3daysofdesign เทศกาลดีไซน์ชั้นนำของสแกนดิเนเวีย ได้เปลี่ยนมหานครโคเปนเฮเกนเป็นพื้นที่จัดแสดงงานดีไซน์ร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ปีนี้มีนิทรรศการมากถึง 470 แห่ง กระจายอยู่ทั่ว 8 ย่านของเมือง เพื่อสำรวจแก่นแท้ของงานดีไซน์ ความยั่งยืน และอนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
เทศกาล 3daysofdesign 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ได้เฉลิมฉลองงานดีไซน์ร่วมสมัยภายใต้แนวคิด “Keep it real” หรือ “อยู่กับความจริง” ที่สะท้อนถึงความแท้จริงและเป็นธรรมชาติของงานดีไซน์ ผ่านนิทรรศการเกือบ 470 แห่งที่ถูกจัดขึ้นทั่วเมือง ตั้งแต่ปี 2013 ที่เทศกาลนี้เริ่มต้นขึ้น โคเปนเฮเกนก็ถูกยกระดับให้กลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเทรนด์การออกแบบร่วมสมัย ดึงดูดผู้คนทั่วโลกที่สนใจปรัชญาการดีไซน์ของสแกนดิเนเวียให้เดินทางมาเยือน
เทศกาลนี้ได้ขยายขอบเขตออกไปครอบคลุมถึง 8 ย่านดีไซน์ของเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการออกแบบร่วมสมัยในปัจจุบันนั้นก้าวไปไกลกว่าการสร้างสรรค์วัตถุเพียงชิ้นเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงระบบนิเวศและสังคมในวงกว้างขึ้นด้วย โดยนักออกแบบได้นำเสนอผลงานที่ผสมผสานทั้งงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างลงตัว สะท้อนว่างานดีไซน์ยุคนี้ต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความอยู่รอดทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
การขยายขอบเขตของเทศกาลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของวงการดีไซน์ร่วมสมัยที่ให้ความสำคัญกับหลักการต่างๆ อย่างจริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลาย (Inclusivity) ความยั่งยืน (Sustainability) และความรับผิดชอบร่วมกัน (Collective responsibility) ทั้งหมดคือหลักการที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมการออกแบบ
อ่านเพิ่มเติม: 5 เมกะเทรนด์การออกแบบ ที่จะพลิกโฉมโลกสถาปัตยกรรมและที่อยู่อาศัยแห่งอนาคต
1. ความจริงแท้ (Authenticity) และการแสดงออกถึงตัวตน

Above Center Center ระบบจัดเก็บแบบตะแกรงเหล็กที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของ String Furniture

Above Center Center ระบบจัดเก็บแบบตะแกรงเหล็กที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของ String Furniture
การออกแบบร่วมสมัยกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องความยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้มากกว่าการกำหนดรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งผลงานของ String Furniture อย่างระบบ Center Center เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ด้วยชุดยูนิตโลหะฉลุลายแบบโมดูลาร์ที่สามารถนำมาเรียงซ้อนหรือจัดวางใหม่เพื่อสร้างพื้นที่จัดเก็บที่ปรับแต่งได้ตามต้องการ ความเรียบง่ายแบบอินดัสเทรียลของระบบนี้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าแค่การตกแต่ง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้อย่างเต็มที่

Above Upglass ของ Nichetto สำหรับ Astep เปลี่ยนเศษแก้ว Murano ที่ถูกทิ้งแล้วให้เป็นโคมไฟที่มีดีไซน์ราวกับประติมากรรม
โคมไฟ Upglas โดย Luca Nichetto สำหรับแบรนด์ Astep เป็นตัวอย่างของอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจในวงการดีไซน์โคมไฟ ที่นำหลักการออกแบบของสแกนดิเนเวียมาผสานกับเทคนิคการเป่าแก้วแบบดั้งเดิม ผลงานที่ได้จึงมีพื้นผิวและรูปทรงที่ไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของงานทำมือที่แตกต่างจากงานที่ผลิตจำนวนมากอย่างสิ้นเชิง ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่ผู้คนมองหาข้าวของเครื่องใช้ที่ตอบสนองความต้องการส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ยังคงหลงเหลือหลักฐานของการผลิตงานฝีมือเอาไว้
2. ความยั่งยืน (Sustainability) และดีไซน์แบบหมุนเวียน (Circular Design)

Above โซฟา Shrinx Easy Chair ของ Boris Berlin สำหรับ +Halle ใช้ผ้าที่สามารถรองรับโครงสร้างได้เองแทนโฟม PU
ปัจจุบัน การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจด้านการออกแบบ โดยก้าวข้ามการปรับเปลี่ยนแค่เพียงผิวเผินไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตั้งแต่กระบวนการคิดผลิตภัณฑ์ โซฟา Shrinx โดย Boris Berlin สำหรับแบรนด์ +Halle ได้ตัดส่วนที่เป็นโฟมโพลียูรีเทนออกทั้งหมด เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่กระทบต่อความแข็งแรงหรือความสบายในการใช้งาน แนวทางนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ที่การเลือกใช้วัสดุกลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบ ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยรองลงมา

Above โซฟา Paradigm ของ Montana ที่นำดีไซน์โมดูลาร์ดั้งเดิมของ Erik Rasmussen ในปี 1969 กลับมาอีกครั้ง
โซฟา Paradigm ของ Montana ก็ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้หลักการเดียวกันผ่านการออกแบบแบบโมดูลาร์และการเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน การปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ตามการใช้งานนี้ช่วยยืดอายุการใช้งานของโซฟาและลดความถี่ในการซื้อชิ้นใหม่ ทำให้เห็นว่าความทนทานสามารถถูกฝังไว้ในตัวผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งสองชิ้นงานนี้ยังสะท้อนว่าความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานได้ โดยไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาภายหลัง
3. ที่นั่งดีไซน์โมดูลาร์พร้อมนวัตกรรมยั่งยืน

Above Hay นำโซฟา Amanta ของ Mario Bellini ที่ออกแบบในปี 1966 กลับมาอีกครั้ง
การนำดีไซน์คลาสสิกกลับมาตีความใหม่แสดงให้เห็นว่ารูปทรงดั้งเดิมสามารถถูกปรับให้เข้ากับวัสดุและวิธีการผลิตใหม่ๆ ได้อย่างไร โซฟา Amanta โดย Mario Bellini สำหรับแบรนด์ Hay เป็นการนำดีไซน์จากยุค 1960s กลับมาทำใหม่โดยใช้วัสดุรีไซเคิลและดีไซน์ที่ปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งคงความงามแบบดั้งเดิมเอาไว้พร้อมทั้งตอบโจทย์ความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่ามรดกทางดีไซน์สามารถเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงข้อจำกัดที่ต้องยึดติด
4. ความเป็นส่วนตัวและความสบายในเก้าอี้แบบร่วมสมัย

Above โซฟา Hi Lo ของ &Tradition ที่ผสานความสบายเข้ากับดีไซน์ได้อย่างลงตัว
ความสบายและความสามารถในการปรับเปลี่ยนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบที่นั่ง ซึ่งผู้ผลิตต่างตอบสนองต่อความชอบที่หลากหลายและสถานการณ์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป
โซฟา Hi Lo AV55 ของ Anderssen & Voll สำหรับแบรนด์ &Tradition โดดเด่นด้วยเบาะที่หนานุ่มและดีไซน์แบบโมดูลาร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งาน ซึ่งผลิตขึ้นอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการตกแต่งภายในที่หลากหลายและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใช้งาน

Above David Thulstrup และ Møbel Copenhagen เปิดตัวเก้าอี้ Taku ที่ให้ความรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อม
เก้าอี้ Taku ของ David Thulstrup มีตัวเลือกเบาะที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเก้าอี้ได้อย่างอิสระโดยยังคงความงดงามของดีไซน์ไว้ได้ ทั้งสองชิ้นงานนี้สะท้อนเทรนด์ของเฟอร์นิเจอร์ที่นั่งที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเพียงการสร้าง ‘ดีไซน์ที่โดดเด่น’ ซึ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้เป็นเหมือนรากฐานสำหรับการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานมากกว่าที่จะกำหนดรูปแบบความงามที่ต้องทำตาม
5. รูปทรงและกราฟิกที่สนุกสนานและมีชีวิตชีวา

Above Fredericia นำเก้าอี้ Bench for Two ของ Nanna Ditzel ในปี 1989 กลับมาผลิตใหม่ในสีที่โดดเด่นและสดใส

Above Fredericia นำเก้าอี้ Bench for Two ของ Nanna Ditzel ในปี 1989 กลับมาผลิตใหม่ในสีที่โดดเด่นและสดใส
งานดีไซน์ของสแกนดิเนเวียยังคงไม่หยุดที่จะสำรวจรูปทรงและกราฟิกที่โดดเด่น โดยนำแรงบันดาลใจจากงานยุคกลางศตวรรษมาปรับให้เข้ากับความรู้สึกร่วมสมัย เก้าอี้ Bench for Two ของ Nanna Ditzel สำหรับแบรนด์ Fredericia นำลวดลายแนว psychedelic ที่เคยโด่งดังและเส้นสายโค้งมนที่ได้แรงบันดาลใจจากผีเสื้อมาสร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่นั่งและงานศิลปะที่ดึงดูดสายตาในเวลาเดียวกัน ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการอ้างอิงประวัติศาสตร์สามารถทำให้งานดีไซน์กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่การนำมาใช้ซ้ำแบบเดิมๆ
6. ความร่วมมือเชิงศิลปะ

Above Gubi และ Garro Éditions นำโคมไฟตั้งพื้น 9602 ของ Paavo Tynell มาจับคู่กับภาพวาดของ Henry Moore
การร่วมมือกันระหว่างนักออกแบบ ศิลปิน และผู้ผลิต ได้สร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายการจัดหมวดหมู่แบบเดิมๆ การร่วมงานกันระหว่าง Gubi และ Garro Éditions ทำให้เกิดโคมไฟตั้งพื้นรุ่นพิเศษ 9602 ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการออกแบบของ Paavo Tynell กับภาพวาดของ Henry Moore ให้กลายเป็นงานศิลปะที่สามารถใช้งานได้จริง ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่าสาขาความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ ทำให้เกิดวัตถุที่สามารถตอบสนองจุดประสงค์ได้หลากหลายในเวลาเดียวกัน
อ่านเพิ่มเติม: Scene Stealers: 6 เทรนด์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่งาน Salone del Mobile 2025
7. มรดกดีไซน์ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัย

Above เก้าอี้ CH621 ของ Hans J. Wegner ที่ออกแบบในปี 1948 เข้าร่วมคอลเล็กชันของ Carl Hansen & Søn
งานฝีมือสุดคลาสสิกสามารถถูกปรับให้เข้ากับการใช้ชีวิตแบบร่วมสมัยได้ผ่านการออกแบบที่นั่งที่ผสมผสานเทคนิคแบบดั้งเดิมเข้ากับความต้องการในปัจจุบัน เก้าอี้หมุนได้รุ่น CH621 ของ Hans J. Wegner สำหรับ Carl Hansen & Søn ได้เพิ่มฟังก์ชันการหมุนให้กับดีไซน์ดั้งเดิม ทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นโดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิมของเก้าอี้ไป การปรับเปลี่ยนทีละเล็กน้อยเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมสามารถคงความเกี่ยวข้องได้ไปอีกหลายทศวรรษ
8. งานตกแต่งบ้านแบบประติมากรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

Above คอลเล็กชั่น Kontur ของ Royal Copenhagen ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสมุทร

Above คอลเล็กชั่น La Pittura ของ Hay เป็นชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารที่ประดับด้วยลวดลายที่สื่ออารมณ์ของศิลปิน Emma Kohlmann
รูปทรงจากธรรมชาติยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานตกแต่งบ้านที่ผสมผสานศิลปะเข้ากับประโยชน์ใช้สอย คอลเล็กชั่น Kontur ของ Royal Copenhagen ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นในมหาสมุทรเพื่อสร้างสรรค์ของตกแต่งภายในที่ดูราวกับประติมากรรม ซึ่งสะท้อนความพลิ้วไหวผ่านรูปทรงเซรามิกต่างๆ คอลเล็กชั่นนี้แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสามารถถูกนำมาแปลเป็นของตกแต่งบ้านที่ตอบสนองทั้งฟังก์ชั่นการใช้งานและความงามได้
คอลเล็กชั่น La Pittura ของ Emma Kohlmann สำหรับ Hay ก็พัฒนาไปในทิศทางนี้ผ่านงานเซรามิกที่วาดด้วยมือ ซึ่งเบลอเส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะกับข้าวของเครื่องใช้ รูปทรงที่เป็นธรรมชาติและลายพู่กันที่ซ้อนกันทำให้เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเหล่านี้ดึงดูดทั้งสายตาและสัมผัส ทำให้เป็นวัตถุที่ชวนให้หยิบจับและพิจารณาอย่างใกล้ชิด

Above คอลเล็กชั่น Dapple ของ Ferm Living เป็นชุดเฟอร์นิเจอร์สำหรับรับประทานอาหารกลางแจ้งชุดแรกของแบรนด์
คอลเล็กชั่นสำหรับใช้งานภายนอกอาคาร Dapple ของ Ferm Living โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์เหล็กที่วางซ้อนกันได้ และมีรูพรุนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ การผสมผสานรูปทรงประติมากรรมเข้ากับความทนทานในทางปฏิบัติ ทำให้คอลเล็กชั่นนี้ได้นำลวดลายของธรรมชาติมาสู่พื้นที่กลางแจ้งได้อย่างน่าสนใจ
9. รูปทรงจากธรรมชาติและสัมผัสที่เป็นมิตร

Above พรม Scallop Jute ของ Layered ที่นำวัสดุคลาสสิกมาปรับให้ดูทันสมัย
รูปทรงที่โค้งมนและพื้นผิวที่ดูมีมิติเป็นเทรนด์การออกแบบที่เน้นการมีส่วนร่วมทางประสาทสัมผัสหลายด้าน พรม Scallop Jute ของ Layered นำวัสดุปอแบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ผ่านรูปทรงวงกลมที่ถักทอเข้าด้วยกันและขอบหยัก ทำให้เกิดพื้นผิวที่ดึงดูดทั้งสายตาและสัมผัส พรมนี้แสดงให้เห็นว่าวัสดุทั่วไปสามารถถูกนำมาดัดแปลงเพื่อสร้างประสบการณ์ทางสัมผัสที่คาดไม่ถึงได้อย่างไร

Above โต๊ะ Cubio ของ Formarkivet โดดเด่นด้วยรูปทรงโค้งมนที่ชวนให้สัมผัส
โต๊ะข้าง Cubio ของ Formarkivet มีขอบที่โค้งมนเรียบเนียนในวัสดุอะลูมิเนียมดิบ ซึ่งเป็นการผสมผสานวัสดุอุตสาหกรรมเข้ากับรูปทรงที่ดูอ่อนโยน เทรนด์นี้สะท้อนถึงความต้องการของผู้คนสำหรับสิ่งของที่ช่วยเติมเต็มพื้นที่อยู่อาศัยด้วยพื้นผิวจากธรรมชาติและรูปทรงที่เข้าถึงง่าย
10. การใช้วัสดุที่ล้ำสมัยในงานดีไซน์โคมไฟ

Above โคมไฟพกพา Chant โดย Lee Broom ซึ่งเป็นโคมไฟแบบพกพาชิ้นแรกของเขา
การออกแบบโคมไฟกลายเป็นพื้นที่สำหรับการทดลองใช้วัสดุ โดยนักออกแบบได้สำรวจว่าวัสดุที่แตกต่างกันทำปฏิกิริยากับแสงอย่างไรเพื่อสร้างบรรยากาศที่หลากหลายในพื้นที่ โคมไฟพกพา Chant ของ Lee Broom ใช้วิธีการเป่าแก้วเพื่อสร้างรูปทรงลูกบาศก์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ความเรียบง่ายเชิงเรขาคณิตของดีไซน์นี้ตัดกับความไม่สม่ำเสมอของเนื้อแก้วที่เป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดความน่าสนใจระหว่างความแม่นยำและความแตกต่างที่เกิดขึ้นเอง

Above โคมไฟ Pace ของ A-N-D ที่เล่นกับการกระจายตัวของแสงและวัสดุ
ซีรีส์ Pace ของ Caine Heintzman สำหรับ A-N-D ที่ประกอบด้วยโคมไฟแขวน โคมไฟตั้งโต๊ะ และโคมไฟตั้งพื้น ใช้การซ้อนกันของชั้นแก้วเพื่อสร้างการไล่ระดับของแสงที่เปลี่ยนแปลงได้ แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของวัสดุสามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มบรรยากาศในพื้นที่ได้อย่างไรบ้าง ทั้งสองดีไซน์นี้บอกเราว่าแสงสามารถถูก ‘ปั้น’ เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ใช้งานได้ โดยก้าวข้ามความต้องการด้านการใช้งานเพียงอย่างเดียวไปสู่การคำนึงถึงบรรยากาศและรูปทรงที่สวยงาม
This story was originally written in English by Jennifer Choo.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2025 โดย Jennifer Choo โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
Riken Yamamoto สถาปนิกผู้ ‘ขาย’ สถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงชุมชนและเพิ่มคุณค่าให้โลก
Topics




