Riken Yamamoto’s “banana-shaped” Circle hugs a park that borders the small Swiss town of Kloten
Cover อาคาร “The Circle” รูปทรงคล้ายกล้วย ฝีมือการออกแบบโดย Riken Yamamoto ที่โอบล้อมสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับเมืองเล็กๆ ชื่อ Kloten ของสวิตเซอร์แลนด์
Riken Yamamoto’s “banana-shaped” Circle hugs a park that borders the small Swiss town of Kloten

Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับรางวัล Pritzker Prize ปี 2024 ยืนหยัดในการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการมองเห็น ความต่อเนื่อง และความเป็นชุมชน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นทุกวัน

Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ประจำปี 2024 คือแขกคนสำคัญของงาน Archifest Conference ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสถาปัตยกรรม Archifest 2025 ที่จัดขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยสถาบันสถาปนิกแห่งสิงคโปร์ (Singapore Institute of Architects)

งานปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Don’t (Just) Think Like an Architect!” (อย่าเพียงแค่คิดแบบสถาปนิก) โดยมี René Tan และทีมจาก RT+Q Architects เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดเทศกาล โดยหวังชักชวนให้คนในแวดวงสถาปัตยกรรมหันมองบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ที่ช่วยเชื่อมโยงวัฒนธรรม กระตุ้นสังคม และเป็นพลังในการขับเคลื่อนความคิดใหม่ๆ

อ่านเพิ่มเติม: 5 สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Liu Jiakun สถาปนิกผู้คว้ารางวัล Pritzker Prize 2025

Tatler Asia
Pritzker Prize 2024 laureate Riken Yamamoto
Above Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ประจำปี 2024 (ภาพ: Tom Welsh for The Hyatt Foundation)
Pritzker Prize 2024 laureate Riken Yamamoto

Riken Yamamoto เกิดที่กรุงปักกิ่งในปี 1945 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 5 ทศวรรษ ผลงานต่างๆ ของเขาล้วนสะท้อนแนวคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมคือกิจกรรมทางสังคม (civic act) ตั้งแต่บ้านของเขาเองที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ศาลา” (Gazebo) เพราะใช้ผนังทึบน้อยมากและตั้งใจเปิดพื้นที่เชื่อมออกไปสู่ชุมชน ไปจนถึงโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ได้รับรางวัลมากมาย เช่น ห้องสมุดเทียนจิน และ The Circle ที่สนามบินซูริก (ผลงานที่เขากล่าวถึงในสุนทรพจน์ตอนรับรางวัล Pritzker Prize) ผลงานเหล่านี้คือการสะท้อนพลังสำคัญของสถาปัตยกรรมในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภาพมุมสูงของ Pangyo Housing เผยให้เห็นวิสัยทัศน์ของ Riken Yamamoto ที่เน้นการเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งสะพาน ทางเดิน และลานเปิดโล่งที่เชื่อมอาคารต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นย่านที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชน
Photo 2 of 2 เมื่อมองในระดับพื้นถนน Pangyo Housing จะเบลอขอบเขตการแบ่งพื้นที่ด้วยชั้นล่างที่โปร่งใสและสวนส่วนรวมที่ร่มรื่น กระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงกันในชีวิตประจำวัน
An aerial view of Pangyo Housing reveals Yamamoto’s vision of interconnected living: bridges, shared decks, and open courtyards link blocks into a single, community-driven neighbourhood
At street level, Pangyo Housing dissolves boundaries with transparent ground floors and lush communal gardens, encouraging everyday interaction among residents

นอกจากผลงานที่สร้างขึ้นภายใต้บริษัทของเขาอย่าง Riken Yamamoto & Field Shop แล้ว เขายังเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั่วโลก โดยล่าสุดในปี 2025 เขาได้รับรางวัล Crystal Award จาก World Economic Forum ซึ่งยกย่องผลงานที่โดดเด่นในการฟื้นฟูชุมชน ความยั่งยืน และการออกแบบเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 บ้านของ Yamamoto ที่ชื่อ “ศาลา” (Gazebo) ในย่านโยโกฮามา มีแสงส่องสว่างจากภายใน ดีไซน์ที่เปิดโล่งทำให้ขอบเขตระหว่างชีวิตส่วนตัวกับถนนสาธารณะเลือนหายไป เชิญชวนให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
Photo 2 of 2 ศาลาแห่งนี้เป็นบ้านเชิงทดลองที่แตกต่างจากสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ดูหนาแน่น เป็นการทวงคืนพื้นที่ให้เกิดการสื่อสารในระดับพื้นราบ
Yamamoto’s own home, known as the “Gazebo,” glows from within—its open design blurring boundaries between private life and the public street, inviting neighbourly connection in his Yokohama neighbourhood
In contrast to its dense surroundings, the Gazebo stands as an experimental home that reclaims ground-level communication

ต่อต้านการแยกตัว

ระหว่างงาน Archifest Riken เผยถึงความไม่ชอบส่วนตัวต่อคอนเซ็ปต์การแบ่งแยกแบบสองขั้ว (binary oppositions) เช่น ภายใน-ภายนอก หรือ ส่วนตัว-สาธารณะ โดยเขาเตือนว่าการแบ่งแยกเช่นนี้อาจจำกัดจินตนาการและวิธีที่เราจะอยู่อาศัยในพื้นที่

ชื่อบริษัทของเขาอย่าง “Field Shop” ก็เป็นตัวอย่างของการผสานสองแนวคิดที่ดูขัดแย้งกันอย่างแนบเนียน “Field” สื่อถึงความเปิดกว้างและการเชื่อมโยง ในขณะที่ “Shop” สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนคุณค่า Riken กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมคือนักขาย ผมอยากขายสถาปัตยกรรม และเพิ่มคุณค่าสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่สำหรับเจ้าของ แต่สำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่รอบๆ ด้วย”

แทนที่จะหลีกหนีแง่มุมเชิงพาณิชย์ของสถาปัตยกรรม เขากลับเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันตรงๆ และใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่เท่าเทียมและตอบสนองต่อสังคมมากขึ้น ข้อวิจารณ์ที่ Riken มีมานานก็คือเรื่องรูปแบบที่อยู่อาศัยในยุคหลังอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลครอบงำโลกส่วนใหญ่ทุกวันนี้ คือการแยกเป็นหนึ่งบ้าน หนึ่งครอบครัว และความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว

“โมเดลนี้ทำให้เราเก็บทุกอย่างไว้แค่พื้นที่ข้างใน และทำให้ผู้คนไม่รู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่อยู่ข้างนอก”เขากล่าว โดยบอกว่าผลลัพธ์ที่ได้คือสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นการขายมากกว่าความเชื่อมโยงกลมกลืน

Tatler Asia
Koyasu Elementary School in Yokohama, designed by Riken Yamamoto in 2018, features open terraces that connect classrooms and foster a transparent, communal learning environmen
Above โรงเรียนประถม Koyasu ในโยโกฮามา ออกแบบโดย Riken Yamamoto ในปี 2018 มีระเบียงเปิดโล่งที่เชื่อมห้องเรียนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่โปร่งใสและเป็นชุมชน
Koyasu Elementary School in Yokohama, designed by Riken Yamamoto in 2018, features open terraces that connect classrooms and foster a transparent, communal learning environmen
Tatler Asia
Concrete seating on the terraces of Koyasu Elementary School, designed to support flexible use and outdoor interaction within the school’s open, communal learning environment
Above ที่นั่งคอนกรีตบนระเบียงของโรงเรียนประถม Koyasu ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่ยืดหยุ่นและการปฏิสัมพันธ์กลางแจ้งภายในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นชุมชนและเปิดกว้างของโรงเรียน
Tatler Asia
The porous facade of Koyasu the Elementary School where RikenYamamoto’s architecture fosters visibility, interaction, and shared learning
Above ส่วนหน้าอาคารที่โปร่งของโรงเรียนประถม Koyasu ที่ซึ่งสถาปัตยกรรมของ Riken Yamamoto ส่งเสริมการมองเห็น ปฏิสัมพันธ์ และการเรียนรู้ร่วมกัน
Concrete seating on the terraces of Koyasu Elementary School, designed to support flexible use and outdoor interaction within the school’s open, communal learning environment
The porous facade of Koyasu the Elementary School where RikenYamamoto’s architecture fosters visibility, interaction, and shared learning

เราถามถึงความเป็นส่วนตัว เพราะทุกวันนี้มันกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไปแล้ว แต่ Riken กลับดูไม่กังวล “หลายคนเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวเป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง” เขาตอบ “แต่บางครั้ง ความเป็นส่วนตัวก็เป็นของชุมชนครับ”

เขาอธิบายว่าในชุมชนดั้งเดิม ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับการแยกตัว แต่เป็นเรื่องของการเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงจังหวะชีวิตที่แบ่งปันร่วมกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้คนทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แทนที่จะมองว่าการมองเห็นและความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน Riken เสนอว่าทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนภายในโครงสร้างที่เป็นชุมชน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 เมื่อมองจากด้านบน ศาลากลางเมือง Fussa กลมกลืนไปกับย่านชานเมืองโตเกียวที่เป็นอาคารเตี้ยๆ โดยส่วนสีเขียวที่ดูหยักเป็นคลื่นทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่รวมตัวของผู้คนในเมือง
Photo 2 of 2 หนึ่งในอาคารแฝดของศาลากลางเมือง Fussa ซึ่งออกแบบโดย Riken Yamamoto ตั้งตระหง่านอยู่เหนือย่านโดยรอบอย่างเรียบง่าย ส่วนหน้าอาคารกรุด้วยกระเบื้องอิฐแดงซึ่งสะท้อนทัศนียภาพของเมืองที่อยู่รายรอบ
From above, Fussa City Hall blends into its low-rise Tokyo suburb, its undulating green roof doubling as a public park and civic gathering space.
One of Fussa City Hall’s twin towers, designed by Riken Yamamoto, rises modestly above the neighbourhood, its façade clad in red brick tiles that echo the surrounding cityscape

เขายังยอมรับถึงผลกระทบทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการแบ่งพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะสำหรับสังคมผู้สูงอายุ “เมื่อคนเราอายุมากขึ้น พวกเขาอยู่คนเดียวและมักรู้สึกเหงา”

Riken มองว่าสถาปัตยกรรมมีพลังในการแก้ปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวของผู้คนได้ แต่ไม่ได้หมายถึงการสร้างตึกใหม่ๆ ให้เยอะขึ้น ตรงกันข้าม เขากลับเชื่อว่าสถาปนิกควรฟื้นฟูแนวคิดเรื่อง “ชุมชน” ในพื้นที่ขึ้นมาอีกครั้ง

“หน้าที่สำคัญของสถาปนิกคือการทำให้สิ่งนั้นมองเห็นได้” เขาเสริม หรือก็คือการออกแบบที่เน้นความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่แค่การอยู่อาศัยในพื้นที่ส่วนตัวเพียงลำพัง เพราะความเหงาและความโดดเดี่ยวในสังคมปัจจุบันเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องอาศัยการออกแบบที่ใส่ใจเพื่อการแก้ไขอย่างแท้จริง

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 วิลล่า Yamakawa ผลงานที่อยู่อาศัยยุคแรกของ Riken Yamamoto ผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างสวยงาม
Photo 2 of 2 วิลล่า Yamakawa ทำให้เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ในร่มและกลางแจ้งพร่าเลือนด้วยการจัดวางพื้นที่แบบเปิดโล่งคล้ายระเบียง
Yamakawa Villa, Riken Yamamoto’s early residential work, integrates beautifully with its surroundings
Yamakawa Villa blurs the line between indoors and outdoors with its open, terrace-like layout

ชุมชนอยู่เหนือพรมแดน

เขาเปรียบเทียบเรื่องราวนี้กับเรื่องราวของแม่ของเขาเองว่า ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวของเขาหนีไปอยู่ที่เมืองเทียนจินและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองปีขณะรอการส่งตัวกลับญี่ปุ่น Riken เล่าว่าแม่ของเขาเล่าให้ฟังว่าคนท้องถิ่นที่เทียนจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ช่วยให้ครอบครัวของเขาอยู่รอด เขาจึงเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งสำคัญยิ่งกว่าประเทศชาติ “ชุมชนคือสิ่งที่ยั่งยืนเสมอ” เขากล่าว

ในมุมมองของ Riken ความสามัคคีเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่ยังคงปฏิบัติกันในหลายพื้นที่ของเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ในอินโดนีเซีย เขาสังเกตเห็นวิถีชีวิตแบบชาวกัมปง (kampong) ที่ยังคงดำเนินอยู่ในใจกลางกรุงจาการ์ตา เขายังเห็นพลวัตที่คล้ายคลึงกันนี้ในเวเนซุเอลาและฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งชุมชนนอกระบบดำเนินไปโดยมีระบบสนับสนุนภายในที่แข็งแกร่งและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ส่วนหน้าอาคารกระจกสองชั้นของ The Circle ที่สนามบินซูริกถูกออกแบบมาเพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว
Photo 2 of 2 ริบบิ้นเรืองแสงที่ทอดเป็นแนวยาวนำทางผู้คนไปตาม ‘gasse’ กลาง ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันแปลว่าถนนสไตล์ยุโรป เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับ Riken Yamamoto
The double-skin glass facade of The Circle at Zurich Airport is designed for long-term clarity and energy performance
A luminous ribbon guides movement through the central gasse—German for European-style street—that inspired Yamamoto

ในเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบัน Riken มีส่วนร่วมในโครงการด้านการออกแบบชุมชน เขาสังเกตเห็นว่าประธานาธิบดีผู้ล่วงลับอย่าง Hugo Chávez ได้รับรองการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการที่เรียกว่า barrios ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชากรถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าชนชั้นนำที่ร่ำรวยจะต่อต้านการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ Riken กลับมองเห็นศักยภาพของมัน นั่นคือรูปแบบชุมชนที่แข็งแกร่งที่สร้างระบบที่พอเพียงได้ด้วยตนเอง “หากสถาปนิกมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แนวคิดของเราก็จะเป็นประโยชน์”

เขากล่าวว่าสิงคโปร์เองก็เคยเฟื่องฟูด้วยจิตวิญญาณของกัมปง และเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่ายังคงแฝงอยู่ในความทรงจำเชิงวัฒนธรรมของประเทศ บทบาทของสถาปนิกตามที่เขากล่าวบนเวทีคือการเปิดเผยและสนับสนุนระบบการใช้ชีวิตร่วมกันที่เป็นมรดกตกทอดเหล่านี้ ช่วยให้มันพัฒนาต่อไป แทนที่จะขจัดมันทิ้งไป

อ่านเพิ่มเติม: Designing for the people: กุลภัทร ยันตรศาสตร์ สถาปนิกไทยผู้ออกแบบ ‘พิพิธภัณฑ์’ เพื่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภายในห้องสมุดเทียนจินของ Riken Yamamoto ชั้นหนังสือหลายแถวถูกผนวกรวมเข้ากับโครงสร้างอาคาร และระดับชั้นที่เปิดโล่งทับซ้อนกัน สร้างภูมิทัศน์การอ่านที่ต่อเนื่อง
Photo 2 of 2 ภายนอกห้องสมุดเทียนจินของ Riken Yamamoto ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่แต่ยังคงโปร่งแสง ชั้นวางหนังสือถูกฝังอยู่ในโครงสร้างแบบกริด
The interior of Riken Yamamoto’s Tianjin Library, which contains five million books neatly shelved into the structure of the building
The exterior of Riken Yamamoto’s Tianjin Library, a monumental yet permeable civic space where bookshelves are embedded in a structural grid
Tatler Asia
Inside Tianjin Library, rows of wall-integrated bookshelves and open, overlapping levels create a continuous reading landscape
Above ภายในห้องสมุดเทียนจิน ชั้นหนังสือที่ผนวกเข้ากับผนังและระดับชั้นที่เปิดโล่งทับซ้อนกัน สร้างภูมิทัศน์การอ่านที่ต่อเนื่อง
Tatler Asia
Natural light illuminates the interior of the Tianjin Library
Above แสงธรรมชาติส่องสว่างภายในห้องสมุดเทียนจิน
Inside Tianjin Library, rows of wall-integrated bookshelves and open, overlapping levels create a continuous reading landscape
Natural light illuminates the interior of the Tianjin Library

การมองเห็นคือคุณค่า

ในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ Riken ยกตัวอย่างโครงการ The Circle ที่สนามบินซูริก อาคารแบบผสมผสาน (mixed-use complex) ที่สร้างเสร็จในปี 2022 นี้ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเล็กๆ อย่าง Kloten กับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของสนามบิน อาคารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างพื้นที่สองแห่งที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างมาก

“รูปทรงมันเหมือนกล้วย” เขาอธิบาย โดยบรรยายถึงส่วนโค้งที่มาจากบริเวณที่ตั้งซึ่งโอบล้อมสวนสาธารณะรูปวงกลมที่อยู่ติดกับพื้นที่ชุมชนของเมือง Kloten ภายในขอบเขตนั้น เขาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่มีตรอกซอกซอยแคบๆ และพลาซ่าที่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ในแถบยุโรป นั่นคือมีความเปิดโล่งแต่มีหลังคา เป็นพื้นที่สาธารณะแต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยอาศัยการมองเห็นเป็นตัวกำหนดประสบการณ์ของพื้นที่

Tatler Asia
The Nagoya Zokei University's new 2022 campus, designed as a bridge over Meijo Koen Station, features an 88-by-88 metre open top floor uniting diverse art and design disciplines under one communal roof
Above วิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัย Nagoya Zokei ในปี 2022 ได้รับการออกแบบให้เป็นสะพานที่ทอดตัวอยู่เหนือสถานี Meijo Koen โดยมีชั้นบนสุดขนาด 88x88 เมตรที่เปิดโล่ง ซึ่งรวมเอาหลากหลายสาขาศิลปะและการออกแบบมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
The Nagoya Zokei University's new 2022 campus, designed as a bridge over Meijo Koen Station, features an 88-by-88 metre open top floor uniting diverse art and design disciplines under one communal roof

