เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
Cover เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant

เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ กับอาณาจักรอาหารไทยต้นตำรับระดับโลกที่เริ่มต้นในยุโรปเมื่อ 43 ปีที่แล้ว

เมื่อพูดถึงร้านอาหารไทยรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องในบรรยากาศละเมียดละไมคลาสสิกแบบไทยๆ ร้าน Blue Elephant มักเป็นชื่อแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในความคิด และไม่ใช่แค่ในความคิดของชาวไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแฟนอาหารไทยชาวต่างชาติทั่วโลกที่กล่าวได้ว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ได้ชิมอาหารไทยรสชาติต้นตำรับแท้ๆ ครั้งแรกจากเมนูฝีมือเชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้

“อาหารไทยในยุโรปเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วไม่ใช่แบบนี้หรอกค่ะ” เชฟนูรอให้สัมภาษณ์กับ Tatler ที่ Blue Elephant Bangkok Sathorn Cooking School & Restaurant

“ตอนนั้นคนยุโรปไม่ได้รู้จักเมนูอาหารที่หลากหลายและมีความเป็นต้นตำรับอย่างที่เรากินกัน พอได้ชิมเมนูของเราเข้าไปก็จะเข้าใจอาหารไทยมากขึ้น และรู้สึกเหมือนกำลังนั่งกินอาหารในเมืองไทยผ่านการตกแต่งของร้าน”

อ่านเพิ่มเติม: เปิดบ้านชิมอาหารรสเลิศ กับ 9 ร้านอาหารในบ้านเก่ารอบกรุง ที่เหล่านักชิมห้ามพลาด

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
Photo 2 of 2 เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant

เชฟนูรอเติบในครอบครัวที่ทำธุรกิจเครื่องแกงโดยมีคุณแม่เป็นหัวเรือใหญ่และผู้พัฒนาสูตร แต่ถึงแม้จะคลุกคลีกับอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เชฟนูรอกลับไม่ได้อยากโตมาเป็นแม่ครัวเลย

“แม่อยากให้เป็นหมอ แต่ตัวเราอยากเป็นดีไซเนอร์ ชอบเสื้อผ้ามาก อยากตัดเสื้อ ทำเสื้อผ้า ถึงขนาดที่ว่าตอนเด็กๆ เจียดเงินค่าขนมไปซื้อนิตยสาร ขวัญเรือน มานั่งดูเสื้อผ้าแฟชั่น ชอบสีสันของมันค่ะ ชอบอะไรหรูหรามาตั้งแต่เด็กๆ อยากเป็นคนดังมีชื่อเสียง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าเราจะมาเป็นคนดังในอีกแวดวงหนึ่งที่ไม่ใช่วงการแฟชั่นเลย”

ชีวิตของเชฟนูรอถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญเมื่อได้ติดตามพี่ชายที่เดินทางไปเรียนการบริหารโรงแรมที่เบลเยียม ส่วนเชฟนูรอเลือกเรียนการทำครัวแบบฝรั่งเศสคลาสสิก ต่อยอดจากความรู้เรื่องการทำอาหารที่พอมีจากการช่วยแม่ทำน้ำพริก ระหว่างที่ทำงานหารายได้พิเศษในร้านขายของแอนทีคก็ได้พบกับสามี Karl Steppe ที่ยังครองรักกันมาถึงปัจจุบันและคอยสนับสนุนเชฟนูรอในกิจการร้านอาหารมาตลอด 43 ปี

“มันเริ่มจากการทำอาหารไทยให้ลูกค้าร้านแอนทีคของสามีรับประทาน เป็นการเลี้ยงขอบคุณลูกค้าและสร้างสัมพันธ์ทางธุรกิจ ตอนนั้นยังเรียนทำอาหารฝรั่งเศสอยู่ ยังไม่ได้เป็นเชฟอาชีพ ลูกค้าบอกเปิดร้านอาหารสิ จะได้กินอาหารฝีมือคุณที่ร้าน เพราะถ้าอยากชิมทีไรต้องมาซื้อของแอนทีคทุกครั้งนี่ไม่ไหว (หัวเราะ) สามีก็สนับสนุน ให้ลองทำเล็กๆ 40 ที่นั่ง" เชฟเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของร้าน

"จากนั้นแค่หกเดือนร้านได้รับความนิยมมากจนต้องทุบด้านหลังร้านขยายออกไปที่สวนเป็น 120 ที่นั่ง ตอนนั้นสามีเป็นคนช่วยตกแต่งร้านด้วยเฟอร์นิเจอร์หวายและไม้ใผ่ ผสมกับของเก่าที่มี ใช้ดอกกล้วยไม้ตกแต่ง และใช้จานทองเหลือง อยากให้รู้สึกเหมือนเข้ามาในร้านแล้วรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าไปในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นแนวทางการตกแต่งของ Blue Elephant มาจนถึงปัจจุบัน”

อ่านเพิ่มเติม: เชฟ Henrik Yde-Andersen กับเส้นทางสู่ร้านอาหารไทยชื่อก้องโลก

Blue Elephant เป็นร้านอาหารไทยแห่งที่สองในเบลเยียมในสมัยนั้น และเป็นร้านแรกๆ ในยุโรป จากนั้นได้ขยายไปที่ลอนดอน ปารีส โคเปนเฮเกน มอลตา และกลับมาเปิด Blue Elephant ที่ประเทศบ้านเกิดเมื่อ 23 ปีก่อน

“ตอนนั้นเราประสบความสำเร็จอย่างมากในยุโรปจนลูกค้าขอมาว่าเวลาไปเที่ยวเมืองไทยอยากกินอาหารไทยแบบ Blue Elephant ด้วย เลยคิดกันว่าจะมาเปิดที่กรุงเทพฯ และโชคดีมากๆ ที่มาเจอโลเคชั่นนี้ ส่วนโรงเรียนสอนทำอาหารที่เพิ่มเข้ามาก็เป็นความคิดของสามีอีกแล้วค่ะ เขาบอกจะได้สอนนักท่องเที่ยวและลูกค้าให้รู้จักขั้นตอนการทำอาหารไทย จากนั้นก็ต่อยอดเป็นธุรกิจเครื่องแกงและเครื่องปรุงที่ตอนนี้มีขายใน 43 ประเทศทั่วโลก”

ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยค่ะที่โปรโมตอาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก และขอบคุณเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ไม่มีอาหารชาติไหนเหมือนที่ทำให้คนทั่วโลกชื่นชอบ

- เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ -

ปัจจุบัน Blue Elephant มีทั้งหมดหกสาขาในกรุงเทพฯ​ คือ Blue Elephant Bangkok Sathorn Cooking School & Restaurant ที่ถนนสาทร และ Monkey Pod Gardens ในซอยสุขุมวิท 13 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้ ที่ภูเก็ตสองสาขาคือ Thai Brasserie by Blue Elephant ที่ Central Phuket Floresta และ Blue Elephant Phuket Cooking School & Restaurant ในบ้านพระพิทักษ์ชินประชา บ้านโบราณที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของภูเก็ต ส่วนในต่างประเทศเหลือไว้สองสาขาคือ Blue Elephant ในมอลตาและโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

เมื่อถามเชฟนูรอที่กล่าวได้ว่าทำให้อาหารไทยเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ก่อนใครว่า อะไรที่ทำให้แบรนด์ Blue Elephant ประความสำเร็จได้อย่างยาวนาน เชฟหญิงคนเก่งตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยค่ะที่โปรโมตอาหารไทยให้ทั่วโลกได้รู้จัก และขอบคุณเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ไม่มีอาหารชาติไหนเหมือนที่ทำให้คนทั่วโลกชื่นชอบ”

นอกจากธุรกิจร้านอาหารและเครื่องแกงส่งออกแล้ว เชฟนูรอยังทำหน้าที่เป็นทูตอาหารไทยกลายๆ ด้วยการไปโปรโมตอาหารไทยในประเทศต่างๆ ตามคำเชิญของรัฐบาล และสอนการทำอาหารไทยให้กับเชฟต่างชาติด้วย

Tatler Asia
เชฟนูรอและสามีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสูงสุดของราชอาณาจักรเบลเยียม Officer of the Order of Leopold ที่มอบให้บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงและเกียรติคุณให้แก่ราชอาณาจักรเบลเยียมจาก Sibille de Cartier d'Yves เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
Above เชฟนูรอและสามีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสูงสุดของราชอาณาจักรเบลเยียม Officer of the Order of Leopold ที่มอบให้บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงและเกียรติคุณให้แก่ราชอาณาจักรเบลเยียมจาก Sibille de Cartier d'Yves เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เชฟนูรอและสามีได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญเชิดชูเกียรติชั้นสูงสุดของราชอาณาจักรเบลเยียม Officer of the Order of Leopold ที่มอบให้บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงและเกียรติคุณให้แก่ราชอาณาจักรเบลเยียมจาก Sibille de Cartier d'Yves เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียมประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

“คนเป็นเชฟต้องมีความยืดหยุ่น อย่าไปยึดติดอะไรแบบตายตัว เวลาทำอาหารเสิร์ฟในร้านเราทำสูตรนี้ แต่บริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่เราต้องปรับสูตรให้ทำได้รวดเร็ว เตรียมง่าย และยังได้มาตรฐาน เราต้องคิดแบบเชฟ catering แล้ว หรือลูกค้าจะมาเรียนทำอาหารไทย เราต้องดูระดับความสามารถในการทำอาหารของเขา ดูเวลาที่เขามี ไม่ใช่ต้องตามสูตรเป๊ะจนหมดสนุกหรือทำให้คนเรียนถอดใจ ต้องสร้างสรรค์ พลิกแพลงได้ และที่สำคัญคือฟังทีมงานของเราค่ะ เขาช่วยเราคิด ช่วยเราวางแผนเพื่อให้งานสำเร็จ เราต้องฟังเขา และตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ต้องคิดให้ละเอียดจนเอาไปละเมอเลยค่ะ" เชฟนูรอกล่าว

“อีกอย่างคือมอบความจริงใจกับลูกค้า เราบอกว่าจะใช้วัตถุดิบชั้นดี ของที่เราใช้จริงๆ ก็ต้องชั้นดีอย่างที่พูด และต้องเทรนคนรุ่นใหม่ ต้องมอบภูมิปัญญาและสิ่งที่เราได้จากประสบการณ์ให้เขา อย่าไปหวงวิชา และตัวเราเองก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาด้วย เวลาไปกินข้าวที่ไหนก็ชอบไปคุยกับเชฟของร้านนั้น ไปดูว่าเขาใช้เทคนิคอะไร ไปถึงไหนกันแล้ว อย่าเป็นคนน้ำเต็มแก้ว"

มอบความจริงใจกับลูกค้า เราบอกว่าจะใช้วัตถุดิบชั้นดี ของที่เราใช้จริงๆ ก็ต้องชั้นดีอย่างที่พูด และต้องเทรนคนรุ่นใหม่ ต้องมอบภูมิปัญญาและสิ่งที่เราได้จากประสบการณ์ให้เขา

- เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ -

Tatler Asia
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
Above เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
Tatler Asia
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
Above เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant
เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ แห่งร้าน Blue Elephant

“เราทำอาหารไทยต้นตำรับก็จริง แต่ก็ชอบไปชิม ไปเปิดประสบการณ์อาหารไทยโมเดิร์นหรือฟิวชั่นด้วย ที่ชอบมากๆ คืออาหารของเชฟโบ (ดวงพร ทรงวิศวะ) คนนี้เก่งมาก และเชฟต้น (ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร) อาหารของเขาสร้างสรรค์มาก เป็นเชฟรุ่นใหม่ที่ชื่นชมมากค่ะ” เชฟนูรอกล่าวชื่นชม


อ่านเพิ่มเติม:

อู้ นพปฎล พหลโยธิน กับความสำเร็จที่ได้มาจากความสามารถ ความใจร้อน และความบังเอิญ

4 คาเฟ่จากแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่คอกาแฟห้ามพลาด

ปักหมุดมื้อเที่ยงไฟน์ไดนิ่งร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Topics