Cover สามเจนเนอเรชันของครอบครัว Scheufele: Karl-Friedrich, Karl และ Karl-Fritz ในการสืบทอดแบรนด์ Chopard

Tatler มีโอกาสคุยกับ Karl-Fritz Scheufele ทายาทรุ่นที่สามของครอบครัว Scheufele และรุ่นที่ห้าของแบรนด์ ดำรงตำแหน่ง Business and Client strategy manager / Hospitality ventures Manager ของ Chopard ในขณะนี้

ด้วยวัยเพียง 28 ปี Karl-Fritz Scheufele ทายาทรุ่นที่สามของครอบครัว Scheufele และรุ่นที่ห้าของแบรนด์ ได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญในฐานะ Business and Client Strategy Manager ควบคู่ไปกับบทบาท Hospitality Ventures Manager ของ Chopard อย่างเต็มตัว ในโอกาสที่เขาเดินทางเยือนกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมนาฬิกาครั้งยิ่งใหญ่ Bangkok Watch Week 2025 ที่สยามพารากอน ร่วมกับพันธมิตรคนสำคัญอย่าง S.T. Diamond ทาง Tatler Thailand จึงได้มีโอกาสพิเศษในการพูดคุยเจาะลึกกับเขาถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษ L.U.C XPS Urushi "Naga" ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการทำงานร่วมกับศิลปินชาวไทย รวมถึงแนวคิดหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จอันยั่งยืนของ Chopard ทั้งเรื่องการผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ และบทเรียนสำคัญที่เขาได้เรียนรู้จากรุ่นก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาแห่งความอดทน

ก่อนอื่นเลยผมอยากให้คุณพูดถึงนาฬิกาคอลเล็กชั่นพิเศษ L.U.C XPS Urushi “Naga” ของ Chopard ที่ผลิตขึ้นเพียง 10 เรือนและมีการผสมผสานศิลปะไทย

คุณคงทราบดีเกี่ยวกับคอลเล็กชั่น Urushi ที่เราทำงานร่วมกับช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญด้านอุรุชิ (งานฝีมือเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่นำแล็กเกอร์ธรรมชาติมาเคลือบไม้) จากประเทศญี่ปุ่นมาหลายปี งานฝีมือนี้มีอายุยาวนานกว่า 7,000 ปี เริ่มจากการเก็บน้ำยางอุรุชิจากต้นไม้ จากนั้นนำมาเคลือบเป็นชั้นบางๆ บนหน้าปัด แล้วจึงโรยผงทองคำขนาดเล็กละเอียดลงไป

เราเคยสร้างสรรค์ธีมต่างๆ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอุริมาแล้วมากมาย ทั้งชุด 12 ปีนักษัตรจีน และธีมอื่นๆ และสำหรับคอลเล็กชั่นนี้ เราได้ร่วมมือกับ S.T. Diamonds และทีมงาน Chopard ของเอเชียซึ่งได้คัดเลือก วรัญญู สมบูรณ์ ศิลปินรุ่นใหม่ชาวไทยที่มีอายุเพียง 25 ปี มาช่วยวาดภาพพญานาค (Naga) อันงดงามนี้ขึ้นมา เราต้องการให้ผลงานออกมามีความ authentic สะท้อนถึงความเป็นท้องถิ่น และมีรากฐานที่ลึกซึ้ง เพราะเมื่อเราทำงานกับธีมเกี่ยวกับท้องถิ่น การทำงานร่วมกับผู้ที่เข้าใจคุณค่าท้องถิ่นดีที่สุดย่อมเป็นเรื่องสำคัญ เขาจึงเลือกธีมพญานาค ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและการปกป้องคุ้มครอง

Tatler Asia
Above นาฬิกาคอลเล็กชั่นพิเศษ L.U.C XPS Urushi “Naga” ของ Chopard ที่ร่วมงานกับศิลปินไทย

เรามาพูดถึงคอลเล็กชั่น Alpine Eagle ครับ ซึ่งสร้างความสำเร็จอย่างสูงให้กับ Chopard โดยมีรากฐานของมันมาจากรุ่น St. Moritz ที่โด่งดัง และเนื่องจากคุณพ่อของคุณ Karl-Friedrich Scheufele เป็นผู้ออกแบบรุ่นดั้งเดิม อะไรคือความท้าทายที่คุณต้องเผชิญในการนำงานออกแบบของคุณพ่อมาทำใหม่

