สำรวจผลงานการออกแบบโครงการมิกซ์ยูสขนาด 140,000 ตารางเมตร ที่พลิกโฉม "ศูนย์การค้า" ให้กลายเป็น "โอเอซิสของเมือง" ผสานนวัตกรรมการก่อสร้างสุดล้ำเข้ากับเสน่ห์ขององค์พระปฐมเจดีย์
หากเรามองดูศูนย์การค้าในปัจจุบัน สถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ติดเครื่องปรับอากาศเพื่อการเลือกซื้อสินค้าอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พื้นที่พาณิชย์เหล่านี้ยังก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นสเปซสาธารณะที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันในบริบทที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ
Tatler มีโอกาสได้พูดคุยกับ Stu/D/O Architects ถึงเบื้องหลังการออกแบบโครงการ Central Nakhon Pathom จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการสร้าง "Centre of Life" หรือพื้นที่ใช้ชีวิตของคนเมืองบนพื้นที่ขนาดกว่า 140,000 ตารางเมตร สู่ผลงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยการนำกลิ่นอายขององค์พระปฐมเจดีย์มาตีความผ่านนวัตกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ โครงการนี้ฉีกกรอบศูนย์การค้าแบบเดิมๆ ด้วยการสอดแทรกสเปซกึ่งเอาต์ดอร์ ลู่วิ่งที่พันทะลุเข้ามาในอาคาร และการใช้เทคโนโลยีจำลองสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างโอเอซิสที่โอบกอดผู้คนและธรรมชาติไว้ด้วยกัน
อ่านเพิ่มเติม: เจาะลึกดีไซน์ Harudot Chonburi สถาปัตยกรรมเกลียวคลื่นที่ซ่อนความอบอุ่นไว้ภายใน

Above สเปซกึ่งเอาต์ดอร์ที่จงใจเปิดกรอบสายตาให้มองเห็นองค์พระปฐมเจดีย์ สะท้อนการเคารพบริบทของเมือง (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
Design Disruption
“การออกแบบห้างสรรพสินค้ามันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่พื้นที่ที่คนมาเดินช้อปปิ้ง แต่มันเป็นพื้นที่ที่คนมาใช้ชีวิต คนมากับเพื่อน คนมากับครอบครัว” ชนาสิต ชลศึกษ์ สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง Stu/D/O Architects เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามกับบริบทใหม่ของพื้นที่พาณิชย์
นครปฐมเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมแข็งแกร่งและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับ "องค์พระปฐมเจดีย์" ซึ่งเป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง สถาปนิกจึงตั้งใจออกแบบสถาปัตยกรรมที่ต้อง "Belong" กับพื้นที่นี้เท่านั้น เป็นอาคารที่ทรงคุณค่าและไม่สามารถนำไปตั้งอยู่ที่เมืองอื่นได้ แนวคิดนี้สะท้อนภาพแห่งอนาคตที่โครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ต้องเติบโตไปพร้อมกับบริบทดั้งเดิมของชุมชนอย่างกลมกลืน
ทว่าความท้าทายที่สุดในการนำแนวคิดนี้มาสร้างจริง คือการหาจุดสมดุลระหว่างการดึงแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมทางศาสนา มาหลอมรวมกับความทันสมัยของพื้นที่พาณิชย์ โดยไม่ให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งหรือกระทบต่อความอ่อนไหวทางสังคม สถาปนิกเลือกที่จะดึงมาเพียง "กลิ่นอาย" ผ่านเทคนิคการย่อมุมของฐานเจดีย์ และฟอร์มโค้งมนที่ถูกลดทอนรายละเอียดให้ดูร่วมสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้โครงการนี้กลายเป็นพื้นที่ที่เคารพอดีต แต่ก็พร้อมเปิดรับไลฟ์สไตล์แห่งศตวรรษที่ 21

Above ทางเข้าหลักด้านหน้าดึงดูดสายตาด้วยซุ้มประตูทรงสูงที่ได้แรงบันดาลใจจากการย่อมุมของฐานเจดีย์ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
Captivating Facades & Construction
นอกเหนือจากแนวคิดที่ลึกซึ้ง นวัตกรรมการออกแบบและการก่อสร้างคืออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่พลิกโฉมหน้าของโครงการนี้ เปลือกอาคารถูกออกแบบให้ทำหน้าที่สื่อสารกับบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน ด้านที่หันหน้าไปทางองค์พระปฐมเจดีย์ ถูกกรุด้วย "กระเบื้องดินเผาโค้ง" ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้บูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อสะท้อนความเคารพต่อรากเหง้า ในขณะที่ด้านที่หันเข้าหาเมืองจะใช้แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิตสะท้อนแสง สร้างความขัดแย้งที่ลงตัวและดึงดูดสายตา

Above ดีไซน์ทางเข้าหลักที่โชว์ให้เห็นพื้นผิวของกระเบื้องดินเผาตัดกับกระจกใส เผยความงามที่ทั้งโมเดิร์นและคราฟต์ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above ซุ้มประตูทางเข้าหลักทรงสามเหลี่ยมที่โดดเด่นด้วยกระเบื้องสีทองอร่ามยามค่ำคืน เชื้อเชิญผู้คนเข้าสู่พื้นที่ภายใน (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
ด้วยสเกลของอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ ความปลอดภัยคือสิ่งที่สถาปนิกให้ความสำคัญสูงสุด นวัตกรรมการก่อสร้างจึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการหลุดร่วงของกระเบื้องบนที่สูง แทนที่จะใช้ปูนกาวแปะกระเบื้องตามวิธีปกติ ทีมออกแบบเลือกใช้วิธีจัดเรียงแพตเทิร์นกระเบื้องที่โค้งมนบนพื้นดิน แล้วหล่อผนังพรีคาสต์ (Pre-cast) ทับลงไปจนเป็นโมดูลาร์ที่แข็งแรงเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะยกขึ้นไปติดตั้ง นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่รับประกันความปลอดภัย แต่ยังสร้างมิติของฟาซาดที่สวยงามสม่ำเสมอทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
บริเวณทางเข้าหลักฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นอีกจุดที่สะท้อนการพลิกโฉมสเปซได้อย่างน่าทึ่ง สถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากระเบียงทางเดิน 3 ชั้นที่ซ้อนกันภายในองค์พระปฐมเจดีย์ นำมาตีความใหม่เป็นซุ้มโค้งรูปครึ่งวงกลมที่วางไขว้สลับไปมา เมื่อประกอบกับเพดานวัสดุสะท้อนแสง สเปซบริเวณนี้จึงเกิดเป็นมิติหลอกตาที่เชิญชวนให้ผู้คนหยุดถ่ายรูปและซึมซับความแปลกใหม่ ก่อนก้าวเข้าสู่พื้นที่ภายใน
อ่านเพิ่มเติม: Home Tour: W House II บ้านชั้นเดียวยกใต้ถุนสูงกลางเขาใหญ่ ดึงสเปซความสุขให้ลอยเหนือยอดไม้

Above ป้ายชื่อโครงการโดดเด่นท่ามกลางรายละเอียดของหลังคาโค้งที่เรียงตัวซ้อนกันอย่างมีเอกลักษณ์ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above พื้นผิวของวัสดุมุงหลังคาสีเข้มที่โค้งมน ตัดกับแพตเทิร์นของกระเบื้องผนังสีทอง สร้างพื้นผิวสัมผัสที่หลากหลาย (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above โถงทางเดินกว้างขวางที่เล่นกับแสงเงาอย่างมีมิติ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ตัวอาคารได้อย่างลื่นไหล (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above ดีเทลของกระเบื้องดินเผาที่เรียงร้อยอย่างประณีต เมื่อผนวกกับแสงไฟยิ่งขับเน้นความงามของงานคราฟต์ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above ลูกเล่นอุโมงค์ทางเข้ากรุวัสดุสะท้อนเงา สร้างมิติหลอกตาที่ดึงดูดสายตาและเชื้อเชิญให้ก้าวเดินเข้าไปสำรวจ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
Flowing into Nature
ความล้ำสมัยของ Central Nakhon Pathom ไม่ได้หยุดอยู่แค่เปลือกนอก แต่ลึกซึ้งไปถึงการปฏิวัติความลื่นไหลของพื้นที่ (Spatial Flows) สถาปนิกตั้งใจทลายเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ปิดและพื้นที่เปิด ด้วยการสร้าง Sequence การเดินที่ค่อยๆ พาผู้ใช้งานเปลี่ยนผ่านจากความเย็นฉ่ำของพื้นที่ Indoor ไปสู่ความโปร่งโล่งของพื้นที่ Semi-outdoor และทะลุออกไปยังโอเอซิสสีเขียวของ Outdoor Park ด้านหลัง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากในศูนย์การค้าทั่วไป

Above มุมมองจากด้านบนเผยให้เห็นการจัดวางพื้นที่สีเขียวที่สอดแทรกอยู่ระหว่างโครงสร้างอาคารทรงโค้งอย่างกลมกลืน (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
เมื่อเดินผ่านโถง (Voids) ต่างๆ ภายในอาคาร ผู้ใช้งานจะสัมผัสได้ถึงคาแร็กเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ โถงแรกๆ จะมีการออกแบบสกายไลต์ที่ล้อไปกับการย่อมุมขององค์เจดีย์แบบ Invert ก่อนจะค่อยๆ ปรับสเกลให้ใกล้ชิดกับความเป็นท้องถิ่นมากขึ้นในโถงถัดๆ ไป สถาปนิกออกแบบหลังคาเพดานให้ดึงแสงธรรมชาติเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่ให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องสกัดกั้นความร้อนออกไป เพื่อให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างรู้สึกสบาย
เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่โหยหาธรรมชาติ สถาปนิกได้ผสานนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบพื้นที่ Semi-outdoor มีการใช้โปรแกรมจำลองทิศทางลม การตกกระทบของแสงธรรมชาติ และการคำนวณอุณหภูมิอย่างละเอียด เพื่อรับประกันว่าต้นไม้ที่นำมาปลูกจะเติบโตได้จริง และลมที่พัดผ่านจะทำให้พื้นที่นี้ใช้งานได้สบายตลอดทั้งปี
กิมมิกที่น่ารักและเต็มไปด้วยความใส่ใจคือการออกแบบหลังคาให้เกิดเงาตกกระทบเสมือน "ตารางหมากรุก" แคสต์ลงบนพื้น สอดรับกับแนวคิดที่อยากจำลองบรรยากาศ "สภากาแฟ" ท้องถิ่น พร้อมด้วยพ็อด (Pod) ร้านอาหารที่ถูกแขวนลอยอยู่กลางสวนด้วยโครงสร้างสลิง สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายราวกับหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ

Above โถงทางเดินกว้างขวางใต้หลังคาจั่วสูงโปร่ง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นความร้อนและดึงแสงสว่างเข้ามาอย่างพอดี (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)

Above รายละเอียดโครงสร้างเพดานที่เล่นกับแสงและเงา สร้างความตื้นลึกและแพตเทิร์นที่น่าสนใจ (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
Enriching the Community
ความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (Enriching User Experience) เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบ สถาปนิกได้ลงพื้นที่ทำแบบสอบถามกับชาวนครปฐมเพื่อค้นหาว่าเมืองนี้ยังขาดอะไร นำมาสู่การออกแบบ masterplan ที่ตอบโจทย์ pain point ของชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Transportation Hub สำหรับรถสองแถวและนักศึกษา หรือการจัดสรรพื้นที่ส่วนใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อสุขภาพ
การฉีกกฎเกณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในด้านฟังก์ชั่น คือการออกแบบ "ลู่วิ่ง" ที่ไม่ได้เป็นเพียงทางเดินในสวนสาธารณะ แต่เป็นลู่วิ่งที่มีความลาดเอียงและพันทะลุเข้ามาในตัวอาคาร เชื่อมต่อกับโซนฟิตเนสและพื้นที่กีฬาอย่างลื่นไหล นอกจากนี้ ในฝั่งที่เชื่อมกับเมืองและมหาวิทยาลัย สถาปนิกได้ลดทอนสเกลของอาคารลงด้วยหลังคาจั่วที่ดูอบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อจัดลานกิจกรรมและตลาดที่รองรับการใช้งานของนักศึกษาและคนในพื้นที่

Above เส้นสายของลู่วิ่งที่เชื่อมต่อจากสวนสีเขียวเข้าสู่ตัวอาคาร (ภาพ: W Workspace, Art4d x Jinnawat Borihankijanan)
ด้วยการออกแบบที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับการเคารพบริบทดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง ทำให้ Central Nakhon Pathom สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีระดับโลกอย่าง World Architecture Festival มาครอบครอง ทว่าสำหรับทีมสถาปนิกแล้ว นวัตกรรมที่พวกเขาภูมิใจที่สุด อาจไม่ใช่รูปทรงอาคารที่ตระการตา แต่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
“สิ่งที่เราภูมิใจและแฮปปี้มากๆ คือการที่คนที่นครปฐมเขามาใช้สิ่งที่เราออกแบบจริงๆ เขาได้ใช้สวนจริงๆ มันคึกคักตลอดเวลาเลย... เราแฮปปี้กับเรื่องพวกนั้นมากกว่าว่ายูสเซอร์ได้ไปใช้ชีวิตจริงๆ อย่างที่เราตั้งใจออกแบบตั้งแต่แรกว่า เราออกแบบพื้นที่ใช้ชีวิตนะ เราไม่ได้ออกแบบห้าง” สถาปนิกกล่าวทิ้งท้าย สถาปัตยกรรมแห่งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นวัตกรรมการออกแบบที่ดีที่สุดคือนวัตกรรมที่สามารถเสกสรรชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจของชุมชนได้อย่างสมบูรณ์


Topics


