เมื่อถูกถามบนเวทีถึงความท้าทายในการให้เหตุผลเรื่องการสร้างพื้นที่สาธารณะแก่ลูกค้าที่ต้องการเน้นสร้างรายได้เป็นหลัก คำตอบของ Riken นั้นชัดเจน “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องขายให้ดีขึ้น ขายคุณค่า ขาย (สถาปัตยกรรม) แบบที่จะใช้ต่อไปได้อีก 100 ปีข้างหน้า” เขาชี้ไปที่ระบบส่วนหน้าอาคารแบบสองชั้นที่ล้ำสมัยของอาคารเป็นตัวอย่าง แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูง แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อลดการบำรุงรักษาในระยะยาว นั่นคือกระจกสองชั้นที่มีอากาศกรองหมุนเวียนอยู่ระหว่างกลาง ทำให้พื้นผิวภายในสามารถสะอาดได้นานหลายทศวรรษ

“เราอาจไม่ต้องทำความสะอาดพื้นที่ภายในนานถึง 30 ปี” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าสนามบินเห็นด้วยเพราะการออกแบบนี้สมเหตุสมผลในเชิงงบค่าใช้จ่ายในระยะยาว สำหรับ Riken นี่คือสิ่งที่สถาปัตยกรรมที่ดีควรทำ คือการสร้างข้อเสนอสำหรับคุณค่าที่ยืนยาว ทั้งต่อผู้คนและลูกค้า

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ภาพมุมสูงของมหาวิทยาลัย Saitama Prefectural เผยให้เห็นหลังคาและลานภายในที่เชื่อมต่อกัน
Photo 2 of 2 ในระดับพื้นดิน มหาวิทยาลัยได้ทลายสิ่งกีดขวางระหว่างพื้นที่ในร่มและกลางแจ้ง
An aerial view of Saitama Prefectural University reveals interconnected rooftops and courtyard
At ground level, the university dissolves barriers between indoors and out

ออกแบบงานให้ยืนยาวเป็นศตวรรษ

ในช่วงท้ายของงาน Archifest Riken ถูกถามว่าเขาจะให้คำแนะนำอะไรแก่สถาปนิกรุ่นใหม่บ้าง “ลองคิดถึงการออกแบบที่จะอยู่ไปสักหนึ่งร้อยปี หรือแม้แต่หนึ่งพันปี” เขาตอบกลับ

แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในทุกสิ่งที่เขาแบ่งปัน ตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่อยู่อาศัยแบบแยกเดี่ยว ไปจนถึงการยืนกรานเรื่องการมองเห็น และผลงานของเขาที่สนับสนุนการตั้งถิ่นฐานแบบไม่เป็นทางการทั่วโลก และแน่นอนว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว “แต่ละครั้งคำตอบจะแตกต่างกันไป” เขากล่าว “มันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของประเทศและวัสดุของสถานที่นั้นๆ และสถาปนิกต้องค้นหาระบบที่ซ่อนอยู่และใช้งานได้จริง”

ในบริบทนี้ Riken มองว่าสถาปนิกไม่ใช่แค่นักออกแบบ แต่ยังเป็นนักตีความ นักเจรจา และผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นในโตเกียว ซูริก การากัส หรือจาการ์ตา แนวคิดของเขาก็ยังคงเดิม นั่นคือเราต้องออกแบบเพื่อผู้คน ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง และจงคิดเผื่ออนาคตไว้เสมอ


This story was originally written in English by Asih Jenie.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 โดย Asih Jenie โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ


อ่านเพิ่มเติม:

Audeum วิหารแห่งเสียงโดยฝีมือ Kengo Kuma ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกในปี 2025

บ้านแสนอบอุ่นในสิงคโปร์ที่เติมเต็มช่องว่างตรงกลางด้วยแมกไม้และแสงแดด

8 ไฮไลต์จุดเช็กอิน ‘Dusit Arun’ สวนลอยฟ้าแลนด์มาร์กใหม่สำหรับคนกรุง

Credits

ช่างภาพ: Courtesy of Pritzker Prize and Riken Yamamoto & Field Shop, unless otherwise stated

Topics

Chutima Katepongchai
Assistant Editor, Homes & Lifestyle, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชุติมา เกตุพงษ์ชัย ผู้ช่วยบรรณาธิการประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาสถาปัตยกรรม งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ เธอเล่าเรื่องบ้านและพื้นที่รอบตัวในฐานะแรงบันดาลใจที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ่านบริบทร่วมสมัย