ลองคิดดูครับว่าในตอนนั้นผมอายุเพียง 14-15 ปี ความรู้ในอุตสาหกรรมนาฬิกาของผมมีน้อยมาก ดังนั้นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการโน้มน้าวใจคุณพ่อ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมมาหลายสิบปี ว่าแนวคิดของผมที่มาจากประสบการณ์อันน้อยนิดนั้นถูกต้อง มันคือการทำงานโดยที่ไม่มีประสบการณ์และข้อมูลมากนัก แต่ใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมในการเปิดตัวนาฬิกาสปอร์ตพร้อมสายแบบอินทิเกรตอีกครั้ง เพราะผมได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดและสิ่งที่คนรอบตัวผมสวมใส่ ผมรู้สึกว่าเราขาดคอลเล็กชั่นนี้ไปในหมวดนาฬิกาผู้ชายของ Chopard เพราะเรามี Mille Miglia ที่มีระดับราคาหนึ่ง และข้ามไปถึง L.U.C. ซึ่งมีราคาสูงกว่ามาก แต่ในช่วงกลางระหว่างนั้น เราไม่มีนาฬิกาที่ดูสปอร์ต ออกแบบอย่างประณีต และใช้กลไก in-house เลย นั่นคือข้อโต้แย้งของผม ซึ่งในตอนแรกคุณพ่อก็ยังไม่ค่อยเชื่อนัก ท้ายที่สุดแล้วคุณปู่ (Karl Scheufele) คือคนที่ผมสามารถโน้มน้าวได้ และท่านก็เป็นคนแนะนำผมให้รู้จักกับบุคคลที่เหมาะสมในการดูแลโปรเจ็กต์นี้ด้วย

เมื่อสักครู่คุณพูดถึงรุ่น Mille Miglia แบรนด์ Chopard มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับรายการแข่งขันรถยนต์เก่าแก่ในอิตาลีมานานถึง 30 ปี ความสัมพันธ์อันยาวนานนี้มีความสำคัญอย่างไร และส่งผลต่อ Chopard อย่างไรบ้าง

งานอย่าง Mille Miglia นั้นเป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง ไม่ได้มีงานใหญ่ขนาดนี้ที่ผู้คนตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากนัก ผมได้ขับรถในงานนี้ร่วมกับคุณพ่อในปีนี้ และเมื่อคุณขับผ่านหมู่บ้านต่างๆ ในอิตาลี ทุกคนจะนั่งอยู่ข้างนอก โบกมือทักทายรถแต่ละคัน เฉลิมฉลองให้กับงานฝีมือในการสร้างรถยนต์สมัยก่อน มันเป็นงานแห่งวัฒนธรรมที่พิเศษมาก คุณสัมผัสได้ถึงความหลงใหลอันบริสุทธิ์ ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่คุณจะรู้สึกได้เมื่ออยู่ที่นั่น หรือดียิ่งกว่าเมื่อได้ขับรถคลาสสิกเหล่านั้น มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และความร่วมมือนี้ก็เข้ากันได้ดีกับโลกของนาฬิกา เพราะชุมชนคนรักรถและคนรักนาฬิกานั้นมีสิ่งที่เหมือนกันมาก ผู้คนจำนวนมากที่คุณพบในงานที่ขับรถยนต์ล้วนสวมนาฬิกาดีๆ ทั้งนั้น ดังนั้นสำหรับเรา มันเป็นการร่วมมือที่ดูเป็นธรรมชาติมาก ที่สำคัญ คุณปู่ คุณพ่อ และตัวผมเองก็หลงใหลในรถยนต์วินเทจ มันเลยเป็นเหมือนรางวัลสำหรับเรา ที่ได้ไปเข้าร่วมงาน Mille Miglia ทุกปีครับ

Tatler Asia
Above Karl-Fritz Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Business and Client Strategy Manager ควบคู่ไปกับบทบาท Hospitality Ventures Manager ของ Chopard

ในฐานะที่คุณเป็นผู้บริหารรุ่นที่ห้าของตระกูล Scheufele คุณมีการรักษาสมดุลระหว่างประวัติศาสตร์และประเพณีเก่าแก่ให้คงอยู่ กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่และนวัตกรรมได้อย่างไร

คงต้องใช้เวลาสองชั่วโมงในการตอบคำถามนี้! (หัวเราะ) งั้นผมขอตอบแบบง่ายๆ ละกันนะครับ ผมคิดว่าคำถามนี้เป็นรากฐานของการดำเนินธุรกิจอย่าง Chopard เลยทีเดียว การสร้างสมดุลระหว่าง มรดกทางประเพณี งานฝีมือ และความเก่าแก่ที่เราต้องอนุรักษ์และส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ กับการปรับตัวให้เข้ากับโลกปัจจุบัน ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเทคนิค ผมว่ามันเหมือนกับการฝึกทรงตัวบนเส้นลวดในละครสัตว์ คุณต้องระวังไม่ให้เอนเอียงไปสู่ความทันสมัยและนวัตกรรมมากเกินไป จนละเลยมรดกและรากเหง้าของแบรนด์ แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ไม่สามารถจมอยู่กับอดีตและได้แต่นำนาฬิกาเรือนเก่าๆ กลับมาทำซ้ำเพราะผู้คนจะเบื่อหน่ายในที่สุด

ผมคิดว่าการเป็นบริษัทครอบครัว มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ได้มาก เพราะเรามีหลายเจเนอเรชั่นที่ทำงานในธุรกิจไปพร้อมๆ กัน คุณปู่คุณย่าของผมยังคงเข้าออฟฟิศเป็นประจำอยู่เลย เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพวกเขา และพวกท่านก็นำความรู้จากในอดีตมาแบ่งปันพวกเรา แล้วก็ยังมีคุณพ่อของผม ซึ่งมีความหลงใหลและมีความรู้ลึกซึ้งในงานฝีมือด้านนาฬิกา ท่านพยายามผลักดันให้บริษัทของเราทำงานฝีมือทุกอย่างในโรงงานของเราเอง (in-house) รวมถึงงานละเอียดลอออย่าง Métiers d'Art ส่วนตัวผม พี่สาว และน้องสาว พวกเราเป็นตัวแทนของด้านที่ต้องทำความเข้าใจเทรนด์ใหม่ มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย สิ่งที่ gen Z กำลังมองหา และสิ่งที่คนรุ่นใหม่สนใจ ผมคิดว่าการผสมผสานมุมมองที่แตกต่างกันจากสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนนี่แหละ ช่วยให้เรามีสมดุลที่ดีระหว่างมรดกและนวัตกรรม

Tatler Asia
Above สามเจนเนอเรชันของครอบครัว Scheufele: Karl-Friedrich, Karl และ Karl-Fritz ในการสืบทอดแบรนด์ Chopard

อะไรคือบทเรียนที่มีค่าที่สุด ที่คุณได้เรียนรู้จากคุณพ่อและคุณปู่เกี่ยวกับการเป็นผู้บริหารและการทำงานในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยคือผมต้องหัดฝึกความอดทน ตอนที่เราทำโครงการ Alpine Eagle ผมต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ผมอยากเปิดตัวนาฬิกาให้เร็วที่สุด ต้องการให้มีผลิตภัณฑ์ที่เสร็จสมบูรณ์โดยเร็ว แต่ทั้งสองท่านบอกว่า “อย่ารีบ” ค่อยๆ ใช้เวลาเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ถ้าจำเป็นต้องทำต้นแบบใหม่อีกครั้ง เราก็ต้องทำ เราใช้เวลาเพื่อให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่ควรจะเป็น จงอดทน อย่าเร่งรีบ และตรวจสอบให้มั่นใจว่าคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน เพราะเมื่อนาฬิกาถูกปล่อยออกไปแล้ว มันจะไม่มีทางย้อนกลับได้

