ร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่งเสิร์ฟเมนูสุดประณีตจากหลายภูมิภาคของอินเดีย
อาหารอินเดียเป็นหนึ่งในอาหารต่างชาติที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะเมนูแกงต่างๆ และเมนูย่างทันดูรี แต่หายากที่เราจะชิมอาหารตำรับชาววังของชนชั้นสูงอินเดียที่มีวิธีการปรุงที่ประณีต และใช้วัตถุดิบที่แตกต่างออกไป
ตอนนี้เมนูอาหารอินเดียระดับชาววังมีให้ได้สัมผัสแล้วที่ Jharokha by Indus ร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งจากทีมเดียวกับ Indus ร้านอาหารอินเดียชื่อดังเจ้าของรางวัลมากมายที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี 2005
Jharokha by Indus มีชื่อร้านที่แปลว่าหน้าต่างที่ประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงโดยเฉพาะแบบที่เห็นได้ในพระราชวังในราชสถาน ซึ่งเมื่อก้าวเข้ามาในร้านก็จะได้รู้สึกถึงความโอ่อ่าหรูหราสไตล์อินเดียที่ชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม: รสชาติหลากหลายจากร้านอาหารอินเดียทั่วกรุง

Above ส่วนบาร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโปโลคลับ

Above ส่วนรับประทานอาหารที่ตกแต่อย่างหรูหราสไตล์อินเดีย
เริ่มจากบริเวณบาร์ด้านหน้าที่จำลองบรรยากาศมาจากโปโลคลับของชนชั้นสูงในราชสถาน ที่มีอานม้า ไม้โปโล และถ้วยรางวัลจากการแข่งขันต่างๆ ตกแต่งอยู่ ที่บาร์เสิร์ฟค็อกเทลทั้งคลาสสิกและซิกเนเจอร์ที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็นอินเดีย ที่แนะนำคือ Royal Raj Old Fashioned ที่ใช้รัมแทนเบอร์เบินและใช้น้ำเชื่อมกระเจี๊ยบแทนความหวานจากน้ำตาล อีกเมนูคือ Jharokha Gimlet ใช้จินเป็นเบส เพิ่มความสดชื่นด้วยใบทารากอนและแตงกวา


ส่วนรับประทานอาหารเป็นฟลอร์โล่งสว่างสไว ตกแต่งด้วยโทนสีอ่อน ผนังประดับวอลเปเปอร์ลวดลายพืชพรรณดอกไม้สวยงาม ที่สะดุดตาคือการตกแต่งขอบหน้าต่างที่วิจิตรบรรจงตามเจตนารมณ์ของร้านที่ต้องการเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบอินเดียที่แท้จริง

Above เชฟชาวอินเดีย Sanket Hoskote
Jharokha by Indus นำเสนออาหารแบบที่ชาววังในสมัยโบราณนิยมรับประทานเมื่อออกไปล่าสัตว์ ซึ่งจะปรุงอาหารกันในป่าโดยใช้เครื่องปรุงและอุปกรณ์ทำครัวง่ายๆ ไม่กี่อย่างที่พกพาไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นอาหารที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบและการปรุงรอบกองไฟ นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารอินเดียคลาสสิกอื่นๆ โดยใช้ส่วนผสมส่วนใหญ่จากไทย และมีบางส่วนที่นำเข้าจากอินเดีย เช่น มะม่วงกวนที่มีสัมผัสและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เห็ดมอเรลจากแคว้นแคชเมียร์ พริกมาธาเนีย (mathania) และเครื่องเทศบางประเภทที่ต้องนำเข้าจากแหล่งผลิตเท่านั้นเพื่อรสชาติต้นตำรับอย่างแท้จริง และที่ขาดไม่ได้คือเตาโคปา (kopa) ที่ใช้ถ่านไม้ในการย่างเพิ่มความหอมกลิ่นควันไฟให้กับอาหาร โดยมีเชฟ Sanket Hoskote ที่อยู่กับร้านมาตั้งแต่เปิดบริการดูแลทีมครัวทั้งหมด
มื้อแรก Jharokha by Indus แนะนำให้ลอง Chef’s Tasting Menu ที่รวมเอาเมนูเด่นของร้านเข้าด้วยกัน เริ่มที่ Bhuna Kaleji ตับไก่เสิร์ฟในคุกกี้รูปดอกกุหลาบกรุบกรอบ Himalayan Gucchi & Khumb เห็ดมอเรลและเห็ดนางรวมหลวงเสิร์ฟมาพร้อมซอสรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมี Duck Seekh Kebab เนื้อเป็ดบดปรุงด้วยเครื่องเทศที่นำไปย่างแบบคาบับรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมชัตนีย์สับปะรดเพิ่มความสดชื่น
อ่านเพิ่มเติม: สนุกกับมื้ออาหารหรูแบบมีกิมมิก ในร้านอาหารคอนเซ็ปต์ "fun dining" ทั่วโลก
ต่อกันด้วยจานหลักเสิร์ฟแบบแชริง ได้แก่ Murgh Makhani แกงไก่ที่นำไปย่างจนเกรียมเล็กน้อยเสิร์ฟมาในซอสครีมมะเขือเทศ และ Champaran Mutton เนื้อแกะสโลวคุกนานหกชั่วโมงในหม้อดินปรุงด้วยกระเทียมและน้ำมันมัสตาร์ด นอกจากนี้ยังมีจานเคียงคือแกงถั่วดาล Dal Jharokha รสเข้ม ข้าวหมกไก่ แป้งนานขนาดพอดีคำสามแบบให้เลือก และ Chutney Set ที่มีชัตนีย์มาให้เลือกหลายแบบตามความชอบ

Above Kesar Falooda

Above Shaan-E-Aam
ของหวานในเซ็ตคือ Kesar Falooda หรือไอศกรีมรสกุหลาบเสิร์ฟในน้ำนมที่หอมหญ้าฝรั่นและวุ้นเส้น อีกจานคือ Shaan-E-Aam พุดดิ้งมะม่วงหอมหวาน ปิดท้ายมื้ออาหารอย่างลงตัว

Above Shikari Maas Ke Sule

Above Bheja Pav
นอกจากอาหารจานหลักแล้ว ยังมีเมนูเรียกน้ำย่อยที่สามารถสั่งมาหลายๆ อย่างเพื่อความหลากหลายได้ และด้วยปริมาณเสิร์ฟที่ค่อยข้างใหญ่จึงสามารถสั่งมาหลายๆ จานแบบอะลาคาร์ตเพื่อแชร์กันได้
เมนูแนะนำคือ Shikari Maas Ke Sule เมนูเนื้อแกะย่างที่นำเนื้อแกะจากออสเตรเลียไปหมักกับพริกมาธาเนียจากราชสถานเพื่อให้ได้กลิ่นหอมและสีแดงอมชมพูสวยงาม เสิร์ฟแบบเสียบไม้เลียนแบบดาบของทหาร ตามแบบการกินในสมัยโบราณที่ทหารมักจะนำเนื้อที่ล่ามาได้เสียบกับดาบแล้วย่างไฟ อีกเมนูหนึ่งที่น่าสนใจคือ Bheja Pav ซึ่งเป็นแกงสมองแพะ เสิร์ฟบนขนมปังเฟรนช์โทสต์ โรยมันฝรั่งขูดฝอยที่นำไปทอดจนกรอบ
อ่านเพิ่มเติม:
5 ร้านไอศกรีมรสชาติแปลกในไทยที่คนรักขนมต้องลอง
เดินชิมขนมจีบเจ้าดังย่านเยาวราช
เชฟ Francesco Lenzi กับนิยามความสำเร็จที่หมายถึงการมีเวลาให้ตัวเอง
Credits
ภาพ: Jharokha by Indus










