(Photo: courtesy of Bonham’s)
Cover หยกเจไดต์สีเขียวมรกตขายไปในเดือนพฤศจิกายน 2022 (ภาพ: Bonham’s)
(Photo: courtesy of Bonham’s)

Tatler เจาะลึกถึงรัตนชาติหายากที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมหลายประการที่หยั่งรากลึก

ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่แสนคึกคักวุ่นวายในฮ่องกง ไปจนถึงวัดที่สงบเงียบในเมืองไทย หินซึ่งเป็นที่รู้จักกันในภาษาจีนชื่อ 玉 (yù) ซึ่งเป็นคำที่เหมารวมทั้งหยก Jadeite และ Nephrite เข้าด้วยกันนั้น มีความเชื่อว่ามีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับโชคชะตาในปีนี้ หยกเจไดต์ซึ่งพบได้ทั้งสีเขียวมรกต สีเขียวใบเสจ และเขียวศิลาดล เป็นรัตนชาติที่หายากและมีเนื้อแข็งกว่าเนไฟรต์ ในขณะที่เฉดสีซึ่งละมุนกว่าของเนไฟรต์ ซึ่งมีสีขาว สีเทา และสีเขียวศิลาดล แม้จะมีมูลค่าต่ำกว่าหยกเจไดต์ แต่คุณสมบัติของความแข็ง ก็เปิดทางให้สามารถแกะสลักลวดลายที่ซับซ้อนได้ ซึ่งแร่ชนิดอื่นที่บอบบางกว่ายากที่จะทำเช่นนั้นได้ 

เชื่อกันว่าเนไฟรต์จะสะท้อนประเพณีทางจิตวิญญาณดั้งเดิมของจีนโบราณ นับตั้งแต่บรรดาปราชญ์ขงจื้อจนถึงลัทธิเต๋า ซึ่งเชื่อกันอีกว่า หินชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดีและความมีปัญญา ตลอดหลายราชวงศ์ของจีนที่ผ่านมา มีการใช้เนไฟรต์ในการประดับตกแต่งรูปปั้น ภาชนะ และเครื่องประดับต่างๆ มากมาย

เมื่อครอบครัวพากันมารวมตัวเพื่อต้อนรับวันตรุษจีน หลายคนหันไปหาหยกเพื่อเสาะหาความคุ้มครองและการนำทางชีวิต เป็นธรรมเนียมที่พ่อแม่จะมอบจี้หยกรูปสัตว์ตามจักรราศีชิ้นเล็กๆ ให้ลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปีนี้สอดคล้องกับราศีเกิดของลูกคนนั้น จี้เหล่านี้เป็นมากกว่าเครื่องประดับ แต่ยังเป็นเหมือนเครื่องรางที่ช่วยปกป้องผู้สวมใส่ ทั้งยังช่วยนำทางและมอบแสงสว่างให้แก่ชีวิตด้วย

อ่านเพิ่มเติม: เครื่องประดับมุก: 5 วิธีสไตลิ่งอัญมณีสุดคลาสสิกให้สวยเลิศและสร้างสรรค์

Tatler Asia
Michelle Ong (Photo: courtesy of Carnet by Michelle Ong)
Above Michelle Ong (ภาพ: Carnet โดย Michelle Ong)
Tatler Asia
(Photo: courtesy of Carnet by Michelle Ong)
Above จี้เข็มกลัดประดับหยก มรกต ทับทิม ไพลินหลากสี โกเมน และอะเมทิสต์บนตัวเรือนทองขาว 18 กะรัตและไทเทเนียม (ภาพ: Carnet โดย Michelle Ong)
Michelle Ong (Photo: courtesy of Carnet by Michelle Ong)
(Photo: courtesy of Carnet by Michelle Ong)

ความสำคัญของหยกยังมีอิทธิพลในหลายพื้นที่นอกเหนือจากจีน อาทิ ในสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายจีน การเฉลิมฉลองตรุษจีนหรือปีใหม่แบบจีน มักจะมีเครื่องประดับที่ทำจากหยก ถูกนำมาสวมใส่เพื่อประกาศตัวตนทางวัฒนธรรมและในฐานะเครื่องรางที่จะดึงดูดความโชคดีและความรุ่งเรืองมาสู่ชีวิต ในฟิลิปปินส์ก็เช่นเดียวกัน การเฉลิมฉลองวันเทศกาลสำหรับชุมชนเชื้อสายจีน หยกคือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสายสัมพันธ์ที่ยังคงเหนียวแน่นต่อเชื้อสายของพวกเขา และเป็นคุณลักษณะที่โดดเด่นในการเฉลิมฉลองวันตรุษจีน ส่วนในอินโดนีเซียวันตรุษจีนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อิมเล็ก 

หยกเป็นที่นับถือท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งต่างเชื่อในเรื่องพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของหินชนิดนี้ อาทิ พลังในการชำระล้าง ความมีโชค สุขภาพที่แข็งแรง และความรุ่งเรือง เป็นต้น

เสน่ห์ของหยกยังแพร่มาถึงพระราชวังและวัดวาอารามของไทยด้วย เห็นได้จากตำนานเรื่องเล่า ที่กล่าวถึงการจัดวางหินสูงค่าชนิดนี้ในวัด เพื่อเป็นการถวายเครื่องสักการะต่อพระพุทธรูป โดยเชื่อว่าจะนำความสุขสงบและการตรัสรู้มาให้ ทุกวันนี้การทำเช่นนั้นยังคงมีอยู่ในรูปแบบต่างๆ ในหลายวัฒนธรรม “คนที่เชื่อในพุทธศาสนาจะนับถือพระแม่กวนอิม [พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา] หรือพระพุทธรูปหยกเพื่อการปกป้องคุ้มครอง มีคำกล่าวกันว่าผู้ชายห้อยพระแม่กวนอิม ขณะที่ผู้หญิงห้อยพระ” Austy Lee ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงที่ใช้ชื่อเดียวกับเขาในฮ่องกงกล่าว เขาอธิบายว่าจิตใจที่อ่อนโยนและท่วงท่าที่สง่างามของพระแม่กวนอิม “สามารถกำจัดอารมณ์รุนแรงของผู้ชายได้ ทำให้สิ่งต่างๆ กระจ่างใส และ [เปิดทางให้พวกเขา] อยู่ห่างจากความชั่วร้าย” ในขณะที่ “พระพุทธรูปหรือพระเครื่องช่วยทำให้ผู้หญิงมีความสงบเยือกเย็นและเปิดใจกว้างขึ้น” 

เป็นเวลาหลายยุคสมัยมาแล้ว ที่หยกเป็นมากกว่าเครื่องประดับ แต่ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งจริยธรรมแบบจีน “หยกสะท้อนความกลมเกลียว ความดีงาม และความเป็นนิรันดร์เสมอมา” ลีกล่าว สำนวนจีนที่ว่า “ทองนั้นมีมูลค่า แต่หยกนั้นประเมินค่ามิได้” สรุปถึงมูลค่าที่ไม่อาจประเมินได้ของหยกเป็นอย่างดี และสิ่งเหล่านี้ก็คือคุณงามความดีที่หยกเป็นเสมือนตัวแทนนั่นเอง

ลียังเล่าต่อถึงประเภทของหยกโบราณที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ อาทิ หยก Shoushan หยก Xiu หินเลือดไก่ และหยก Hetian ซึ่งเป็นเนไฟรต์แบบหนึ่ง “หยกขาวไขมันแกะ Hetian นั้นเป็นที่สุดในบรรดาหยกทั้งหมด ที่ได้รับการยกย่องเพราะเนื้อหยกที่บอบบางและอบอุ่น” ส่วนลูกปัดหยกสีเขียวจักรพรรดิที่ซูสีไทเฮาทรงสวม ช่วยตอกย้ำสถานะของหยกว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความสูงส่งแห่งเชื้อพระวงศ์อีกด้วย เขากล่าว

Tatler Asia
Stewart Young (Photo: courtesy of Bonham’s)
Above Stewart Young (ภาพ: Bonham’s)
Tatler Asia
(Photo: courtesy of Bonham’s)
Above รูปแกะสลักหยกเจไดต์สามสี ‘Ruyi Guanyin’ ที่ Bonhams ขายไปในเดือนพฤศจิกายน 2023 (ภาพ: Bonham’s)
Stewart Young (Photo: courtesy of Bonham’s)
(Photo: courtesy of Bonham’s)

ในจีน หยกถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ความงาม และความสัตย์ซื่อในเชิงศีลธรรม Stewart Young หัวหน้าฝ่ายเครื่องประดับในเอเชียของ Bonhams กล่าวว่า “สมัยผมเป็นเด็ก ผมรักอัญมณีมากโดยเฉพาะหยกเพราะว่ารอบตัวผมมีแต่ญาติพี่น้องที่สวมใส่หยก” เขาเล่าว่าครั้งหนึ่งป้าของเขา ต้องการจะเปลี่ยนแหวนหยกของเธอให้กลายเป็นต่างหูคู่หนึ่งแทน เพราะว่าแหวนเริ่มคับเกินไปแล้ว แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านหยกคนไหนในฮ่องกงกล้าทำเช่นนั้น แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่เธอยึดโต๊ะไว้เพื่อจะลุกขึ้นยืน แหวนก็แตกออกเป็น 2 ส่วนที่แบ่งครึ่งอย่างสมบูรณ์ “ราวกับว่าหยกของเธอรู้ดีว่าเธอต้องการอะไร” เขากล่าวเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่า หยกสามารถปกป้องผู้สวมใส่ได้อย่างไร แม้แต่การเปลี่ยนรูปร่างเพื่อจะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้เป็นเจ้าของ

Michelle Ong  ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Carnet Jewellery ในฮ่องกงบอกว่า ผู้คนให้ความเคารพต่อหยกด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมหลายประการที่หยั่งรากลึก “เชื่อกันว่าหยกเป็นสื่อกลางระหว่างสวรรค์และโลก ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติอันแสนวิเศษของมัน นั่นคือคุณสมบัติเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มี ซึ่งเมื่อได้สัมผัส คุณจะรู้สึกเย็น ไม่เปลี่ยนแปลง และเมื่อสัมผัสราวจะประกาศให้รับรู้ได้” หยกซึ่งเป็น ‘ศิลาแห่งสรวงสวรรค์’ด้วยสีสันที่แสนจับใจ “ถูกให้มูลค่าเพราะความงามที่เหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง รวมทั้งความหายาก ความแข็งแรง และรัศมีจากภายใน ตลอดจนความเชื่อต่อความรุ่งเรือง โชคดี และความอายุยืน” จักรพรรดิหลายพระองค์ อาทิ จักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง (1711-99) ขึ้นชื่อเรื่องมีคอลเลกชั่นเข้าของที่ทำจากหยก เพราะเชื่อว่ามีพลังในการสื่อสารกับสรวงสวรรค์ และอย่างที่อองอธิบายคือ “ขงจื๊อบอกว่าหยกมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับคุณงามความดีแห่งความมีปัญญา ความยุติธรรม ความเห็นอกเห็นใจ ความบริสุทธิ์ และความถ่อมตัว”

เรามองเห็นความเชื่อในเรื่องพลังอันลึกลับของหยกได้ ผ่านวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนระหว่างเทศกาลตรุษจีน “ในวัฒนธรรมจีนโบราณ มีการเยียวยาทางจิตวิญญาณและมีการใช้หยกในทางที่ลึกลับ เช่น การเป็นช่องทางติดต่อวิญญาณ นอกจากนี้ยังมีการใช้หยกเป็นยาอีกด้วย” ลีกล่าว “ใน [ตำรายา] Huangdi Neijing [หลักการภายในของจักรพรรดิเหลือง] และ Bencao Gangmu [บทคัดย่อของแมทีเรีย เมดิกา Materia Medica] มีการกล่าวอ้างว่าสามารถใช้หยกเป็นยาเพื่อทำให้กายและใจแข็งแรงได้ บ้างก็บอกว่ามีการใช้หยกเป็นศิลาในการชำระล้าง เพื่อช่วยล้างพิษและบรรเทาอาการปวด หนังสือโบราณหลายเล่มเคยกล่าวว่าการใช้เตียงหยกจะทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น”