นี่น่าจะเป็นหนึ่งในความจริงอันโหดร้าย แรกๆ ที่ผมได้เรียนรู้และสิ่งที่เชื่อมโยงกับเรื่องนี้คือ คุณต้องเข้าใจในงานฝีมือและเข้าใจถึงขีดจำกัดของงานฝีมือ บางอย่างคุณอาจจะทำไม่ได้หรือทำได้ แต่คุณต้องแน่ใจว่ามี เวลาเพียงพอในการทำมัน เพราะเทคนิคบางอย่างนั้นยากมาก เราไม่สามารถสอนใครให้เชี่ยวชาญได้ภายในหนึ่งหรือสองปี มันต้องใช้เวลามากกว่านั้นในการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ คุณลองจินตนาการดูสิว่างานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากๆ คุณไม่สามารถผลิตนาฬิกาได้จำนวนมาก การทำความเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนแรกๆ ที่ผมได้เรียนรู้ และจากการใช้เวลาร่วมกับทีมงาน ช่างนาฬิกา ช่างฝีมือ ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก

ในช่วงเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการรับฟัง เต็มไปด้วยคำถามมากมาย แม้ว่าบางคำถามอาจจะดูแปลกๆ แต่คุณก็ได้เรียนรู้ และผมคิดว่าผมยังอยู่ในช่วงของการอยากจะเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

Tatler Asia
Above ครอบครัว Scheufele กับการสร้างสรรค์เรือนเวลา Chopard จากรุ่นสู่รุ่น

ในมุมมองของคุณ เทรนด์ที่น่าสนใจที่สุดในแวดวงนาฬิกาตอนนี้คืออะไร และคุณคาดว่าจะได้เห็นอะไรในปีหน้า

อาจจะต้องใช้ลูกแก้ววิเศษทำนายนะครับ (หัวเราะ) ผมคิดว่าน่าจะมีการหวนคืนสู่งานฝีมือที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง นั่นหมายถึงเทคนิคบางอย่างที่เก่าแก่หรือถูกลืมไปแล้ว คุณสามารถเห็นได้จากพวกนาฬิกาแบรนด์อิสระ ซึ่งผมเป็นแฟนตัวยง มีการหันกลับไปสู่การตกแต่งกลไกอย่างเต็มรูปแบบ การใช้หน้าปัดที่ทำด้วยมือล้วนๆ และแนวคิดในการยกระดับนาฬิกาไปสู่ขีดสุดของงานฝีมือ เพราะทุกวันนี้คนรุ่นใหม่มีความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาเป็นอย่างมาก พวกเขาค้นหาข้อมูลและต้องการคุณค่าสำหรับสิ่งที่พวกเขาจ่ายไป ดังนั้นถ้าพวกเขายอมจ่ายเงินซื้อนาฬิกาแพงๆ พวกเขาก็ต้องการความแน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับงานฝีมือที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และผมคิดว่านี่คือเทรนด์ที่ได้รับความนิยมและจะยิ่งมีมากขึ้นในปีต่อๆ ไป

ทุกวันนี้คุณเห็นช่างนาฬิกาฝีมือดีๆ จากญี่ปุ่น จากจีน ดังนั้นแบรนด์นาฬิกาสวิสหลายแบรนด์จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับงานฝีมือเป็นหลักอีกครั้ง ให้ความสำคัญกับการผลิตกลไก การพัฒนาคาลิเบอร์ใหม่ และนวัตกรรมในคาลิเบอร์เหล่านั้น นำการผลิตนาฬิกากลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้าปัด เปลี่ยนวัสดุ หรือทำนาฬิกาซีรีส์ใหม่ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่า นาฬิกาของฉันได้นำเสนออะไรใหม่ๆ แตกต่าง น่าสนใจ และน่าตื่นเต้นสำหรับนักสะสมนาฬิกาแล้วหรือยัง มันอาจไม่ใช่แนวโน้มที่ยิ่งใหญ่มากนักหากมองแบบผิวเผิน แต่เป็นการกลับไปให้ความสำคัญกับคุณค่าพื้นฐานของการผลิตนาฬิกาครับ

Topics

Natthawut Saengchuwong
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia

ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Tatler Thailand และ Tatler GMT ประจำอยู่ในกรุงเทพฯ เขาเคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร GQ Thailand มาก่อน นอกเวลาการทำงานบริหาร เขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับการสะสมและฟังแผ่นเสียง การตกแต่งบ้านและการดูแลสวนอันเงียบสงบของเขา