Graff Butterfly
Cover Graff ได้สร้างภาพจำให้กับผีเสื้อด้วยการนำเสนอในรูปแบบของอัญมณีที่สวยงามไร้ที่ติ และยังมีอีกหลายแบรนด์ที่สร้างสรรค์เครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ (ภาพ: Instagram / @Graff)
Graff Butterfly

จาก "Love" อันเป็นนิรันดร์ของ Cartier ไปจนถึง "Serpenti" ที่พลิ้วไหวของ Bulgari เครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความแวววาว แต่เป็นจิตวิญญาณของแบรนด์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา

บางดีไซน์ก้าวข้ามกระแสแฟชั่น กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนจดจำได้ในทันที และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลก เครื่องประดับซิกเนเจอร์เหล่านี้ไม่ได้งดงามเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการแสดงออกอย่างทรงพลังถึงอัตลักษณ์ มรดก และงานฝีมืออันประณีต ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเกลียว ล็อก หรือใบโคลเวอร์ แต่ละชิ้นงานนั้นล้วนบอกเล่าเรื่องราวและมรดกที่ส่องประกายข้ามยุคสมัย

ร่วมสำรวจผลงานซิกเนเจอร์ที่สร้างตำนานให้กับแบรนด์จิวเวลรี่ระดับไอคอน ชิ้นงานที่เป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งสไตล์ การสดุดีต่อผู้รังสรรค์ และเครื่องรางแทนใจของผู้สวมใส่

อ่านเพิ่มเติม: 10 สุดยอดสร้อยคอเพชรจากทั่วโลก อันเป็นที่สุดแห่งความปรารถนา

1. Love Bracelet จาก Cartier

ออกแบบครั้งแรกในปี 1969 โดย Aldo Cipullo กำไล Love Bracelet ของคาร์เทียร์เป็นสัญลักษณ์ของทั้งความรักและการแหกกรอบ ด้วยกลไกไขสกรูและปรัชญาที่ให้สวมใส่ติดตัวตลอดเวลา กำไลนี้ได้สร้างยุคใหม่ของเครื่องประดับที่สื่อถึงความใกล้ชิด ความทันสมัยแบบอุตสาหกรรม และความหรูหราอย่างเหนือชั้น คนดังตั้งแต่ Elizabeth Taylor ไปจนถึง Meghan Markle ต่างเคยสวมใส่กำไลชิ้นนี้ ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่โดดเด่นที่สุดของ Cartier 

2. Serpenti จาก Bvlgari

พลิ้วไหว งดงามดุจประติมากรรม และเปี่ยมด้วยสัญลักษณ์ "Serpenti" ของ Bvlgari ได้เลื้อยเข้าไปอยู่ในทำเนียบเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์หรู นับตั้งแต่ทศวรรษ 1940 รูปทรงที่คดเคี้ยวนี้ได้โอบล้อมข้อมือและลำคอของเหล่านางเอกภาพยนตร์และไอคอนแห่งสไตล์ สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง ความเป็นนิรันดร์ และความกล้าหาญแบบฉบับอิตาเลียน สร้างสรรค์ด้วยเกล็ดลงยาหรือฝังเพชรแบบพาเว่ Serpenti ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่สะกดทุกสายตาของแบรนด์ตลอดมา

3. Alhambra จาก Van Cleef & Arpels

เปิดตัวครั้งแรกในปี 1968 ลวดลายใบโคลเวอร์สี่แฉกจากคอลเล็กชั่น Alhambra ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำแบรนด์ Van Cleef & Arpels อย่างแท้จริง และเคยเป็นเครื่องประดับของเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก ผลงานซิกเนเจอร์ชิ้นนี้สื่อถึงความโชคดี ความรัก และความงามที่ดูเรียบง่ายแต่สง่างาม ไม่ว่าจะถูกตีความผ่านมุกเปลือกหอยสีขาว โอนิกซ์สีดำ หรือมาลาไคต์สีเขียว Alhambra ก็ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานจิวเวลรีที่ไร้กาลเวลาและเป็นที่จดจำมากที่สุดของโลกแบรนด์หรู

4. Open Heart และ T Collections จาก Tiffany & Co.

ตั้งแต่ "Open Heart" ที่งดงามราวประติมากรรมของ Elsa Peretti ไปจนถึงเส้นสายเชิงสถาปัตยกรรมของ "T Collection" จาก Tiffany & Co. มีเครื่องประดับที่เป็นไอคอนอยู่มากมาย ดีไซน์เหล่านี้สะท้อนจิตวิญญาณของนิวยอร์กซึ่งเป็นบ้านของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน คือความกล้าหาญ เรียบง่าย และสวมใส่ได้ในทุกโอกาส

ในบรรดาเครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์หรูทั้งหลาย เครื่องประดับของ Tiffany & Co. นั้นโดดเด่นด้วยการผสมผสานความอ่อนหวานเข้ากับความแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว

5. Camélia และ Coco Crush จาก Chanel

ดอกคามิลเลียซึ่งเป็นดอกไม้สุดโปรดของ Coco Chanel ได้รับการรังสรรค์ให้เป็นอมตะในเครื่องประดับชั้นสูงของ Chanel ในรูปแบบของดอกไม้ที่บอบบางและงดงามราวกับอยู่ในฝัน

