Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับรางวัล Pritzker Prize ปี 2024 ยืนหยัดในการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับการมองเห็น ความต่อเนื่อง และความเป็นชุมชน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้นทุกวัน
Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ประจำปี 2024 คือแขกคนสำคัญของงาน Archifest Conference ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสถาปัตยกรรม Archifest 2025 ที่จัดขึ้นเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน โดยสถาบันสถาปนิกแห่งสิงคโปร์ (Singapore Institute of Architects)
งานปีนี้จัดภายใต้แนวคิด “Don’t (Just) Think Like an Architect!” (อย่าเพียงแค่คิดแบบสถาปนิก) โดยมี René Tan และทีมจาก RT+Q Architects เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดเทศกาล โดยหวังชักชวนให้คนในแวดวงสถาปัตยกรรมหันมองบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ที่ช่วยเชื่อมโยงวัฒนธรรม กระตุ้นสังคม และเป็นพลังในการขับเคลื่อนความคิดใหม่ๆ
อ่านเพิ่มเติม: 5 สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Liu Jiakun สถาปนิกผู้คว้ารางวัล Pritzker Prize 2025

Above Riken Yamamoto สถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ประจำปี 2024 (ภาพ: Tom Welsh for The Hyatt Foundation)
Riken Yamamoto เกิดที่กรุงปักกิ่งในปี 1945 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 และตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 5 ทศวรรษ ผลงานต่างๆ ของเขาล้วนสะท้อนแนวคิดที่ว่าสถาปัตยกรรมคือกิจกรรมทางสังคม (civic act) ตั้งแต่บ้านของเขาเองที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ศาลา” (Gazebo) เพราะใช้ผนังทึบน้อยมากและตั้งใจเปิดพื้นที่เชื่อมออกไปสู่ชุมชน ไปจนถึงโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่ได้รับรางวัลมากมาย เช่น ห้องสมุดเทียนจิน และ The Circle ที่สนามบินซูริก (ผลงานที่เขากล่าวถึงในสุนทรพจน์ตอนรับรางวัล Pritzker Prize) ผลงานเหล่านี้คือการสะท้อนพลังสำคัญของสถาปัตยกรรมในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน
นอกจากผลงานที่สร้างขึ้นภายใต้บริษัทของเขาอย่าง Riken Yamamoto & Field Shop แล้ว เขายังเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั่วโลก โดยล่าสุดในปี 2025 เขาได้รับรางวัล Crystal Award จาก World Economic Forum ซึ่งยกย่องผลงานที่โดดเด่นในการฟื้นฟูชุมชน ความยั่งยืน และการออกแบบเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม
ต่อต้านการแยกตัว
ระหว่างงาน Archifest Riken เผยถึงความไม่ชอบส่วนตัวต่อคอนเซ็ปต์การแบ่งแยกแบบสองขั้ว (binary oppositions) เช่น ภายใน-ภายนอก หรือ ส่วนตัว-สาธารณะ โดยเขาเตือนว่าการแบ่งแยกเช่นนี้อาจจำกัดจินตนาการและวิธีที่เราจะอยู่อาศัยในพื้นที่
ชื่อบริษัทของเขาอย่าง “Field Shop” ก็เป็นตัวอย่างของการผสานสองแนวคิดที่ดูขัดแย้งกันอย่างแนบเนียน “Field” สื่อถึงความเปิดกว้างและการเชื่อมโยง ในขณะที่ “Shop” สะท้อนถึงความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนคุณค่า Riken กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมคือนักขาย ผมอยากขายสถาปัตยกรรม และเพิ่มคุณค่าสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่สำหรับเจ้าของ แต่สำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่รอบๆ ด้วย”
แทนที่จะหลีกหนีแง่มุมเชิงพาณิชย์ของสถาปัตยกรรม เขากลับเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันตรงๆ และใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่เท่าเทียมและตอบสนองต่อสังคมมากขึ้น ข้อวิจารณ์ที่ Riken มีมานานก็คือเรื่องรูปแบบที่อยู่อาศัยในยุคหลังอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลครอบงำโลกส่วนใหญ่ทุกวันนี้ คือการแยกเป็นหนึ่งบ้าน หนึ่งครอบครัว และความรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว
“โมเดลนี้ทำให้เราเก็บทุกอย่างไว้แค่พื้นที่ข้างใน และทำให้ผู้คนไม่รู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่อยู่ข้างนอก”เขากล่าว โดยบอกว่าผลลัพธ์ที่ได้คือสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นการขายมากกว่าความเชื่อมโยงกลมกลืน

Above โรงเรียนประถม Koyasu ในโยโกฮามา ออกแบบโดย Riken Yamamoto ในปี 2018 มีระเบียงเปิดโล่งที่เชื่อมห้องเรียนและส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่โปร่งใสและเป็นชุมชน

Above ที่นั่งคอนกรีตบนระเบียงของโรงเรียนประถม Koyasu ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่ยืดหยุ่นและการปฏิสัมพันธ์กลางแจ้งภายในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นชุมชนและเปิดกว้างของโรงเรียน

Above ส่วนหน้าอาคารที่โปร่งของโรงเรียนประถม Koyasu ที่ซึ่งสถาปัตยกรรมของ Riken Yamamoto ส่งเสริมการมองเห็น ปฏิสัมพันธ์ และการเรียนรู้ร่วมกัน
เราถามถึงความเป็นส่วนตัว เพราะทุกวันนี้มันกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไปแล้ว แต่ Riken กลับดูไม่กังวล “หลายคนเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวเป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง” เขาตอบ “แต่บางครั้ง ความเป็นส่วนตัวก็เป็นของชุมชนครับ”
เขาอธิบายว่าในชุมชนดั้งเดิม ความเป็นส่วนตัวไม่ได้เกี่ยวกับการแยกตัว แต่เป็นเรื่องของการเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงจังหวะชีวิตที่แบ่งปันร่วมกัน โดยเฉพาะเมื่อผู้คนทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน แทนที่จะมองว่าการมองเห็นและความเป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน Riken เสนอว่าทั้งสองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนภายในโครงสร้างที่เป็นชุมชน
เขายังยอมรับถึงผลกระทบทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการแบ่งพื้นที่เหล่านี้ โดยเฉพาะสำหรับสังคมผู้สูงอายุ “เมื่อคนเราอายุมากขึ้น พวกเขาอยู่คนเดียวและมักรู้สึกเหงา”
Riken มองว่าสถาปัตยกรรมมีพลังในการแก้ปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวของผู้คนได้ แต่ไม่ได้หมายถึงการสร้างตึกใหม่ๆ ให้เยอะขึ้น ตรงกันข้าม เขากลับเชื่อว่าสถาปนิกควรฟื้นฟูแนวคิดเรื่อง “ชุมชน” ในพื้นที่ขึ้นมาอีกครั้ง
“หน้าที่สำคัญของสถาปนิกคือการทำให้สิ่งนั้นมองเห็นได้” เขาเสริม หรือก็คือการออกแบบที่เน้นความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่แค่การอยู่อาศัยในพื้นที่ส่วนตัวเพียงลำพัง เพราะความเหงาและความโดดเดี่ยวในสังคมปัจจุบันเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องอาศัยการออกแบบที่ใส่ใจเพื่อการแก้ไขอย่างแท้จริง
ชุมชนอยู่เหนือพรมแดน
เขาเปรียบเทียบเรื่องราวนี้กับเรื่องราวของแม่ของเขาเองว่า ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวของเขาหนีไปอยู่ที่เมืองเทียนจินและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองปีขณะรอการส่งตัวกลับญี่ปุ่น Riken เล่าว่าแม่ของเขาเล่าให้ฟังว่าคนท้องถิ่นที่เทียนจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ช่วยให้ครอบครัวของเขาอยู่รอด เขาจึงเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งสำคัญยิ่งกว่าประเทศชาติ “ชุมชนคือสิ่งที่ยั่งยืนเสมอ” เขากล่าว
ในมุมมองของ Riken ความสามัคคีเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่ยังคงปฏิบัติกันในหลายพื้นที่ของเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ในอินโดนีเซีย เขาสังเกตเห็นวิถีชีวิตแบบชาวกัมปง (kampong) ที่ยังคงดำเนินอยู่ในใจกลางกรุงจาการ์ตา เขายังเห็นพลวัตที่คล้ายคลึงกันนี้ในเวเนซุเอลาและฟิลิปปินส์ ที่ซึ่งชุมชนนอกระบบดำเนินไปโดยมีระบบสนับสนุนภายในที่แข็งแกร่งและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์
ในเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบัน Riken มีส่วนร่วมในโครงการด้านการออกแบบชุมชน เขาสังเกตเห็นว่าประธานาธิบดีผู้ล่วงลับอย่าง Hugo Chávez ได้รับรองการตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการที่เรียกว่า barrios ซึ่งเป็นที่อยู่ของประชากรถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าชนชั้นนำที่ร่ำรวยจะต่อต้านการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ Riken กลับมองเห็นศักยภาพของมัน นั่นคือรูปแบบชุมชนที่แข็งแกร่งที่สร้างระบบที่พอเพียงได้ด้วยตนเอง “หากสถาปนิกมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แนวคิดของเราก็จะเป็นประโยชน์”
เขากล่าวว่าสิงคโปร์เองก็เคยเฟื่องฟูด้วยจิตวิญญาณของกัมปง และเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่ายังคงแฝงอยู่ในความทรงจำเชิงวัฒนธรรมของประเทศ บทบาทของสถาปนิกตามที่เขากล่าวบนเวทีคือการเปิดเผยและสนับสนุนระบบการใช้ชีวิตร่วมกันที่เป็นมรดกตกทอดเหล่านี้ ช่วยให้มันพัฒนาต่อไป แทนที่จะขจัดมันทิ้งไป
อ่านเพิ่มเติม: Designing for the people: กุลภัทร ยันตรศาสตร์ สถาปนิกไทยผู้ออกแบบ ‘พิพิธภัณฑ์’ เพื่อผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

