Cover การเปิดตัวหน้าปัด Lake Suwa ในโทนสีดำเป็นครั้งแรกผ่านรุ่น Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A. SLGB007 ถ่ายทอดภาพผิวน้ำที่ส่องประกายเร้นลับใต้แสงจันทร์ยามเที่ยงคืน (Photo: Grand Seiko)

การยกระดับครั้งสำคัญของ Grand Seiko ผ่าน 9 ผลงานเรือธงโฉมใหม่ ที่ถ่ายทอดความสง่างามของธรรมชาติ สู่การผสานนวัตกรรมโลหะ Ever-Brilliant Steel และสองสุดยอดกลไกแห่งยุคได้อย่างไร้ที่ติ

ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ชัดเจนที่สุดในการปรับโฉมครั้งนี้คือการอัปเกรดวัสดุและการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ จากเรือนเวลาทั้ง 9 รุ่นใหม่ มีถึง 7 รุ่นที่รังสรรค์ขึ้นจาก Ever-Brilliant Steel ซึ่งเป็นสเตนเลสสตีลอัลลอยชนิดพิเศษที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อนระดับสูงและโดดเด่นด้วยประกายสีสว่างแวววาว วัสดุนี้ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภท ‘super stainless steel’ ในอุตสาหกรรมเหล็ก ด้วยค่ามาตรฐานความทนทานต่อการกัดกร่อน (PREN) ที่มากกว่า 40 ในขณะที่อีก 2 รุ่น ได้แก่ SLGB007 และ SLGH029 ถูกรังสรรค์ขึ้นจาก High-Intensity Titanium วัสดุไทเทเนียมชนิดพิเศษที่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลทั่วไปถึงราว 30% ทั้งยังทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม มอบความเงางามและทนทานเหนือระดับ

Tatler Asia
SLGB007
Above Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A. SLGB007 ได้รับการรังสรรค์ขึ้นจาก High-Intensity Titanium วัสดุไทเทเนียมชนิดพิเศษที่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลทั่วไปถึงราว 30% ทั้งยังทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม (Photo: Grand Seiko)
SLGB007

The Pinnacle of Precision 

สำหรับเรือนเวลาทั้ง 5 รุ่นในกลุ่ม Spring Drive ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยสุดยอดนวัตกรรมกลไก Caliber 9RB2 แบบขึ้นลานอัตโนมัติ กลไกทรงประสิทธิภาพที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 มอบความเที่ยงตรงระดับพิเศษ "U.F.A." (Ultra Fine Accuracy) ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี (หรือ ±3 วินาทีต่อเดือน) ทำให้เป็นกลไกนาฬิกาข้อมือขับเคลื่อนด้วยเมนสปริงที่แม่นยำที่สุดในปัจจุบัน พร้อมมอบกำลังสำรองพลังงานยาวนาน 72 ชั่วโมง และมีทับทิมกันสึก 34 เม็ด ความลับของความแม่นยำนี้อยู่ที่การนำคริสตัลออสซิลเลเตอร์และ IC ไปซีลสุญญากาศ เพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิ ความชื้น ไฟฟ้าสถิต และแสง ควบคู่ไปกับกระบวนการปรับความเสถียรเฉพาะ (aging process) และการบันทึกข้อมูลความถี่ในหลายระดับอุณหภูมิลงใน IC พลังงานต่ำเพื่อชดเชยอุณหภูมิอย่างแม่นยำ กลไกนี้ยังมาพร้อมสวิตช์ปรับแต่งที่ช่างสามารถใช้งานได้ระหว่างการบริการหลังการขายเพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนจากการใช้งานระยะยาว

Tatler Asia
Above ตัวล็อกสาย Ever-Brilliant Steel ที่มาพร้อมระบบ Micro-Adjustment แบบ 3 ระดับ สามารถปรับขนาดสายได้อย่างละเอียดครั้งละ 2 มม.โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือใดๆ (Photo: Grand Seiko)
Tatler Asia
Caliber 9RB2
Above Spring Drive ทั้ง 5 รุ่น ขับเคลื่อนกลไก Caliber 9RB2 แบบขึ้นลานอัตโนมัติที่มอบความเที่ยงตรงระดับพิเศษ "U.F.A." (Ultra Fine Accuracy) ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี (Photo: Grand Seiko)
Caliber 9RB2

Ergonomic Perfection

เพื่อให้การสวมใส่เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ นาฬิกา 8 รุ่นถูกออกแบบมาในขนาดตัวเรือนเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. (หนา 11.7 มม.) โดยมีเพียงรุ่นเดียวคือ SLGB015 ที่มาในขนาดตัวเรือน 37 มม. (หนา 11.4 มม.) ทุกรุ่นยังได้รับการปรับดีไซน์สายให้ดูเรียวลงกว่ารุ่นก่อนหน้า และไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งตัวล็อกสายที่มาพร้อมระบบ Micro-Adjustment แบบ 3 ระดับ ฟังก์ชันร่วมสมัยนี้ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับขนาดสายได้อย่างละเอียดครั้งละ 2 มม.โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือใดๆ เพื่อเพิ่มความสบายในการสวมใส่และกระชับข้อมือได้ดียิ่งขึ้น

Tatler Asia
Above Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A. SLGB009 ที่มีหน้าปัดสะท้อนความงามของป่าต้นไวท์เบิร์ชใกล้ Grand Seiko Studio Shizukuishi ศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาของ Grand Seiko (Photo: Grand Seiko)
Tatler Asia
Above Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A. SLGB011 ถ่ายทอดการเคลื่อนผ่านของเวลาในหุบเขา Atera Valley สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดนากาโนะ (Photo: Grand Seiko)

Whispers of Nature

ในด้านความงาม หน้าปัดของซีรีส์ Spring Drive ได้รับแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ธรรมชาติรอบๆ Shinshu Watch Studio ในเมืองชิโอจิริ โดดเด่นด้วยหน้าปัดลาย ‘Lake Suwa’ สีฟ้าน้ำเงินที่สะท้อนประกายแสงอาทิตย์ยามเช้าบนผืนน้ำ ซึ่งผ่านการตีความใหม่โดยใช้โทนสีที่อ่อนลง มีให้เลือกทั้งรุ่นขนาด 40 มม. (SLGB013) และ 37 มม. (SLGB015) นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวหน้าปัด Lake Suwa ในโทนสีดำเป็นครั้งแรกผ่านรุ่น SLGB007 (ตัวเรือน High-Intensity Titanium) ถ่ายทอดภาพผิวน้ำที่ส่องประกายเร้นลับใต้แสงจันทร์ยามเที่ยงคืน อีกสองรุ่นที่ได้รับการนำกลับมาคือรุ่น SLGB009 ที่มีหน้าปัดสะท้อนความงามของป่าต้นไวท์เบิร์ชใกล้ Grand Seiko Studio Shizukuishi ศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาของ Grand Seiko และรุ่น SLGB011 ที่ถ่ายทอดการเคลื่อนผ่านของเวลาในหุบเขา Atera Valley สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดนากาโนะ

Tatler Asia
SLGB015
Above Grand Seiko Evolution 9 Collection Spring Drive U.F.A. SLGB015 รุ่นขนาด 37 มม. (Photo: Grand Seiko)
Tatler Asia
Caliber 9SA5
Above กลไกเรือธง Caliber 9SA5 แบบขึ้นลานอัตโนมัติ นวัตกรรมนี้โดดเด่นด้วยการทำงานที่ความถี่สูง 36,000 รอบต่อชั่วโมง (5 Hz) แต่มอบพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง (Photo: Grand Seiko)
SLGB015
Caliber 9SA5