ความเชื่อหลายเรื่องเช่นนี้ถูกเล่าขานกันมาหลายรุ่น ทุกวันนี้มีการวางหยกไว้ในบริเวณที่สำคัญๆ ของบ้าน เพราะว่ากันว่าจะช่วยทำให้การไหลเวียนของพลังชี่ [chi] เป็นไปได้ดี ซึ่งจะนำมาซึ่งความกลมเกลียวและความสมดุลตลอดปี แม้แต่การมอบหยกเป็นของขวัญก็เต็มไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงความรักใคร่เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความปรารถนาให้ชีวิตของผู้รับเต็มไปด้วยความโชคดีอีกด้วย “ผู้คนสวมใส่หยกในช่วงตรุษจีนเพื่อปัดเป่าโชคร้ายและหนุนนำโชคดี” ลีกล่าว “เป็นธรรมเนียมในการสวมใส่หรือให้ของขวัญเป็นจี้หยกทรงกลมมีลักษณะแบนคล้ายโดนัทมีรูตรงกลาง ที่เรียกกันว่า ‘peace buckle’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรและการปกป้อง”

เรื่องราวเกี่ยวกับการค้นพบหยกมีสีสันไม่แพ้กับตัวหยกเอง เมื่อพ่อค้าไปเจอกับกรวดเล็กๆ ในแม่น้ำที่พม่า[ชื่อเรียกขณะนั้น] “หยกเจไดท์เดินทางไปถึงจีนในยุคราชวงศ์ชิง” มีการอธิบายโดยอ้างถึงราชวงศ์สุดท้ายของจีนที่กินเวลาจากปี 1644 - 1911 “มันถูกเรียกว่า ‘fei cui’ ตามนกที่มีขนสีแดงและเขียวเพื่อสะท้อนสีสันของหินชนิดนี้ ที่ผู้คนชื่นชอบมากที่สุด” เฉดสีที่หลากหลายของหยกไม่เพียงแต่จะมีมูลค่าในเชิงความงามเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันด้วย อองอธิบาย “หยกสีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์และความสงบเยือกเย็น หยกสีม่วงลาเวนเดอร์หมายถึงความจงรักภักดีและความจริง ส่วนหยกสีดำสื่อถึงความเข้มแข็งและพลังอำนาจ” อองยังเสริมต่อ “สมัยอดีตในไต้หวันและฮ่องกง หยกน้ำแข็ง [หยกที่มีเนื้อโปร่งแสง] ถูกโยนทิ้งลงทะเล ความที่มันไม่มีสีและไม่เป็นที่ต้องการ จึงถูกมองว่าไร้ค่า เพื่อนคนหนึ่งของฉันมีร้านที่คอสเวย์เบย์ [เมื่อหลายปีมาแล้ว] เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอขายจี้หยกสีเขียวได้ เธอจะมอบหยกน้ำแข็งให้ลูกค้าเป็นของขวัญด้วย แต่ตอนนี้หยกน้ำแข็งซึ่งมีความโปร่งแสงนั้นได้รับการชื่นชมในคุณภาพที่เหมือนเครื่องแก้ว และกลายมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงถึงขนาดเป็นปรากฏการณ์ในช่วง 15 - 20 ปีที่ผ่านมา”

ในขณะเดียวกัน ราคาที่สูงเกินไปของหยกเขียวเนื้อบริสุทธิ์นั้น มีที่มาจากความหายาก อองยังบอกว่า “หยกเขียวที่มาจากหินก้อนใหญ่นั้นหายากมาก ฉันขายหยกคู่หนึ่งที่ราคาแพงมาก [ที่ Bonhams] ตอนที่ฉันถามคนขาย [ผู้ที่นำหยกมายังสถาบันการประมูล] ว่าเขาเจอมันได้อย่างไร เขาบอกว่าเขาเองจากก้อนหินที่มีขนาดประมาณกล่องรองเท้าสี่กล่องรวมกัน เขาค่อยๆ ไล่ตามเส้นสีเขียวจางๆ และค่อยๆ ตัดแผ่นหยกสีเขียวบริสุทธิ์ออกมาสองชิ้นจากสายแร่นั้น” ส่วนที่เหลือคือหยกน้ำแข็งซึ่งไม่มีค่าสำหรับเขา ในเหมืองหยก “มีเพียงสองเปอร์เซ็นต์ของหยกเท่านั้นที่เป็นสีเขียว นั่นแสดงให้เห็นว่ามันหายากแค่ไหน” อองกล่าวต่อ

Tatler Asia
Austy Lee (Photo: courtesy of Austy Lee)
Above Austy Lee ภาพ: Austy Lee)
Tatler Asia
(Photo: courtesy of Austy Lee)
Above เข็มกลัดรูปขนนกทำจากหยกและอัญมณี โดย Austy Lee (ภาพ: Austy Lee)
Austy Lee (Photo: courtesy of Austy Lee)
(Photo: courtesy of Austy Lee)

ปริมาณของหยกค่อยๆ ลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาร์ ลีกล่าวว่า “ราคาหยกพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว โดยราคาหยกคุณภาพชั้นยอดนั้นเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า” และถ้าคุณจะควักเงินจำนวนมากเพื่อการนี้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของหยก โดยควรซื้อจากแหล่งที่มีชื่อเสียง

ทั้งอองและลีเห็นว่าหยกยังคงมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมจีน ลียังมองเห็นอีกว่าอาจจะขยายไปถึงระดับโลกด้วยซ้ำ “ในขณะที่หยกก้าวไปในระดับโลก มันก็นำโอกาสใหม่ๆ ไปสู่ตลาดในฝั่งยุโรปและอเมริกาด้วย” แบรนด์เครื่องประดับระดับโลกแบรนด์หนึ่งมีส่วนทำให้ความนิยมของหยกเพิ่มขึ้นไปทั่วโลก ลียังเสริมต่อ “Cartier คือผู้บุกเบิกในการนำหยกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับหรูหราทางฝั่งตะวันตก ถึงแม้ว่าชิ้นงานหยกที่ Cartier นำกลับ [มาจากเวิร์กช็อปของแบรนด์จากซีกโลกตะวันออก] จะไม่ได้มีคุณภาพสูงที่สุด แต่การรังสรรค์ชิ้นงานของแบรนด์ ได้กลายมาเป็นชิ้นงานซิกเนเจอร์ที่จุดประกายแรงบันดาลใจให้หลายคนเดินตามรอย”

อองยังคงหาที่ทางให้หยกในโลกแห่งเครื่องประดับสมัยใหม่ต่อไป เพื่อดูให้แน่ใจว่าเรื่องราวของมันบนผืนผ้าแห่งประวัติศาสตร์นั้นจะไม่ขาดหายไป “ฉันนำเอาแผ่นหยกกลมแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนิรันดร์และการเกิดใหม่ ใส่เข้าไปในสร้อยแบบห่วงโซ่ แล้วตกแต่งแผ่นหยกกลมนั้นด้วยเพชรระย้า ฉันยังใช้รูปทรงกราฟิกและความเพรียวกับองค์ประกอบที่เป็นหยกอีกด้วย หรือไม่ก็ผสมผสานเข้าด้วยกันโดยอิงจากที่มา เช่น การเพิ่มหยกทรงน้ำเต้าเข้าไปในคอปกสไตล์อียิปต์ เป็นต้น” 

เธอยังเสริมว่า ความสำคัญของหยกจะเพิ่มมากขึ้น “ความเกี่ยวโยงที่มีต่อหยกในเชิงเครื่องรางนั้นยังคงแข็งแกร่งอยู่ในทุกวันนี้ แต่ ณ ตอนนี้มันได้รับการชื่นชมอันเนื่องมาจากความหายากอีกด้วยในฐานะที่กักเก็บความมั่งคั่ง เป็นเหมือนมรดกตกทอดของตระกูล”

เมื่อวันตรุษจีนกำลังจะเริ่มขึ้น หยกก็ยืนหยัดในฐานะบทพิสูจน์ถึงประเพณีที่ยังคงอยู่ เป็นผู้พิทักษ์แห่งอดีต และผู้นำมาซึ่งความรุ่งเรืองสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ด้วยฝีมือของช่างทำเครื่องประดับร่วมสมัย เรื่องราวของหยกไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ไว้แต่ยังได้รับการบอกเล่าอีกครั้ง เป็นเรื่องราวของความงามและคุณความดี และเป็นสัญลักษณ์ที่เขียวตลอดปีแห่งความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย