สาวเปรี้ยวแห่งแวดวงร้านอาหาร พูดถึงบทเรียนด้านธุรกิจราคาแพง ทีมงาน และการนั่งสมาธิ
ถ้าพูดถึงบุคลิกที่เรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์และสร้างสีสันให้กับวงการอาหารในกรุงเทพฯ มากที่สุด หนึ่งในนักธุรกิจที่หลายคนนึกถึงคือ วฤนดา ฟาโวร หรือ จีจี้ เจ้าของและผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารที่คร่ำหวอดในวงการมานานเกือบ 30 ปี และมีร้านอาหารชื่อดังผ่านมือมาแล้วมากมาย
ความช่ำชองในวงการอาหารของจีจี้เริ่มจากการนำประสบการณ์ที่ Gianni Ristorante ร้านอาหารอิตาเลียนระดับตำนานชื่อดังของเมืองไทย ต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นๆ ทั้งร้านอาหารอิตาเลียน Bar Italia by Gie Gie ซึ่งเปิดให้บริการมาแล้ว 15 ปี ปัจจุบันมีสี่สาขาทั่วกรุงเทพฯ ร้านราดหน้าอาหลิว ราดหน้าชื่อดังที่เสิร์ฟสูตรลับเก่าแก่ของครอบครัวที่มีอายุมากกว่า 60 ปี รวมถึงบริการจัดเลี้ยงระดับพรีเมียม
อ่านเพิ่มเติม: รวมร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ที่นักชิมห้ามพลาด

Above House of GieGie ร้านอาหารอิตาเลียนไฟน์ไดนิ่งที่เปิดตัวไปไม่นาน
ล่าสุดกับโปรเจ็กต์ไฟน์ไดนิ่ง House of GieGie ร่วมกับทายาทโรงแรมหรรษา ที่รวบรวมเอาประสบการณ์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว และรสนิยมด้านอาหาร ผนวกกันออกมาเป็นร้านหรูบรรยากาศผ่อนคลาย นำเสนออาหารอิตาเลียนสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ราวกับ ‘นั่งกินข้าวที่บ้านจีจี้'
“เป็นคนที่ชีวิตผูกพันกับอาหารมาตลอด ที่บ้านทำร้านราดหน้า คุณแม่เคยขายผลไม้และเครื่องดื่มในวัดพระแก้ว พอแต่งงานกับสามี (เชฟ Gianni Favro) ก็ได้สัมผัสการทำร้านอาหารและอาหารไฟน์ไดนิ่ง เมื่อมีโอกาสจับงานบริหารร้านอาหารอย่างจริงจังก็อยู่ในสายนี้มาตลอด และส่วนตัวก็ชอบกินอาหารอยู่แล้ว พอมีลูกก็เริ่มชอบทำอาหารด้วย พอมีโอกาสได้ออกแบบคอนเซ็ปต์และบริหารงานร้านอาหาร เลยไม่รอช้าค่ะ รีบคว้าไว้เลย” จีจี้เล่าให้ Tatler ฟังที่ House of GieGie ห้องอาหารที่เพิ่งเปิดไปไม่นาน
อ่านเพิ่มเติม: ชิมอาหารอิตาเลียนไฟน์ไดนิ่งรสชาติจัดจ้านที่ House of GieGie

Above วฤนดา ฟาโวร หรือ จีจี้ เจ้าของและผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารที่คร่ำหวอดในวงการมานานเกือบ 30 ปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โอกาสที่ว่าคือ Spicchio ร้านพิซซ่าและพาสต้าแบบดั้งเดิมที่ Food Loft ในเซ็นทรัล ชิดลม เสิร์ฟพาสต้าสูตรเด็ดที่ใช้เวลาเตรียมแต่ละจานไม่ถึงสามนาที และได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้จีจี้วางแผนขยายสาขาและมินิคีออสอีกหลายแห่ง ในเวลาอันรวดเร็วถึง 34 สาขาในเวลาเพียงสองปี
“แล้วก็ปิดไป 17 สาขาภายในสองเดือนจากนั้น (หัวเราะ) ตอนนั้นมั่นใจมากเพราะขายดีมาก เปิดสาขาแบบไม่คิดเยอะ เพราะรายได้ดี แต่กลายเป็นว่าสาขาที่ขายไม่ดีมาดึงสาขาที่ไปได้ดี จนมันรวนไปหมด พังไม่เป็นท่า ต้องทยอยปิดไปจนหมด ตอนนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้เปลี่ยนแนวคิดไปเลยในเรื่องการลงทุนและการทำธุรกิจ ทำให้เรานิ่งขึ้น คิดเยอะขึ้น”
นอกจากประสบการณ์สำคัญครั้งนั้น ที่สร้างบทเรียนด้านการทำธุรกิจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จีจี้เรียนรู้คือ การบริหารจัดการทีมงาน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากรอยยิ้มบนใบหน้าและความอบอุ่นในการบริการของพนักงานที่ร้าน House of GieGie
“คนคือหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้เลย สำหรับจี้พวกเขาคือครอบครัว ถ้าทีมไม่แข็ง ไม่แกร่ง ใจไม่เอากับเราด้วย เราก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ถ้าหลังบ้านและหน้าบ้านคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือทำงานด้วยกันไม่ได้คือจบ อำนาจการตัดสินใจ ขอบข่ายการทำงาน การแบ่งหน้าที่ต้องชัดเจน อย่าให้สับสน ตัวเราก็ต้องเป็นตัวอย่างในการทำงานด้วยนะคะ ต้องมาแบบพร้อมทำงานและเต็มที่กับงาน จี้ดุนะเวลาทำงาน แต่จี้ฟังลูกน้องและให้เกียรติลูกน้องเสมอ ที่สำคัญมากๆ อีกอย่างคือการเลือกคน เราต้องเลือกให้เหมาะกับงาน เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรของเรา ทีมงานเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจของจี้เสมอค่ะ”
คนคือหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้เลย สำหรับจี้ พวกเขาคือครอบครัว ถ้าทีมไม่แข็งแกร่ง ใจไม่เอากับเราด้วย เราก็อยู่ไม่ได้
House of GieGie ร้านอาหารอิตาเลียนระดับไฟน์ไดนิ่งในบรรยากาศผ่อนคลาย คือผลงานล่าสุดที่แสดงถึงความลงตัวทั้งด้านประสบการณ์ที่ตกตะกอนของจีจี้ และบุคลิกความเป็นสาวเปรี้ยวที่สนุกสนานและเป็นกันเองของเธอ
“กับโปรเจ็กต์นี้ จี้อยากโฟกัสที่จุดเดียว ไม่อยากทำร้านใหญ่จนดูแลไม่ไหว จี้ไม่อยากล้มเหลวแบบตอนนั้นอีกแล้ว ดีว่าตัวเองฮึดสู้และลุกขึ้นมาจากตรงนั้นได้ ครอบครัวก็ให้กำลังใจดีมาก อีกอย่างคือธรรมะค่ะ ช่วยได้จริงๆ มันช่วยให้นิ่ง ได้สงบใจและความคิด และเติมพลังให้กับเราได้ ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหน จี้จะต้องจัดสรรเวลาออกกำลังกายและสวดมนต์นั่งสมาธิเสมอ”
แม้จะออกตัวว่าไม่อยากทำงานเยอะ แต่จีจี้ก็บอกกับ Tatler ว่ายังมีโปรเจ็กต์อีกหลายรายการที่กำลังเริ่มลงมือและต่อยอด ซึ่งแน่นอนว่าอีกไม่นานเกินรอ นักชิมทั้งในไทยและต่างประเทศจะได้สัมผัสกัน
“ความสุขที่สุดของจี้คือการได้เห็นคนมีความสุขกับอาหารที่เราทำ เวลาได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าที่มารับประทาน เห็นเขาเอ็นจอยกับเมนูที่เราสร้างสรรค์ ได้เห็นเขามีประสบการณ์ที่ประทับใจในร้านของเรา มันทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง นี่คือที่สุดแล้วในอาชีพของจี้ค่ะ”