The Heart of Shizukuishi 

อีกฟากฝั่งของความเชี่ยวชาญคือนาฬิกากลไกทั้ง 4 รุ่น ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกเรือธง Caliber 9SA5 แบบขึ้นลานอัตโนมัติ นวัตกรรมนี้โดดเด่นด้วยการทำงานที่ความถี่สูง 36,000 รอบต่อชั่วโมง (5 Hz) แต่มอบพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ผ่านการใช้ระบบ Dual Impulse Escapement และบาร์เรลคู่ที่บรรจุเมนสปริงสองเส้น มีอัตราความเที่ยงตรงเฉลี่ยที่ +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน และประกอบด้วยทับทิมกันสึก 47 เม็ด การจัดวางชุดเฟืองในแนวนอนที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะยังช่วยให้กลไกมีความบางเป็นพิเศษ เมื่อมองผ่านฝาหลังโปร่งใส จะพบกับสะพานจักรที่สลักเสลาด้วยเส้นโค้งอันอ่อนช้อย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของภูเขา Iwate และแม่น้ำ Shizukuishi ที่ไหลผ่านสตูดิโออันเป็นสถานที่รังสรรค์กลไกนี้

Tatler Asia
Above รุ่นหน้าปัดสีเขียวโทนเย็นตา Grand Seiko Hi-Beat 36000 Self-winding 80 Hours SLGH033 ถ่ายทอดความมีชีวิตชีวาของต้นเบิร์ชท่ามกลางแดดฤดูร้อน (Photo: Grand Seiko)
Tatler Asia
Above Grand Seiko Hi-Beat 36000 Self-winding 80 Hours SLGH029ตัวเรือน High-Intensity Titanium บอกเล่าบรรยากาศของผืนป่ายามค่ำคืน (Photo: Grand Seiko)

Echoes of the Forest

ดีไซน์หน้าปัดในซีรีส์ Hi-Beat ชูโรงด้วยลวดลาย ‘White Birch’ อันโด่งดัง ซึ่งถ่ายทอดความสดชื่น ปลอดโปร่ง และพลังชีวิตของป่าต้นไวท์เบิร์ชที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ณ จังหวัดอิวาเตะ นำทัพด้วยรุ่นหน้าปัดสีขาวสว่างไสวที่ยังคงลวดลายดั้งเดิมไว้ (SLGH031) และรุ่นหน้าปัดสีเขียวโทนเย็นตาที่ดึงเอาความมีชีวิตชีวาของต้นเบิร์ชท่ามกลางแดดฤดูร้อนมาถ่ายทอด (SLGH033) ส่วนผู้ที่หลงใหลในความสงบเงียบ รุ่นหน้าปัดสีดำ (SLGH029 ตัวเรือน High-Intensity Titanium) ก็สามารถบอกเล่าบรรยากาศของผืนป่ายามค่ำคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไฮไลต์กลไกอีกหนึ่งรุ่นคือหน้าปัด ‘Genbi Valley’ (SLGH035) ในโทนสีฟ้าอ่อน ที่สะท้อนรูปทรงหินผาขรุขระและความใสกระจ่างของสายน้ำแม่น้ำ Iwai ในฤดูร้อน 

Tatler Asia
SLGH035
Above รุ่นหน้าปัด ‘Genbi Valley’ ของ Grand Seiko Hi-Beat 36000 Self-winding 80 Hours SLGH035 ในโทนสีฟ้าอ่อน สะท้อนรูปทรงหินผาขรุขระและความใสของสายน้ำแม่น้ำ Iwai ในฤดูร้อน (Photo: Grand Seiko)
Tatler Asia
Caliber 9SA5 caseback
Above ฝาหลังโปร่งใสเผยให้เห็นกลไก Caliber 9SA5 ที่มีสะพานจักรสลักเสลาด้วยเส้นโค้งอันอ่อนช้อย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของภูเขา Iwate และแม่น้ำ Shizukuishi (Photo: Grand Seiko)
SLGH035
Caliber 9SA5 caseback

เรือนเวลาในคอลเล็กชั่นใหม่ทั้ง 9 รุ่น มาพร้อมกระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบป้องกันแสงสะท้อนด้านใน ฝาหลังแบบโปร่งใส เม็ดมะยมแบบขันเกลียว รวมถึงประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 10 บาร์ และการต้านทานแม่เหล็กระดับ 4,800 A/m

Evolution 9 โฉมใหม่คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการผสานวิศวกรรมขั้นสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์จากธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Grand Seiko Style ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นาฬิกาทุกรุ่นพร้อมให้เหล่านักสะสมได้สัมผัสที่ Grand Seiko Boutique และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลก