Bvlgari นำไทเทเนียมมาสำรวจในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือครั้งแรกกับ Vianney Halter งานทดลองด้วยเทคนิค laser engraving และการตีความ Bvlgari Aluminium ใหม่ในเรือนเวลา Bvlgari Titanio
BVLGARI เดินทางสู่ Geneva Watch Days 2026 ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน พร้อมนำ “ไทเทเนียม” กลับมาเป็นหัวใจของการเปิดตัวเรือนเวลาครั้งสำคัญ โดยวัสดุชนิดนี้ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะคุณสมบัติด้านความเบาและความแข็งแกร่ง แต่เป็นหนึ่งในภาษาการออกแบบที่เมซงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2014 สำหรับปีนี้ BVLGARI ขยายขอบเขตของไทเทเนียมออกไปในหลายทิศทาง ตั้งแต่ความร่วมมือครั้งแรกของ Octo Finissimo กับ Vianney Halter การทดลองด้านภาพและพื้นผิวด้วยเทคนิคเลเซอร์ใน Octo Finissimo Dazzle ไปจนถึงการนำไทเทเนียม Grade 5 มาตีความคาแร็กเตอร์สปอร์ตของ Bvlgari Aluminium ใหม่ผ่าน Bvlgari Titanio GMT และ Bvlgari Titanio Chronograph สะท้อนให้เห็นว่าวัสดุเดียวกันสามารถทำหน้าที่ได้ทั้งในเชิงกลไก งานออกแบบ และศิลปะได้แตกต่างกันอย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม: พันธภาพแห่งความเป็นเลิศ: กว่าครึ่งศตวรรษแห่งความผูกพันระหว่าง Rolex และ Wimbledon
เริ่มต้นด้วย Octo Finissimo Dual Time x Vianney Halter ความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง BVLGARI และ Vianney Halter ช่างนาฬิกาอิสระผู้มีภาษาการออกแบบที่ผสมโลกของจักรกล การบิน และจินตนาการแบบไซไฟเข้าด้วยกัน และยังถือเป็นครั้งแรกของ Octo Finissimo ที่เปิดพื้นที่ให้ช่างนาฬิกาอิสระนำกลไกของคอลเล็กชั่นมาเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์ผลงานของตนเอง ตัวเรือนขนาด 40.5 มม. ยังคงโครงสร้างเชิงเรขาคณิตของ Octo Finissimo แต่ถูกเติมคาแร็กเตอร์ของ Halter ผ่านหน้าปัดย่อยโอปอลีนสีขาว 4 หน้าปัด เข็มสีน้ำเงิน เข็มวินาทีทรงลูกศรสีแดง และโรเตอร์สลักลายเซ็น โดยกลไกได้รับการพัฒนาโมดูลพิเศษเพื่อเพิ่มฟังก์ชั่น GMT การแสดงวันที่ และ Day/Night ขณะที่ตัวเรือนยังคงบางเพียง 9.70 มม. พร้อมพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง ผลิตสองเวอร์ชั่น ได้แก่ ไทเทเนียมขัดด้านจำนวน 30 เรือน และพิงก์โกลด์จำนวน 15 เรือน กลายเป็นการนำโลกที่แตกต่างของทั้งสองฝ่ายมารวมไว้โดยยังเห็นลายเซ็นของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน

Above นาฬิกา Bvlgari รุ่น Octo Finissimo Dazzle (Image: Bvlgari)
ถัดมาคือ Octo Finissimo Dazzle ที่ BVLGARI เปลี่ยนไทเทเนียมจากวัสดุโครงสร้างให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการทดลองด้านภาพ ด้วยแนวคิดที่ตั้งใจทำให้นาฬิกา “อ่านยาก” และพรางรูปทรงของ Octo Finissimo ผ่านลวดลายเรขาคณิตซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก camouflage บนรถต้นแบบที่ใช้ระหว่างการทดสอบ เพื่อบดบังเส้นสายและสัดส่วนที่แท้จริงของตัวรถ หลักการเดียวกันถูกนำมาใช้กับตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มม. หน้าปัด และสายข้อมือที่ออกแบบให้เชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเรือน ก่อนสร้างลวดลายด้วยเทคนิค laser engraving ที่ทำขึ้นภายในโรงงานของ Bvlgari ความแม่นยำของเลเซอร์ช่วยให้ลวดลายละเอียดและสม่ำเสมอปกคลุมพื้นผิวไทเทเนียมได้อย่างต่อเนื่อง จนเหลือเพียงโครงร่างของ Octo Finissimo ให้พอสังเกตเห็น นับเป็นอีกครั้งที่คอลเล็กชั่นนี้ขยับจากการเป็นเพียงความสำเร็จทางวิศวกรรมไปสู่การทำหน้าที่เสมือนวัตถุทางศิลปะบนข้อมือ
อ่านเพิ่มเติม: Hermès Cape Cod Titanium นิยามใหม่แห่งเรือนเวลาไอคอนิก สู่สไตล์สปอร์ตร่วมสมัย

Above นาฬิกา Bvlgari รุ่น Titanio Chronograph (Image: Bvlgari)

Above นาฬิกา Bvlgari รุ่น Titanio Crea (Image: Bvlgari)
อีกด้านหนึ่ง Bvlgari Titanio GMT นำไทเทเนียมไปสู่ภาษาที่สปอร์ตและใช้งานจริงมากขึ้น ด้วยการนำพื้นฐานของ Bvlgari Aluminium ซึ่งสร้างชื่อจากการจับคู่อลูมิเนียมกับยางมาตั้งแต่ปี 1998 มาตีความใหม่ผ่านไทเทเนียม Grade 5 ขัดด้าน ตัวเรือนขนาด 40 มม. เล่นกับคู่สีเทาเข้มของไทเทเนียมและสีดำของยาง ก่อนเสริมการอ่านค่าด้วยอินเด็กซ์สีขาว เข็มสีเทา และ Super-LumiNova ภายใต้หน้าปัดมินิมัลที่รองรับการแสดงเวลาสองไทม์โซนแบบ 24 ชั่วโมง พร้อม Day/Night จึงตอบโจทย์การเดินทางโดยตรง ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre B192 สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง จุดเปลี่ยนสำคัญของรุ่นนี้จึงอยู่ที่การรักษาคาแร็กเตอร์สปอร์ตชิกของ Bvlgari Aluminium เอาไว้ แต่ยกระดับทั้งน้ำหนัก ความทนทาน และสัมผัสของตัวเรือนด้วยคุณสมบัติของไทเทเนียม
ปิดท้ายด้วย Bvlgari Titanio Chronograph ที่ใช้พื้นฐานวัสดุเดียวกัน แต่ขยับไปเน้นเรื่องความแม่นยำและการจับเวลา ตัวเรือนไทเทเนียมขัดด้านขนาด 41 มม. จับคู่กับยาง พร้อมเปลี่ยนรหัสสีดำ-ขาวซึ่งเป็นภาพจำของ Bvlgari Aluminium มาสู่โทนดำและเทาที่เข้ากับบุคลิกของไทเทเนียมมากขึ้น หน้าปัดได้รับการออกแบบให้มีภาพกราฟิกชัดเจนด้วยพื้นผิวดำด้าน เข็มสีเทา หน้าปัดย่อยโครโนกราฟที่ออกแบบใหม่ และสเกล tachymeter สำหรับการวัดความเร็ว ขณะที่ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Chronograph Calibre B381 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง เมื่อวางคู่กับ Titanio GMT จึงเห็นทิศทางใหม่ของตระกูล Bvlgari Aluminium ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งสองรุ่นใช้ไทเทเนียมสร้างความเบาและทนทานเหมือนกัน แต่แยกบุคลิกตามฟังก์ชั่นอย่างชัดเจน ระหว่าง GMT สำหรับการเดินทาง และ Chronograph สำหรับการจับเวลาและความแม่นยำ
อ่านเพิ่มเติม:
สุดยอดงานศิลป์แห่งเรือนเวลาจาก A. Lange & Söhne คุณค่าที่นักสะสมใฝ่หา
Richard Mille เผยโฉม RM HJ-02 หลอมรวมมนต์เสน่ห์นาฬิกาไฮจิวเวลรีสี่เฉดสีเข้ากับกลไกชั้นสูง
Watches and Wonders 2026: 5 นาฬิกาที่พิสูจน์ว่าศิลปะแห่งกลไกยังคงเฟื่องฟูและแข็งแกร่ง











