พาสำรวจ Curvy.Dining คาเฟ่ที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ด้วยสถาปัตยกรรมเส้นโค้ง นวัตกรรมวัสดุ และการออกแบบที่คิดเผื่ออนาคต
เวลาที่เราพูดถึงย่านอุตสาหกรรมที่มีแต่อู่ซ่อมรถและโกดังเก็บของ ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นความดิบกระด้างที่ดูจะสวนทางกับไลฟ์สไตล์การพักผ่อน แต่ท่ามกลางบริบทของซอยศรีนครินทร์-ร่มเกล้า 19 กลับมีสถาปัตยกรรมสีขาวบริสุทธิ์รูปทรงโค้งมนปรากฏตัวขึ้นราวกับโอเอซิส Curvy.Dining พื้นที่คาเฟ่และร้านอาหารขนาด 250 ตารางเมตร ผลงานการออกแบบจาก Unknown Surface Studio ไม่ได้เป็นเพียงจุดเช็กอินของสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง แต่นี่คือสถาปัตยกรรมที่ถูกคิดขึ้นมาอย่างแยบคาย เพื่อทลายข้อจำกัดในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่อยู่ในซอยลึกเข้ามาจากถนนใหญ่ และพลิกมู้ดแอนด์โทนของพื้นที่รกร้างให้กลายเป็น เดสติเนชั่นที่ใครก็อยากดั้นด้นมาค้นหา
แทนที่จะเดินตามขนบเดิมด้วยการสร้างอาคารทรงกล่องเพื่อแทรกฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เต็มทุกตารางนิ้ว ทีมสถาปนิกกลับเลือกสวมบทบาทนักคิดที่มองข้ามช็อตสู่อนาคต พวกเขาหยิบยืมความงดงามของ 'ดอกเดซี่' ที่บานแทรกตัวอยู่กลางไซต์งาน มาตีความใหม่เป็นสถาปัตยกรรมฟรีฟอร์มที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมหน้าสุดของที่ดินขนาด 1.5 ไร่ เพื่อเปิดลานหญ้าสีเขียวโล่งกว้างไว้เป็นสเปซพักผ่อนและรองรับการขยายตัวของธุรกิจร้านอาหารตามวิสัยทัศน์ของเจ้าของโครงการในอนาคต การตัดสินใจที่ดูเหมือนจะ 'ยอมเสีย' พื้นที่ในวันนี้ กลับกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ชุบชีวิตพื้นที่รกร้างให้ผลิบาน และพิสูจน์ให้เห็นว่าดีไซน์ที่ฉลาดสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนไปพร้อมๆ กับการสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: สำรวจ Terrarium House บ้านที่ถูกออกแบบดั่งสวนในโหลแก้ว ที่ธรรมชาติ แสง และสถาปัตยกรรมเติบโตไปพร้อมกัน

Above บรรยากาศยามเย็นของโครงการที่โอบรับไลฟ์สไตล์ Pet-Friendly ด้วยลานหญ้ากว้างขวาง เปิดโอกาสให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงได้มาใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันอย่างอิสระ

Above มุมมองมุมสูงแสดงให้เห็นความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมสีขาวรูปทรงฟรีฟอร์ม ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางลานหญ้าสีเขียวโล่งกว้าง ตัดกับบริบทของย่านอุตสาหกรรมโดยรอบอย่างชัดเจน
Radical Blooming
เบื้องหลังของความงามนี้เริ่มต้นจากโจทย์ทางธุรกิจ สถาปนิกเล่าว่าเจ้าของโครงการต้องการพื้นที่ทดลอง (Test-bed) สำหรับทำคาเฟ่กึ่งร้านอาหารในงบประมาณที่จำกัด โดยยังไม่ต้องการลงทุนสร้างเต็มพื้นที่เพื่อประเมินความสำเร็จของตลาดก่อน ทีมออกแบบจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการวางตำแหน่งอาคารขนาด 250 ตารางเมตร ไว้ที่มุมหน้าสุดของที่ดิน เพื่อทำหน้าที่เป็น "ป้ายบิลบอร์ด" ทางสถาปัตยกรรม (Viral Architecture) ดึงดูดสายตาผู้คนตั้งแต่ปากซอย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
โจทย์ดังกล่าวสอดรับกับแนวคิด Design Disruption ที่ Unknown Surface Studio ถนัด แทนที่จะตีเส้นตีกรอบอาคารทรงกล่องตามแนวเขตที่ดิน พวกเขาเลือกพัฒนารูปทรงจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ในบริบทเดิมอย่าง "ดอกเดซี่" ดังที่แสตมป์ ศิวนาถ ณัฐบวรภัล หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบ Unknown Surface Studio ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นอันเรียบง่ายแต่น่าสนใจไว้ว่า "ตอนไปดูไซต์ เรารู้สึกว่าถ้าเคลียร์พื้นที่ออกมันจะเป็นพื้นหญ้าเขียวๆ โล่งๆ เลย เราก็เลยคิดว่าอยากจะทำให้อาคารเป็นสีขาวขึ้นมาตัดกับสีเขียวให้มันเด่นขึ้นมา... แล้วก็ไปเจอดอกเดซี่ในไซต์นั่นแหละ เลยคิดว่ามันมีความสวยงามในตัวมันเองอยู่แล้ว น่าจะเอาคาแรกเตอร์ของดอกไม้เนี่ย มาทำเป็นคาแร็กเตอร์ของอาคารไปเลย"

Above ภาพสะท้อนความพลิ้วไหวของเปลือกอาคาร (Outer Shell) ที่โค้งเว้าสลับกันไปมา คล้ายกลีบดอกไม้ที่กำลังโอบอุ้มแสงสว่างจากภายในร้านยามค่ำคืน

Above ภาพมุม Top-view ในยามค่ำคืน เผยให้เห็นเส้นร่างของอาคารที่ดูคล้ายกลีบดอกไม้กำลังผลิบานอย่างชัดเจน พร้อมช่องสกายไลต์ที่เป็นเสมือนแกนเกสรตรงกลาง
จากสุนทรียภาพของดอกไม้ริมทาง ถูกถอดรหัสออกมาเป็นไดอะแกรมเชิงสถาปัตยกรรมแบบ Radial Symmetry หรือการแผ่รัศมีออกจากจุดศูนย์กลาง โดยเริ่มต้นจากจุดแกนกลางที่เปรียบเสมือนเกสรดอกไม้ ก่อนจะขยายเส้นสายเรขาคณิตออกไปเป็น 3 เลเยอร์หลัก ได้แก่ พื้นที่แกนกลาง พื้นที่ปรับอากาศด้านใน (Indoor) และพื้นที่ทางเดินกึ่งภายนอก (Semi-outdoor) เส้นรัศมีเหล่านี้ถูกปรับแต่งให้เป็นฟอร์มโค้งมนของกลีบดอกไม้ที่มีความสั้น-ยาวแตกต่างกัน การจัดวางแปลนในลักษณะนี้ช่วยให้ตัวอาคารมีสัดส่วนที่ลงตัว เป็นอิสระจากรูปทรงที่ดิน และสร้างคาแรกเตอร์ที่แข็งแรงพอจะยืนหยัดด้วยตัวเอง ไม่ว่าในอนาคตพื้นที่ลานหญ้าด้านหลังจะถูกพัฒนาไปเป็นโครงการรูปแบบใดก็ตาม

Above ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิดการออกแบบของโครงการ ที่เริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางและแผ่ขยายออกเป็นรัศมีคล้ายดอกเดซี่ สู่การเจาะคว้านพื้นที่ (Subtractive Design) เพื่อสร้างสเปซกึ่งเอาต์ดอร์ที่ลื่นไหล

Above Floor Plan ของโครงการ แสดงให้เห็นแนวคิด Radial Symmetry อย่างชัดเจน ตั้งแต่ที่นั่งแกนกลาง เคาน์เตอร์บาร์ ไปจนถึงการเจาะคว้านมวลอาคารชั้นนอกเพื่อสร้างทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์ที่ลื่นไหล
Fluid Spatiality
เมื่อโครงร่างของดอกเดซี่ถูกกำหนดลงบนพื้นที่ สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ Curvy.Dining คือการจัดการสเปซที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่การ 'เติม' (Additive) แต่เป็นการ 'เจาะคว้าน' (Subtractive Design) แทนที่จะสร้างกำแพงทึบเพื่อแบ่งแยกพื้นที่ สถาปนิกเลือกที่จะคว้านมวลอาคารชั้นนอกออกให้กลายเป็นทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์ (Semi-outdoor) รูปวงกลมที่ลื่นไหลต่อเนื่องกัน อย่างที่สถาปนิกผู้ออกแบบอธิบายว่า "พอเราคว้านพื้นที่ด้านในออกเพื่อให้เกิดสเปซ... มันจะเป็นเส้น circulation ที่เป็นวงกลม แล้วมันจะเล่นกับ shading แสงและเงาที่เข้ามา เพราะบางส่วนเจาะเป็นช่องแสง บางส่วนเป็นทึบ มันก็เกิด shading ที่ไม่เท่ากัน"

Above ดีเทลการเจาะคว้านมวลอาคารทำให้เกิดเป็นทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์และซุ้มอาร์คโค้งที่เหลื่อมซ้อนกันอย่างมีมิติ โดยมีทางเดินแผ่นพื้นวงกลมนำสายตาเข้าสู่ตัวร้าน

Above ทางเข้าหลักของร้าน ผ่านซุ้มอาร์คโค้งและประตูบานกระจกใส เผยให้เห็นพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์ที่ลื่นไหลเชื่อมต่อกับพื้นที่อินดอร์ด้านใน
ผลลัพธ์จากการจัดการพื้นที่แบบเจาะคว้านนี้ คือการสร้างประสบการณ์ที่เรียกว่า Slow Reveal หรือการค่อยๆ เผยให้เห็นความงามของสถาปัตยกรรมทีละส่วน แทนที่จะเดินตรงเข้าไปสั่งกาแฟ เราจะถูกนำทางให้ลัดเลาะผ่านอาร์คโค้งที่เหลื่อมซ้อนกัน ดื่มด่ำกับจังหวะของแสงและเงาที่ทอดตัวลงมาตามช่วงเวลาของวัน ผสานกับการแทรกพื้นที่สวนสีเขียวเล็กๆ (Green Pockets) ไว้ตามรอยต่อของอาคาร ช่วยให้เกิดความรู้สึกกลมกลืน เบลอเส้นแบ่งระหว่างสถาปัตยกรรมกับบริบทธรรมชาติรอบตัว ทำให้ทันทีที่ก้าวเข้ามาในอาณาบริเวณของคาเฟ่ จังหวะชีวิตที่เร่งรีบจะถูกปรับให้ช้าลงโดยอัตโนมัติ เป็นการเตรียมอารมณ์ให้พร้อมก่อนจะก้าวเข้าสู่พื้นที่หลักด้านในร้าน

Above มุมมองจากภายนอกผ่านรอยต่อของซุ้มอาร์คโค้ง เผยให้เห็นการแทรกพื้นที่สีเขียว (Green Pockets) ระหว่างช่องผนังหนา ช่วยเพิ่มความสดชื่นและเชื่อมโยงมิติของสถาปัตยกรรมเข้ากับธรรมชาติ

Above ทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์ที่มองทะลุกระจกเข้าไปยังสเปซด้านใน เผยให้เห็นการแทรกพื้นที่สีเขียว (Green Pockets) ตามรอยต่อของซุ้มอาร์ค ช่วยเบลอเส้นแบ่งระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน

Above ทางเดินกึ่งเอาต์ดอร์ (Semi-outdoor) ที่เกิดจากเทคนิคการเจาะคว้าน (Subtractive Design) แสงเงาที่พาดผ่านกรอบโค้งสร้างจังหวะการเดิน (Slow Reveal)

Above "ครีบเพดาน" สีขาวที่ซ้อนทับกันอย่างมีมิติ เผยให้เห็นงานคราฟต์ระดับมิลลิเมตรและความประณีตในการใช้วัสดุ HMR เพื่อสร้างเส้นสายที่โค้งมนและสมบูรณ์แบบ
Experimental Craft
รูปทรงฟรีฟอร์มที่ดูเบาสบายตาและลื่นไหล มักซ่อนความซับซ้อนของการทำงานเบื้องหลังไว้เสมอ สำหรับ Curvy.Dining ความท้าทายระดับหินตกไปอยู่ที่ฟาซาดอาร์คโค้งด้านนอก เนื่องจากผู้รับเหมาใช้วิธีการก่ออิฐและฉาบปูนสดหน้างาน (In-situ) การคุมสเกลให้อาร์คโค้งทุกช่องที่ถูกคว้านออกไปมีความต่อเนื่องและระยะเท่ากันเป๊ะจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
สถาปนิกเล่าว่า "เพราะอาร์คที่โดนคว้านออกไปมันจะต่อเนื่องกันไปหมด มันควรจะเท่ากันทั้งหมด แต่ตอนก่อสร้างต้องแก้กันหลายรอบมากเพราะช่างก่อสดหน้างาน... เราก็เลยต้องเอาสเปรย์ไปฉีดๆ มาร์กจุดว่าอันนี้ไม่ได้ ไม่ผ่าน ต้องทำใหม่" จนกว่าเส้นสายแห่งความโค้งมนนั้นจะสมบูรณ์ไร้ที่ติ

Above ภาพความสมมาตร (Symmetry) ภายในร้านที่สะท้อนแนวคิด Radial Symmetry ได้อย่างชัดเจนที่สุด เส้นสายทุกเส้นพุ่งทะยานสู่ช่องแสงสกายไลต์ ซึ่งเปรียบเสมือนเกสรดอกไม้ใจกลางสถาปัตยกรรม

Above ซุ้มอาร์คโค้งและโคมไฟทรงกลมที่ห้อยระย้าลงมา สร้างจังหวะและเส้นสายที่เรียบง่ายแต่งดงาม

Above บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่แสดงให้เห็นความต่อเนื่องของเส้นสายครีบเพดานที่ไหลลงมาจรดเคาน์เตอร์สีขาว สร้างความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อก้าวเข้าสู่สเปซภายใน ความท้าทายยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นกับดีเทล "ครีบเพดาน" ที่เลื้อยตัวจากผนังขึ้นไปโอบอุ้มช่องแสงสกายไลต์ เพื่อความรวดเร็วและคุมงบประมาณ สถาปนิกตัดสินใจเปลี่ยนจากการหล่อคอนกรีตมาใช้วัสดุ HMR (High Moisture Resistance) ซึ่งน้ำหนักเบาและยืดหยุ่นกว่า
"ความยากคือแต่ละชิ้นขนาดมันจะไม่เท่ากัน เราก็ต้องทำแบบ 1A, 1B ไปเรื่อยๆ เรียงผิดไม่ได้เลย แล้วแยกให้หน้างานตัดระยะตามแต่ละอัน และติดตั้งตามตำแหน่งที่ระบุไว้เท่านั้น" นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ความงามของเส้นโค้งถูกทำลาย สถาปนิกยังเลือกที่จะ "ซ่อนเสาเข้าไปตามผนัง" ทำให้สเปซภายในดูไร้รอยต่อ ผสานงานสถาปัตยกรรมภายในเข้ากับวิศวกรรมโครงสร้างได้อย่างแนบเนียน
อ่านเพิ่มเติม: ถอดบทเรียนการออกแบบ Central Nakhon Pathom สเปซแห่งอนาคตที่โอบกอดวิถีชีวิตคนท้องถิ่น

Above ช่องแสงสกายไลต์ทรงกลม เผยให้เห็นเส้นสายของ "ครีบเพดาน" สีขาวที่แผ่รัศมีออกไป คล้ายกับกลีบดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานรับแสงอาทิตย์และท้องฟ้าสดใส

Above บรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีเอิร์ธโทน (เหลือง เขียว ไม้) แสงไฟจากโคมไฟทรงกลมและแสงธรรมชาติจากสกายไลต์
Climate Responsive
ในยุคที่สภาวะอากาศร้อนจัดเป็นศัตรูตัวฉกาจของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต Curvy.Dining ตอบโจทย์นี้ด้วยแนวคิด Climate Responsive Architecture ฟอร์มอาคารวงกลมที่โอบล้อมพื้นที่สี่เหลี่ยมด้านใน ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่มันทำหน้าที่เป็น Thermal Buffer หรือฉนวนสกรีนความร้อนชั้นดี
"พื้นที่ตรงนี้ช่วยกันแดดเข้าอาคารได้มากกว่าเดิม เพราะเราเซตกระจกเข้ามาอีกเลเยอร์ แดดที่เข้ามาต้องผ่านบริเวณนี้ก่อน มันก็ไม่ได้พุ่งแบบตรงเข้ามาเต็มที่ ทำให้อุณหภูมิในร้านไม่ร้อนจนเกินไป" สถาปนิกอธิบาย คาเฟ่จึงรักษาความเย็นสบายไว้ได้ตลอดวันและช่วยประหยัดพลังงานไปพร้อมัน

Above บริเวณซุ้มอาร์คโค้งด้านนอก เผยให้เห็นช่องแสงที่ถูกเจาะคว้านรูปทรงอิสระ (Subtractive Design) ตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้า

Above ฟาซาดสีขาวทรงกระบอกและซุ้มโค้ง ที่ตั้งตระหง่านตัดกับลานหญ้าและท้องฟ้าสดใส เป็นแลนด์มาร์กที่โดดเด่น
แม้จะสกัดกั้นความร้อน แต่สเปซกลับไม่ทึบตัน สถาปนิกเจาะช่องแสงสกายไลต์ขนาดใหญ่ไว้ที่กึ่งกลางเพดาน ราวกับเป็นแกนเกสรที่เปิดรับแสงธรรมชาติให้สาดส่องลงมาอย่างนุ่มนวล การจัดแสงในลักษณะนี้นอกจากจะลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันแล้ว ยังสร้างสภาวะแสงที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคาเฟ่คัลเจอร์ (Cafe Culture) ยุคปัจจุบัน
ความล้ำสมัยยังไม่หยุดแค่นั้น โปรเจ็กต์นี้ยังสะท้อนวิสัยทัศน์แห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการจับมือกับ SCG นำเทคโนโลยี 3D Printing มาผลิตเฟอร์นิเจอร์ประติมากรรม (Sculpture Seating) วางประดับไว้ที่ลานเอาต์ดอร์ การทดลองพิมพ์วัสดุสามมิติให้เป็นรูปทรงอิสระนี้ ท้าทายข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างไร้รอยต่อและการรับน้ำหนัก (Overhang) ถือเป็นการนำร่องผสานเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างน่าทึ่ง

Above สเปซภายในที่โปร่งสบายและลื่นไหล เฟอร์นิเจอร์โทนสีเขียวและไม้ถูกจัดวางอย่างลงตัวภายใต้โครงสร้างครีบเพดานที่เลื้อยตัวลงมาจรดผนัง สร้างความรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดอยู่ใจกลางดอกไม้

Above การออกแบบแลนด์สเคปที่ใช้แผ่นพื้นทางเดินรูปทรงวงกลม เล่นระดับลดหลั่นกันไปเชื่อมกับตัวอาคาร พร้อมด้วยเก้าอี้ประติมากรรมรูปทรงอิสระที่ตั้งอยู่บนสนามหญ้า
Architectural Oasis
ความเฉียบคมของการออกแบบทั้งหมดนี้ เป้าหมายที่แท้จริงคือการ "เปลี่ยนพฤติกรรม" และยกระดับ User Experience ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สเปซที่กว้างขวาง โปร่งสบาย และเต็มไปด้วยดีเทลของ Curvy.Dining คล้ายโอบกอดผู้มาเยือนไว้ ทำให้หลายคนปล่อยจอยนั่งพักแบบยาวๆ จนเกิดการแชร์ประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานว่า "ปกติถ้าดีไซน์หวือหวามากคนจะนั่งแป๊บเดียวแล้วเบื่อ แต่ที่นี่ลูกค้านั่งอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง" สถาปนิกเล่า สถาปัตยกรรมชิ้นนี้จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วย "หยุดเวลา" ให้ผู้คนได้เอนจอยกับโมเมนต์ตรงหน้า
ภายใต้เพดานสูงกว่า 6 เมตร ผนังสีขาวแบบ Off-white ทำหน้าที่เป็นผืนผ้าใบชั้นดีที่รองรับมิติของแสงเงา ในขณะที่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ Built-in โทนสีเหลือง สีเขียว และงานไม้สีอบอุ่น เป็นกลยุทธ์ในการดึงภาพของสนามหญ้าภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอินทีเรียร์ ทำให้สเปซภายในดูมีชีวิตชีวา สดชื่น และเข้าถึงง่าย เมื่อผสานกับลานหญ้ากว้างที่เปิดรับเทรนด์ Pet-Friendly ให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงได้ใช้เวลาร่วมกัน Curvy.Dining จึงกลายมาเป็นโอเอซิสทางสถาปัตยกรรมของย่านกรุงเทพกรีฑาอย่างไม่ต้องสงสัย

Above ภาพด้านนอกที่ตอกย้ำแนวคิด Pet-Friendly ลานหญ้าสีเขียวโล่งกว้างเปิดรับให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงได้มาใช้เวลาร่วมกัน โดยมีอาคารสีขาวรูปทรงอิสระเป็นฉากหลัง

Above ภาพรวมของฟาซาดด้านหน้าในยามค่ำคืน เผยให้เห็นมวลสถาปัตยกรรมที่ตั้งตระหง่านราวกับแลนด์มาร์กที่ส่องสว่าง
Topics