Above ภายในห้องสมุดเทียนจิน ชั้นหนังสือที่ผนวกเข้ากับผนังและระดับชั้นที่เปิดโล่งทับซ้อนกัน สร้างภูมิทัศน์การอ่านที่ต่อเนื่อง

Above แสงธรรมชาติส่องสว่างภายในห้องสมุดเทียนจิน
การมองเห็นคือคุณค่า
ในระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ Riken ยกตัวอย่างโครงการ The Circle ที่สนามบินซูริก อาคารแบบผสมผสาน (mixed-use complex) ที่สร้างเสร็จในปี 2022 นี้ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเล็กๆ อย่าง Kloten กับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของสนามบิน อาคารนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างพื้นที่สองแห่งที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างมาก
“รูปทรงมันเหมือนกล้วย” เขาอธิบาย โดยบรรยายถึงส่วนโค้งที่มาจากบริเวณที่ตั้งซึ่งโอบล้อมสวนสาธารณะรูปวงกลมที่อยู่ติดกับพื้นที่ชุมชนของเมือง Kloten ภายในขอบเขตนั้น เขาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่มีตรอกซอกซอยแคบๆ และพลาซ่าที่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ในแถบยุโรป นั่นคือมีความเปิดโล่งแต่มีหลังคา เป็นพื้นที่สาธารณะแต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยอาศัยการมองเห็นเป็นตัวกำหนดประสบการณ์ของพื้นที่

Above วิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัย Nagoya Zokei ในปี 2022 ได้รับการออกแบบให้เป็นสะพานที่ทอดตัวอยู่เหนือสถานี Meijo Koen โดยมีชั้นบนสุดขนาด 88x88 เมตรที่เปิดโล่ง ซึ่งรวมเอาหลากหลายสาขาศิลปะและการออกแบบมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน
เมื่อถูกถามบนเวทีถึงความท้าทายในการให้เหตุผลเรื่องการสร้างพื้นที่สาธารณะแก่ลูกค้าที่ต้องการเน้นสร้างรายได้เป็นหลัก คำตอบของ Riken นั้นชัดเจน “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องขายให้ดีขึ้น ขายคุณค่า ขาย (สถาปัตยกรรม) แบบที่จะใช้ต่อไปได้อีก 100 ปีข้างหน้า” เขาชี้ไปที่ระบบส่วนหน้าอาคารแบบสองชั้นที่ล้ำสมัยของอาคารเป็นตัวอย่าง แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าสูง แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อลดการบำรุงรักษาในระยะยาว นั่นคือกระจกสองชั้นที่มีอากาศกรองหมุนเวียนอยู่ระหว่างกลาง ทำให้พื้นผิวภายในสามารถสะอาดได้นานหลายทศวรรษ
“เราอาจไม่ต้องทำความสะอาดพื้นที่ภายในนานถึง 30 ปี” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าสนามบินเห็นด้วยเพราะการออกแบบนี้สมเหตุสมผลในเชิงงบค่าใช้จ่ายในระยะยาว สำหรับ Riken นี่คือสิ่งที่สถาปัตยกรรมที่ดีควรทำ คือการสร้างข้อเสนอสำหรับคุณค่าที่ยืนยาว ทั้งต่อผู้คนและลูกค้า
ออกแบบงานให้ยืนยาวเป็นศตวรรษ
ในช่วงท้ายของงาน Archifest Riken ถูกถามว่าเขาจะให้คำแนะนำอะไรแก่สถาปนิกรุ่นใหม่บ้าง “ลองคิดถึงการออกแบบที่จะอยู่ไปสักหนึ่งร้อยปี หรือแม้แต่หนึ่งพันปี” เขาตอบกลับ
แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในทุกสิ่งที่เขาแบ่งปัน ตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์ที่อยู่อาศัยแบบแยกเดี่ยว ไปจนถึงการยืนกรานเรื่องการมองเห็น และผลงานของเขาที่สนับสนุนการตั้งถิ่นฐานแบบไม่เป็นทางการทั่วโลก และแน่นอนว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว “แต่ละครั้งคำตอบจะแตกต่างกันไป” เขากล่าว “มันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของประเทศและวัสดุของสถานที่นั้นๆ และสถาปนิกต้องค้นหาระบบที่ซ่อนอยู่และใช้งานได้จริง”
ในบริบทนี้ Riken มองว่าสถาปนิกไม่ใช่แค่นักออกแบบ แต่ยังเป็นนักตีความ นักเจรจา และผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นในโตเกียว ซูริก การากัส หรือจาการ์ตา แนวคิดของเขาก็ยังคงเดิม นั่นคือเราต้องออกแบบเพื่อผู้คน ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง และจงคิดเผื่ออนาคตไว้เสมอ
This story was originally written in English by Asih Jenie.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 โดย Asih Jenie โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
บ้านแสนอบอุ่นในสิงคโปร์ที่เติมเต็มช่องว่างตรงกลางด้วยแมกไม้และแสงแดด
8 ไฮไลต์จุดเช็กอิน ‘Dusit Arun’ สวนลอยฟ้าแลนด์มาร์กใหม่สำหรับคนกรุง
Credits
ช่างภาพ: Courtesy of Pritzker Prize and Riken Yamamoto & Field Shop, unless otherwise stated



