ขณะเดียวกัน คอลเล็กชั่น "Coco Crush" ที่มีลวดลายข้าวหลามตัด ได้นำมรดกโอต์กูตูร์ของแบรนด์มาถ่ายทอดลงบนทองคำและเพชรคอลเล็กชั่นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของแบรนด์ในการหลอมรวมแฟชั่นและงานฝีมือชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นเครื่องประดับระดับพรีเมียมอันเป็นเอกลักษณ์ที่แท้จริง

6. Collier de Chien จาก Hermès

สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในทศวรรษ 1920 ในฐานะปลอกคอสุนัขหนังสุดเก๋สำหรับสุนัขพันธุ์เฟรนช์บูลด็อกได้พัฒนามาเป็น Collier de Chien กำไลข้อมือประดับโลหะที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันแสนขบถที่สุดของแบรนด์ แม้จะดูขัดแย้ง แต่ก็ให้ความรู้สึกที่หรูหราแบบพังก์อันตราย กำไลชิ้นนี้ถูกพบเห็นบนข้อมือของคนดังตั้งแต่ Madonna ไปจนถึงบรรณาธิการแฟชั่นยุคใหม่ เครื่องประดับนี้อาจไม่ได้สะท้อนความเป็น Hermès ออกมาดังเท่ากับกระเป๋า Birkin แต่ก็ส่งเสียงที่หนักแน่นอย่างเพียงพอ

7. Butterfly และ Icon collections จาก Graff

ลวดลายผีเสื้อของ Graff ที่รังสรรค์ขึ้นจากเพชรอันเจิดจรัส เป็นตัวแทนของความหลงใหลในความสมมาตรและแสงสว่างของแบรนด์ ขณะเดียวกัน คอลเล็กชั่น "Icon" ก็จัดแสดงอัญมณีที่โดดเด่นในตัวเรือนที่เรียบง่าย ปล่อยให้ความงามของอัญมณีเปล่งประกายด้วยตัวเอง และสำหรับแบรนด์ที่โด่งดังจากเพชรขนาดมหึมาที่ทำลายสถิติ ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้กลับดูเรียบง่ายอย่างน่าประหลาดใจ ทว่าน่าจดจำอย่างที่สุด

8. Possession จาก Piaget

ด้วยวงแหวนที่หมุนได้และกลไกที่สนุกสนาน Possession คอลเล็กชั่นของ Piaget เชื้อชวนให้ผู้สวมใส่มีส่วนร่วม ไลน์เครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์นี้สะท้อนปรัชญาของแบรนด์ที่เน้นการเคลื่อนไหว ความสุข และความหรูหราแบบสุขุมนุ่มลึก เป็นการพลิกโฉมเรื่องราวของเครื่องประดับหรูคลาสสิกด้วยความรู้สึกที่จับต้องได้และเปี่ยมด้วยความรื่นรมย์

อ่านเพิ่มเติม: การเพาะเลี้ยงไข่มุกอย่างยั่งยืนกำลังพลิกฟื้นมหาสมุทร และเปลี่ยนแปลงชีวิตชุมชนชายฝั่งอย่างเงียบงาม

9. แหวน Joséphine Tiara จาก Chaumet

แบรนด์ Chaumet เริ่มต้นจากการทำเครื่องประดับเทียร่าให้แก่ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยนโปเลียน แต่คอลเล็กชั่น "Joséphine" ได้ย่อทอนความยิ่งใหญ่เหล่านั้นลงอย่างชาญฉลาด ให้กลายเป็นแหวนและจี้ที่สามารถสวมใส่ไปงานเลี้ยงอาหารค่ำได้โดยไม่ต้องสวมมงกุฎ

ชื่อที่ตั้งตามจักรพรรดินีของนโปเลียน เครื่องประดับเหล่านี้สะท้อนรูปทรงของเทียร่าได้อย่างชัดเจน ด้วยเพชรรูปทรงหยดน้ำที่วางตัวอยู่บนยอดคล้ายมงกุฎขนาดเล็ก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องประดับชั้นสูง นี่คือการย้ำเตือนของ Chaumet ที่ไม่ได้เงียบงันว่า มรดกบางอย่างนั้นสวมใส่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้

10. Happy Diamonds จาก Chopard

เมื่อ Chopard เปิดตัวคอลเล็กชั่น Happy Diamonds ในปี 1976 แนวคิดที่ปล่อยให้เพชรเคลื่อนไหวอย่างอิสระอยู่หลังกระจกแซฟไฟร์นั้นถือเป็นเรื่องที่แหวกแนวอย่างมาก แต่เพชรเม็ดเล็กๆ ที่หมุนวนเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ความขี้เล่น หากยังเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่ง

คอลเล็กชั่น Happy Diamonds ที่ทั้งสง่างามและเต็มไปด้วยจินตนาการ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรื่นรมย์ในศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นเครื่องประดับหลักของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวคือแก่นแท้ของความสุข และความหรูหราที่กล้าที่จะเต้นรำ? นั่นคือความอมตะอย่างแท้จริง

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย