดีเข้ม จัดวางคู่กับวอลเปเปอร์ลาย Arcadia ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พร้อมรายละเอียดกระจกทองเหลือง
Photo 3 of 5 พื้นที่เลานจ์ตกแต่งด้วยที่นั่งกำมะหยี่สีม่วงมะเขือยาวจาก Stellar Works ตัดกับวอลเปเปอร์คอลเลกชัน Arcadia ที่ถ่ายทอดลวดลายพฤกษศาสตร์ในโทนสีเบจและทองที่ดูนุ่มนวล
Photo 4 of 5 มุมอ่านหนังสือมีที่นั่งทรงกลม โดยมีฉากหลังเป็นลวดลายพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ของ Calico Wallpaper และกระถางต้นไม้ที่จัดวางซ้อนกัน สร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองภายในบูธ
Photo 5 of 5 ทางเข้าบูธมีเคาน์เตอร์ต้อนรับทรงโค้งหุ้มด้วยวอลเปเปอร์คอลเล็กชั่น Atmosphere จาก Calico Wallpaper ซึ่งมีลวดลายเมฆแบบอิมเพรสชั่นนิสต์และพื้นผิวไล่ระดับสีที่นุ่มนวล
The bar area anchors Omar Al Gurg's booth design with a circular counter, Charlie Collection bar stools by Yabu Pushelberg, and a live palm tree overhead, backed by Calico Wallpaper’s Arcadia.
Alessandro Munge’s Marea seating in deep burgundy velvet positioned against Calico Wallpaper’s nature-inspired Arcadia pattern with brass mirror detail.
The lounge area features aubergine velvet seating by Stellar Works against Calico Wallpaper’s Arcadia collection, depicting botanical motifs in muted beige and gold tones.
A reading nook features rounded seating against Calico Wallpaper’s large-scale botanical pattern, with layered planters creating an intimate residential atmosphere within the booth
The booth entrance features a curved reception desk clad in Calico Wallpaper's Atmosphere collection with its impressionistic cloud pattern and soft gradient finish

Stellar Works และ Calico Wallpaper เปิดตัวในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกที่งาน Downtown Design ผ่านการดูแลและคัดสรรโดยสถาปนิกชาวเอมิเรตส์ Omar Al Gurg โดยแทนที่จะจัดแสดงสินค้าแบบหยุดนิ่งเหมือนทั่วไป พื้นที่นี้กลับทำหน้าที่เป็นเสมือน "พื้นที่ต้อนรับ" (Hospitality environment) ที่ครบครันไปด้วยคาเฟ่ บาร์ มุมอ่านหนังสือ และพื้นที่เลานจ์ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้นั่งพักผ่อนดื่มเครื่องดื่ม หรือทดลองใช้งานเฟอร์นิเจอร์ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับที่พักอาศัยจริง

พื้นที่ทั้งหมดถูกโอบล้อมด้วยวอลเปเปอร์คอลเลกชัน Atmosphere และ Arcadia จาก Calico Wallpaper ในขณะที่ Stellar Works นำเสนอชิ้นงานดีไซน์โดย Yabu Pushelberg, Alessandro Munge และ LAYAN แนวทางนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในตลาดท้องถิ่นของ Al Gurg เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ซื้อในภูมิภาคนี้มักมองหาโปรเจกต์งานบริการขนาดใหญ่ (Grand-scale hospitality) ที่ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ต้องตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ล็อบบี้โรงแรม อาคารที่พักอาศัย ไปจนถึงพื้นที่ Majlis ส่วนตัว การที่ทั้งสองแบรนด์เลือกใช้ภัณฑารักษ์ในพื้นที่แทนการนำเข้าดีไซน์บูธสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ช่วยให้ลูกค้าสามารถทดลองสัมผัสชิ้นงานในบริบทการใช้งานจริง มากกว่าการมองเห็นเป็นเพียงวัตถุที่วางโชว์อยู่โดดๆ

10. Regional roots: รากเหง้าแห่งภูมิภาค

Tatler Asia
The Tanween Design Programme 2025 exhibition at Downtown Design showing Sarah Al Dulaimi’s Oculus lighting piece (centre), made from reclaimed fabric offcuts in radiating amber chiffon layers, with Tasneem Al Nabhani’s Bayn wa Bayn pixelated mirror and console (left) and Sketch & Space Studio’s Al Ghawas chair in red with brass frame (right)
Above นิทรรศการ Tanween Design Programme 2025 ที่ Downtown Design จัดแสดงผลงานโคมไฟ Oculus ของ Sarah Al Dulaimi (ตรงกลาง) ซึ่งทำจากเศษผ้าเหลือใช้ที่นำมาตัดเย็บเป็นชั้นผ้าชีฟองสีอำพันที่เปล่งประกาย พร้อมด้วยกระจกและโต๊ะคอนโซลลายพิกเซล Bayn wa Bayn ของ Tasneem Al Nabhani (ด้านซ้าย) และเก้าอี้ Al Ghawas สีแดงพร้อมโครงทองเหลืองของ Sketch & Space Studio (ด้านขวา)
The Tanween Design Programme 2025 exhibition at Downtown Design showing Sarah Al Dulaimi’s Oculus lighting piece (centre), made from reclaimed fabric offcuts in radiating amber chiffon layers, with Tasneem Al Nabhani’s Bayn wa Bayn pixelated mirror and console (left) and Sketch & Space Studio’s Al Ghawas chair in red with brass frame (right)

โครงการ Tanween Design Programme โดย Tashkeel ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการสนับสนุนงานดีไซน์ที่ยั่งยืน โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมวัสดุของชาวเอมิเรตส์ ในปีนี้ดีไซเนอร์ทั้ง 7 ท่านได้ใช้เวลาตลอด 12 เดือนในการทำงานร่วมกับผู้ผลิตในท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่

Sarah Al Dulaimi ดีไซเนอร์ชาวอิรัก-อังกฤษที่พำนักอยู่ใน UAE ได้นำเสนอผลงานที่มีชื่อว่า "Oculus" ซึ่งเป็นโคมไฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "Abaya" (ชุดคลุมสตรีอาหรับ) โดยชิ้นงานนี้จะดูทึบแสงเมื่อไม่ได้เปิดไฟ แต่เมื่อเปิดระบบไฟ LED ที่ปรับระดับความสว่างได้ แสงจะส่องผ่านให้เห็นเลเยอร์ของผ้าชีฟองสีดำและสีสันต่างๆ ที่ซ้อนทับอยู่ภายใน Al Dulaimi นำเศษผ้าที่เหลือทิ้งจากร้านตัดเสื้อในอาบูดาบีมาใช้ เพื่อเปลี่ยนขยะสิ่งทอให้กลายเป็นวัสดุในการเล่าเรื่อง เธอไม่ได้มอง Abaya เป็นเพียงเครื่องแต่งกายที่เป็นต้นแบบทางสายตาเท่านั้น แต่เธอยังสำรวจลึกไปถึงแนวคิดเบื้องหลัง ทั้งในเรื่องของความเป็นส่วนตัว สิทธิในการเลือก การเปลี่ยนแปลง การปกปิด และการเปิดเผย

นอกจากนี้ยังมีผลงานที่โดดเด่นอย่าง "Lamah" โดย Hessa Alghandi ซึ่งเป็นโคมไฟแขวนที่ทำจากกิ่งปาล์มนำกลับมาใช้ใหม่ และ "Loodo" โดย Clock & Cloud Studio โต๊ะเตี้ยที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพเชิงประกอบ (Bio-composite) ซึ่งใช้ทรายจากทะเลทรายและสีย้อมธรรมชาติเป็นส่วนประกอบหลัก


This story was originally written in English by Jennifer Choo.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2025 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

ส่องผลงานศิลปินไทยดาวรุ่งพุ่งแรงในงาน Art Taipei 2025 เวทีแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

5 ผลงานชิ้นเอกของ Frank Gehry สถาปนิกผู้สรรสร้างอาคารให้พลิ้วไหวดุจงานเต้นรำ

ชานนท์ เรืองกฤตยา ปักธง “Porsche Design Tower Bangkok” โปรเจ็กต์สุดลักซ์ชูรีแห่งแรกในเอเชีย

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย