เชฟเลื่องชื่อก้าวสู่บทบาทใหม่ในการผลักดันครัวไทยสู่สากลและสร้างกองทัพเชฟคุณภาพเพื่อต่อยอดธุรกิจอาหารไทย
เมื่อพูดถึงอาหารไทย หนึ่งในเชฟที่นักชิมมักนึกถึงคือ เชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟมากความสามารถที่เจนจัดด้านอาหารไทยชนิดหาตัวจับยาก คร่ำหวอดอยู่ในวงการมานานกว่า 40 ปี และยังเป็นเชฟคนแรกๆ ที่นำอาหารไทยเข้าสู่การนำเสนอรูปแบบไฟน์ไดนิ่งกับร้าน Siam Wisdom (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) เมื่อปี 2012 ที่เสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สแบบอาหารยุโรปและเริ่มนำแนวคิดใช้วัตถุดิบในประเทศมาใช้ทั้งหมด และต่อมากับร้าน R-Haan ที่เปิดมานานแปดปีพร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมากมาย
นอกจากเป็นเจ้าของกิจการ เชฟชุมพลยังเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารไทย Thai Cuisine Academy และล่าสุดได้รับเกียรติจากรัฐบาลให้นั่งแท่นเป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ถือเป็นบทบาทและความท้าทายใหม่ที่เชฟชุมพลบอกกับ Tatler ว่ามีความสุขและภาคภูมิใจที่สุดที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลก
อ่านเพิ่มเติม: ชี้เป้าร้านสตรีทฟู้ดรสเด็ดที่นักชิมห้ามพลาด แนะนำโดยเชฟชุมพล แจ้งไพร

Above อาหารไทยต้นตำรับที่ R-Haan (ภาพ: R-Haan)

Above อาหารไทยต้นตำรับที่ R-Haan (ภาพ: R-Haan)
“กรุงเทพฯ ไม่น้อยหน้าใครเลยในเอเชียเรื่องอาหาร โดยเฉพาะสตรีทฟู้ดที่ผมว่าบ้านเราคือที่หนึ่งของโลก” เชฟชุมพลกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ร้าน R-Haan หลังจากได้รับรางวัล Legacy Award จากงานประกาศรางวัล Tatler Best of Asia 2024
“อาหารไทยเริ่มขยายไปต่างประเทศเมื่อราวห้าสิบปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เชฟอาหารไทยเรียนรู้ด้านการทำอาหารแบบครูพักลักจำ เพราะตอนนั้นอาชีพเชฟไม่ได้มีเกียรติและน่าดึงดูดใจแบบในปัจจุบัน แม้แต่ในไทยเอง เชฟอาหารไทยนี่ตอนนั้นได้เงินเดือนน้อยสุด ไม่เหมือนตอนนี้ที่เชฟอาหารไทยได้ขึ้นมาเป็นเชฟระดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมอาหาร เทียบเท่าเชฟอาหารประเภทอื่นๆ ซึ่งผมมองว่าถ้าเราสามารถพัฒนาบุคลากรด้านอาหารไทยให้มีทักษะและองค์ความรู้ที่แม่นยำ มีมาตรฐานเป็นสากล จะยิ่งช่วยสร้างเสริมแวดวงอาหาร ช่วยสร้างงาน และต่อยอดให้อาหารไทยได้รับความนิยมและน่าเชือถือขึ้นไปอีกในระดับโลก”

Above เชฟชุมพล แจ้งไพร
เชฟชุมพลยังให้เหตุผลที่ทำให้อาหารไทยเป็นที่นิยมถล่มทลายอย่างไม่มีทีท่าจะแผ่วด้วยว่า “ประเทศไทยโชคดีที่นักท่องเที่ยวที่มาบ้านเราส่วนใหญ่รักเมืองไทย รักคนไทย รักวัฒนธรรมของไทย และความรู้สึกนี้ยังส่งต่อมาถึงอาหารไทยด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวกล้าที่จะลอง พร้อมจะเปิดใจยอมรับ นอกจากนี้คาแร็กเตอร์ของอาหารไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญ อาหารไทยมีความหลากหลาย เพราะประเทศเราอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าวที่แท้จริง ทำให้เรามีวัตถุดิบและส่วนผสมมากมายให้เลือกใช้ แถมยังมีอาหารถิ่นของแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ อาหารรสชาติจัดจ้านและกลมกล่อมครบรส กินแล้วอิ่มสบายไม่หนักท้อง เสน่ห์อีกอย่างคือการใช้สมุนไพรในภูมิปัญญาอาหารไทยนั้นไม่เหมือนใคร ให้ทั้งกลิ่นของอาหารที่หอมเตะจมูกและสรรพคุณทางยามากมาย แบบนี้ใครได้ลองก็ต้องติดใจ"
อ่านเพิ่มเติม: รวมร้านเสิร์ฟ 'ต้มยำกุ้ง' รสเด็ดทั่วกรุงเทพฯ ที่เหล่านักชิมห้ามพลาด

Above อาหารไทยต้นตำรับที่ R-Haan (ภาพ: R-Haan)

Above อาหารไทยต้นตำรับที่ R-Haan (ภาพ: R-Haan)
“ส่วนหนึ่งที่ทำให้อาหารไทยของเราหลากหลายมาจากสังคมพหุวัฒนธรรมและอิทธิพลจากการค้ากับต่างประเทศในสมัยโบราณที่ทำให้มีการสร้างสรรค์เมนู ‘ไทย’ ใหม่ๆ ขึ้นจากเมนูอาหารต่างชาติให้เข้ากับรสนิยมคนไทย และขยายขอบข่ายการใช้วัตถุดิบ เครื่องเทศ และเครื่องปรุงออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมนูของชาวจีน เขมร อินเดีย เปอร์เซีย หรือพวกขนมหวานไทยๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส เรียกว่ามีความอินเตอร์อยู่ไม่น้อยทีเดียวเลยนะครับ” เชฟชุมพลกล่าว
“คนไทยเป็นชาติที่สร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดเมนูอาหารแบบเดียวไปได้หลายแบบ ดูอย่างก๋วยเตี๋ยวของจีนสิครับ มาถึงไทยไม่รู้มีกี่สิบแบบ ความง่ายๆ สบายๆ ตามแบบไทยยังทำให้อาหารไทยสนุกและพลิกแพลงได้ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปรุง เราไม่ซีเรียสเลยเวลาลูกค้าจะปรุงก๋วยเตี๋ยว เหยาะซอสในอาหาร หรือเอาอาหารที่เราทำไปจิ้มน้ำจิ้ม อาหารไทยจึงไม่มีคำว่าตายตัวเสียทีเดียว”
ล่าสุดกับบทบาทใหม่ เชฟชุมพลนำร่องโครงการ ‘หนึ่งหมู่บ้านหนึ่งเชฟอาหารไทย’ นำเสนอ 23 หลักสูตรเน้นการทำอาหาร อาหารชาววัง ขนม สตรีทฟู้ด เวลเนส รวมถึงทักษะการบริการและทำการตลาดสำหรับร้านอาหาร ให้แก่ผู้สนใจชาวไทยที่อยากทำอาหารเพื่อเป็นอาชีพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โรงเรียนสอนอาหารไทยอย่างเป็นทางการของประเทศ เปิดให้เรียนฟรีผ่านมหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐทั่วประเทศและคอร์สออนไลน์

Above เชฟชุมพล แจ้งไพร
“ประเทศเรามีอยู่ประมาณ 80,000 หมู่บ้าน ซึ่งถ้าเราสร้างเชฟที่มีความสามารถและทักษะที่ดีได้ ภายในสี่ปีเราจะมีแรงงานฝีมือเกือบแสนคนที่ส่วนหนึ่งจะออกไปทำงานในต่างประเทศ อีกส่วนจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยผ่านธุรกิจอาหาร ผมสามารถรับรองได้เลยว่าเราจะจัดหางานให้หลังการฝึกอย่างแน่นอน เรามีกลุ่มพันธมิตรที่เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ เราเตรียมพร้อมทุกด้านที่จะรองรับผลิตผลจากการฝึกฝนในครั้งนี้”
“ผมมองว่าต่อไปอาหารไทยจะไม่โตแบบร้านอาหารแล้ว คือไม่ได้โตในแง่การขยายตัวของจำนวนและคุณภาพมาตรฐานของร้านอาหารไทย แต่จะโตแบบ cuisine คือมีอาหารถิ่นที่เติบโตไปพร้อมกัน ต่อไปเวลาคนอยากกินไส้อั่วเขาจะไม่ไปร้านอาหารไทยทั่วไปแล้ว เขาจะไปร้านอาหารเหนือโดยเฉพาะ ไปกินแกงใต้ที่ร้านอาหารใต้โดยเฉพาะ และไม่ใช่ทุกร้านจะเสิร์ฟต้มยำกุ้ง เพราะแต่ละร้านจะมี cuisine ที่เขาเน้นเฉพาะอย่าง อีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบในประเทศที่มีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ที่มีให้เลือกใช้มากมาย เราพึ่งพาของนำเข้าน้อยลง ซึ่งสิ่งนี้จะยิ่งช่วยทำให้อาหารไทยเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต” เชฟชุมพลกล่าว
อ่านเพิ่มเติม:
ปักหมุดรูฟท็อปบาร์วิวดีที่นักดื่มห้ามพลาดในกรุงเทพฯ
Credits
ภาพ: Worapon Teerawatvijit





