เทรนด์มาแล้วก็ไป แต่สไตล์ยังคงอยู่ เฉกเช่นเดียวกับความคลั่งไคล้ในเครื่องประดับวินเทจ กับความนิยมในกลุ่มนักสะสม บริษัทจัดการประมูลและผู้สนใจในเครื่องประดับกลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตามอง
นับตั้งแต่ชิ้นงานแอนทีคที่ย้อนกลับไปหลายศตวรรษ จนถึงผลงานจากทศวรรษที่ 90 เมื่อไม่นานมานี้ขุมทรัพย์เครื่องประดับเหล่านี้จับใจเหล่านักสะสมและผู้คนที่สนใจในแฟชั่น และยืนหยัดเหนือกาลเวลาในฐานะบทพิสูจน์ความงดงามและงานฝีมือในยุคต่างๆ ที่ผ่านมา
มีการถกเถียงกันมากว่าคำว่า “วินเทจ” ใช้อ้างอิงถึงสิ่งใด โดยผู้เชี่ยวชาญต่างมีความคิดเห็นที่หลากหลายว่าชิ้นงานนั้นต้องเก่าสักแค่ไหน เสียงส่วนใหญ่บอกว่าอัญมณีจากทศวรรษที่ 20 ไปจนถึงชิ้นงานที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปจัดอยู่ในกลุ่มวินเทจ คำนิยามนี้อาจแตกต่างกันในแต่ละเฮาส์ ยกตัวอย่างเช่น Van Cleef & Arpels ถือว่าชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นจนถึงทศวรรษที่ 80 เป็นของวินเทจ แต่ไม่นับรวมชิ้นงานที่ทำขึ้นหลังจากนั้น
อ่านเพิ่มเติม: Watch collector: เดินตามเข็มนาฬิกา และเดินตามรอยพ่อกับ จีรานุช ภิรมย์ภักดี
ขณะที่ Ida Faerber แห่ง Faerber Collection มองต่างออกไป เธอกล่าวว่า “ชิ้นงานที่เข้าข่ายของวินเทจนั้นคือชิ้นงานจากทศวรรษที่ 40 ไปจนถึงปี 2000” Faerber Collection ก่อตั้งขึ้นที่ซูริคเมื่อปี 1968 โดย Thomas Faerber พ่อของ Ida มีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญการค้นหาและแลกเปลี่ยนอัญมณีหายากไข่มุกธรรมชาติ และเครื่องประดับแอนทีค ไปจนถึงเครื่องประดับแสนวิจิตรในประวัติศาสตร์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคร่วมสมัย
ส่วน Regine Ngan หัวหน้าแผนกเครื่องประดับประจำตลาดเอเชียของ Sotheby’s เชื่อว่า “เกณฑ์ที่เราใช้คือชิ้นงานแอนทีคควรมีอายุประมาณ 100 ปี ส่วนชิ้นงานวินเทจควรมีอายุประมาณ 50 ปี อย่างไรก็ตาม อาจเป็นชิ้นงานที่ใหม่กว่านั้นได้เช่นกัน เช่น จากยุค 70s หรือ 80s”
เกณฑ์กำหนดที่หลากหลายนี้ อาจเทียบเคียงจากไทม์ไลน์ของเฮาส์แต่ละแห่ง รวมถึงยุคสมัยที่เฮาส์เหล่านั้นก่อตั้งขึ้นเช่น เฮาส์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1800 อาจมองว่าชิ้นงานจากต้นปี 1900 เป็นงานวินเทจ ขณะที่เฮาส์ที่ใหม่กว่านั้น อาจขยายเวลาของยุควินเทจให้กว้างขึ้นจนถึงปลายศตวรรษที่ 20 ก็เป็นได้
ท่ามกลางคำนิยามที่หลากหลายและเสน่ห์ดึงดูดของงานวินเทจในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่าง เกิดคำถามขึ้นมาถึงเรื่องการลงทุนในเครื่องประดับวินเทจว่า เครื่องประดับเหล่านี้ซึ่งมาจากยุคที่แตกต่างกัน เป็นมากกว่าแฟชั่นสเตทเมนท์หรือไม่ หรือสามารถมองว่าเป็นโอกาสในการลงทุนชั้นดี แล้วชิ้นงานใดกันที่กำลังเป็นที่ต้องการ

Above Faerber Collection แหวนเพชรและไพลิน Toi & Moi
ดัชนีมูลค่าสินทรัพย์ที่เป็นของสะสมของ Knight Frank ซึ่งติดตามข้อมูลแนวโน้มราคาสินค้าหรูหรา คือจุดเริ่มต้นที่ดี หากมองหาศักยภาพการลงทุน ในเครื่องประดับวินเทจ โดยดัชนีบ่งชี้ว่า มูลค่าของเครื่องประดับชั้นสูงเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และสูงกว่าการลงทุนอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ รถวินเทจ กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ และวิสกี้หายาก
ในรายงาน Wealth Report Series เกี่ยวกับการลงทุนสินค้าหรูที่รวบรวมโดยดัชนีมูลค่าสินทรัพย์ที่เป็นของสะสมของ Knight Frank ซีอีโอ Sebastian Duthy แห่งอาร์ตมาร์เก็ตรีเสิร์ช กล่าวว่า “นักสะสมทั่วโลกสนใจอัญมณีวินเทจและเพชรพลอยที่มีสีสันโดดเด่นเป็นพิเศษ เห็นได้จากการที่อัญมณีเหล่านี้ปลุกตลาดการประมูลช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ส่วน Christie’s เปิดช่วงเวลาพิเศษ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023
เพื่อเปิดประมูลขายเครื่องประดับ ซึ่งในที่นี้รวมถึงคอลเล็กชั่นของ Heidi Horten ซึ่งเป็นเจ้าของเดียว และยังเป็นการทำลายสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อน เข็มกลัด ‘Bird of Paradise’ ประดับเพชรและทับทิมของ Van Cleef & Arpels ขายไปในราคา 498,592 ดอลลาร์ในเจนีวา เมื่อพฤษภาคม 2023 ซึ่งสูงขึ้นมาราวๆ 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับราคาขายเครื่องประดับชิ้นเดียวกันนี้ในปี 2018”

Above แฟนของอดีตดาราฮอลลีวูด Elizabeth Taylor กำลังชมสร้อยคอมรกตและเพชร ซึ่งจัดแสดงโดย Christie's ในลอนดอน ก่อนที่จะถูกประมูล (ภาพโดย Georgie Gillard/PA Images ผ่าน Getty Images)
การประมูลครั้งสำคัญนี้ ยิ่งตอกย้ำมูลค่าในการลงทุนเครื่องประดับวินเทจ เช่น ในปี 2011 คอลเล็กชั่นเครื่องประดับของ Elizabeth Taylor ทำราคาได้ 115 ล้านดอลลาร์ในการประมูลของ Christie’s และในปี 2017 Sotheby’s เปิดประมูลเพชรสีชมพู CTF Pink Star ได้ ในราคา 71.2 ล้านดอลลาร์ มูลค่าที่สูงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเพราะคุณภาพและความหายากของเครื่องประดับชิ้นนั้นเท่านั้น แต่เพราะเรื่องราวที่มาและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชิ้นงานเหล่านั้นที่ทำให้ชิ้นงานนั้นมีมูลค่าสูงขึ้นด้วย
Nicolas Luchsinger ประธานภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกแห่ง Van Cleef & Arpels กล่าวถึงสร้อยข้อมือ Jarretiere ประดับเพชรและทับทิมของเมซงที่ถูกจัดประมูลโดย Christie’s ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนมิถุนายน สร้อยเส้นนี้เคยเป็นของดาราสาว Marlene Dietrich ราคาที่ขายได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุเพราะที่มาของมัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือจี้ไข่มุกที่เคยเป็นของพระนาง Marie Antoinette ที่ถูกจัดประมูลโดย Sotheby’s ในปี 2018 ทำราคาได้ 36 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าราคาประเมินไปมาก
แม้ Luchsinger เชื่อว่าเรื่องราวหรือแหล่งที่มา คือ “เครื่องมือการเล่าเรื่องชั้นดี” แต่เขาก็แนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวลักษณะงานฝีมือ และคุณภาพอัญมณีมากกว่า “จริงอยู่ที่ชิ้นงานนั้นอาจเคยเป็น ของคนที่มีชื่อเสียง แต่อย่างไร อัญมณีก็ยังคงทรงคุณค่าในตัวเองเสมอ” เขากล่าว
ความหลงใหลที่มีต่อสไตล์แต่เก่าก่อน เห็นได้จากปัจจุบันร้านอัญมณี บริษัทจัดการประมูล นักสะสม หรือแม้แต่เมซงเอง ต่างหันมาใส่ใจการเจียระไนแบบ old-mine มากกว่าครั้งไหนๆ “ถ้าคุณมองดูเครื่องประดับในรูปภาพพอร์เทรตของราชวงศ์ในอังกฤษและเยอรมนี เพชรพวกนั้นดูสีเข้มมากเพราะพวกมันมีเหลี่ยมมุมน้อยกว่า” Luchsinger กล่าว
เพชรพลอยจำนวนมากที่เราเห็นกันในเครื่องประดับวินเทจชั้นสูงจาก Cartier, Van Cleef & Arpels และ Bulgari นั้นมาจากเมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเพชรพลอยและเหลี่ยมเจียระไนของเพชรพลอยนั้น ขึ้นอยู่กับทักษะของนักเจียระไนท้องถิ่น ที่เรียกกันในอินเดียว่า บาบัส (babus) โดย Maheshwari ซึ่งครอบครัวของเขามาจากเมืองชัยปุระนั้น เชี่ยวชาญในเรื่องการหาเพชรพลอยและจัดหาเพชรสีให้กับตลาดแบบ B2B เขาอธิบายว่า ช่างฝีมือยุคแรกๆ เข้าถึงเทคโนโลยีได้น้อยมาก
“ทุกวันนี้เรามีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีขึ้น ดังนั้นผลลัพธ์สุดท้ายของอัญมณีเหล่านี้จึงงดงามเปล่งประกายมากกว่าเดิม ประกายที่ได้นั้นแตกต่างกันไป นักเจียระไนแต่ละคนล้วนมีวิธีของตัวเองในการสกัดและตัดหินอัญมณี คุณมองเห็นรอยตำหนิในอัญมณีได้ แต่ที่มีรอยตำหนินั้นไม่ใช่เพราะพวกบาบัสขาดทักษะ แต่เพราะเครื่องมือแกะสลักของพวกเขาอาจจะบิ่นไปเล็กน้อย เพราะพวกเขามีเครื่องมืออยู่แค่นั้นจริงๆ” Maheshwari คิดว่ารอยตำหนิที่พบในเครื่องประดับแอนทีคและวินเทจทุกวันนี้ช่วยเพิ่มเอกลักษณ์ให้ชิ้นงานนั้นและทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดขึ้นมา
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้การเจียระไนแบบเก่ากลับมาอยู่ในกระแสคือ การเจียระไนแบบ rose cut ซึ่งเป็นที่โปรดปรานกันในสมัยก่อนและกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในวันนี้ โดย Van Cleef & Arpels ได้ใช้การเจียระไนดังกล่าวในการรังสรรค์ทุกคอลเล็กชั่น Ballerina ของเมซงอย่างแยบคาย
เมื่อเร็วๆ นี้ เมซงแห่งนี้ได้จัดแสดงเข็มกลัดนักบัลเล่ต์ขึ้นที่แฟล็กชิปสโตร์ที่ฮ่องกง ซึ่งเลือกบางชิ้นงานที่มีเจ้าของมาจัดแสดง เพื่อให้เห็นว่าเข็มกลัดเหล่านี้มีวิวัฒนาการอย่างไรตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยคอลเล็กชั่นนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน เพราะสมาชิกราชวงศ์สเปนส่งเครื่องประดับทั้งหมดของพวกเขาไปยังประเทศเม็กซิโกเพื่อเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ซึ่งนั่นรวมถึงเพชร rose cut และ old-mine cut จำนวนมาก หลังสงคราม ราชวงศ์ต้องการเงิน พวกเขาจึงขายเพชร rose cut ที่มีอยู่ให้กับ Van Cleef & Arpels ต่อมาในทศวรรษที่ 40 เฮาส์ได้รังสรรค์คอลเล็กชั่น Ballerina คอลเล็กชั่นแรกขึ้นมา โดดเด่นด้วยใบหน้านักบัลเล่ต์ที่ประดับเพชร rose cut และยังคงคุณลักษณะอยู่จนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ยิ่งงานดีไซน์และเสน่ห์เครื่องประดับวินเทจร่ายเวทมนตร์ให้เราหลงใหลเมื่อเวลาผ่านไป การที่ชิ้นงานเหล่านี้จะถูกซื้อขายเปลี่ยนมือก็ยิ่งวิวัฒนาการมากขึ้นเท่านั้น
ตลาดเครื่องประดับวินเทจได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จากสมัยก่อนที่มีกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนได้รับเชิญให้มาชมอัญมณีหายากนี้กันในห้องลับของบ้านในฝรั่งเศสหรือในงานแสดงเครื่องประดับเท่านั้น ทว่าปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไป เช่น Sotheby’s ที่มียอดขายออนไลน์สูงถึง 91 เปอร์เซ็นต์แค่ในปี 2022 เพียงปีเดียว ชิ้นงานมูลค่าหลักล้านดอลลาร์จากคอลเล็กชั่นต่างๆ อาทิ คอลเล็กชั่น Tutti Frutti ของ Cartier สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจได้ง่ายขึ้นและขยายไปสู่วงกว้างมากขึ้น คอลเล็กชั่นนี้ซึ่งมีการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างไพลิน ทับทิม และมรกตที่หายาก เป็นที่รู้จักในโลกเครื่องประดับและนำมาเปิดขายทางออนไลน์
“เหตุผลที่บริษัทจัดประมูลขายชิ้นงานที่มีมูลค่าสูงมากทางออนไลน์ได้ ก็เพราะการระบาดของโรคโควิด-19” Faerber บอกพลางอธิบายว่ายอดขายที่สูงขึ้นของเครื่องประดับชั้นสูงบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่โควิดจะทำให้โลกเป็นอัมพาตไปทั้งหมด
การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่เพียงทำให้เครื่องประดับวินเทจเข้าถึงง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปิดตลาดไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซื้อในเอเชีย “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาผมได้เห็นคนเอเชียจำนวนมากซื้อชิ้นงาน ทั้งจากยุควิกตอเรีย อาร์ต เดโค และเครื่องประดับแอนทีค” Maheshwari กล่าว ขณะที่ Faerber เองก็สังเกตเห็นเทรนด์ที่คล้ายคลึงกันและบอกว่ากลุ่มลูกค้าชาวเอเชียสนใจ ชิ้นงานจากยุคเอ็ดเวิร์ดและอาร์ต เดโค มากที่สุด โดยเฉพาะ ชิ้นงานที่มีการเซ็นชื่อและประทับตราแบรนด์ “ฉันคิดว่าทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจว่ามันเป็นชิ้นงานของแท้“ เธอกล่าวและทำนายว่างานอาร์ต เดโค กำลังจะอยู่ในช่วงขาลง ขณะที่ “ชิ้นงานสมัยศตวรรษที่ 19 จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น”
Regine Ngan เองก็เชื่อว่า ชิ้นงานวินเทจที่มีลายเซ็นนั้นน่าลงทุน โดยเดือนเมษายนปีนี้ Sotheby’s ขายเข็มกลัดดอกดาห์เลียของ Van Cleef and Arpels ที่มีลายเซ็นจากทศวรรษที่ 50 “เราประเมินราคาไว้ที่ 1.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทว่าชิ้นงานกลับถูกประมูลได้ที่ราคา 5.4 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง” นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่บริษัทจัดการประมูลประเมินราคาตลาดของชิ้นงานตามราคาที่พวกเขามองว่ายุติธรรม แต่ความจริงกลับขายได้ในราคาที่สูงกว่านั้นมาก อีกหนึ่งตัวอย่างในเอเชียที่สร้างเซอร์ไพรส์ คือชุดเครื่องประดับเทอร์คอยส์ของ Van Cleef & Arpels “ชิ้นงานนี้ค่อนข้างต่างจากรสนิยมของคนเอเชียเราจึงประเมินราคาไว้ที่ 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง แต่สุดท้ายถูกประมูลขายไปในราคา 7.8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง” เมื่อชิ้นงานนั้นมีลายเซ็นของแบรนด์ นักสะสมจะรู้ว่าการประมูลหรือการขายชิ้นงานนั้นอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และ “หากพลาดโอกาสไป คุณอาจจะไม่มีโอกาสสะสมมันได้อีกแล้ว”
สิ่งนี้ยิ่งเน้นย้ำเสน่ห์ดึงดูดใจของเครื่องประดับวินเทจ เช่นที่การประมูล Bonhams London Jewels ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2023 สร้อยคอเพชรจากช่วงปี 1900 ของ Chaumet ที่ส่องประกายแวววาวด้วยเพชร rose cut และ brilliant cut แบบดั้งเดิม ดึงดูดความสนใจของทุกคนที่เข้าร่วมงาน และถูกประมูลขายไปในราคาที่น่าประทับใจที่ 305,200 ปอนด์ (หรือ 372,766 ดอลลาร์) ซึ่งมากเป็น 2 เท่าของราคาประเมินสูงสุด และอีกชิ้นงานที่ทำให้ทุกคนถึงกับต้องมองเหลียวหลังในการประมูลที่ Bonhams ก็คือแหวนอาร์ตเดโค ตัวเรือนแพลทินัมประดับเพชรและไพลิน โดยประดับไพลิน fancy cut เม็ดกลางจากแคชเมียร์น้ำหนัก 7.12 กะรัต ทรงกองข้าวหลังเบี้ยซึ่งทำราคาได้ถึง 248,050 ปอนด์ สูงกว่าราคาประเมินก่อนขายไปมากโข

Above Van Cleef & Arpels ชุดเครื่องประดับเพชรและเทอร์คอยส์ จัดประมูลโดย Sotheby’s

Above Van Cleef & Arpels เข็มกลัดดอกดาห์เลียประดับมรกตและเพชร
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว นักลงทุนจะเริ่มต้นเส้นทางการเสาะหาชิ้นงานวินเทจที่ใช่ในการลงทุนได้อย่างไร ความเห็นส่วนใหญ่ของผู้เชี่ยวชาญที่ Tatler ได้พูดคุยด้วยนั้นชัดเจน คือคุณต้องรักในชิ้นงานนั้น
“ฉันชอบให้เครื่องประดับได้รับการสวมใส่ ฉันจึงคิดว่าการลงทุนเครื่องประดับวินเทจ ควรดูว่าชิ้นไหนดูดีเมื่ออยู่บนตัวคุณ เครื่องประดับควรอยู่บนตัวผู้สวมใส่ ไม่ใช่อยู่ในตู้เซฟ” Luchsinger กล่าว แม้ว่านักลงทุนอาจมองข้ามคำแนะนำง่ายๆ นี้ พวกเขาก็ควรให้ความสำคัญต่อคุณค่าและการใช้งานเครื่องประดับเวลามองหางานฝีมือชั้นเยี่ยมด้วย เช่นเดียวกับเรื่องราวที่มาของชิ้นงานนั้นและคุณภาพของอัญมณี
อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเชื่อใจในตัวผู้ขาย Faerber ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ว่าการลงทุนในเครื่องประดับชั้นสูงนั้นคือการวางแผนระยะยาว เพราะกว่าที่ราคาของชิ้นงานจะเพิ่มสูงขึ้น หรือการจะทำให้สไตล์นั้นกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง จำเป็นต้องใช้เวลาหลายรุ่น
เคล็ดลับที่น่าสนใจอีกประการคือ “เมื่อคุณซื้อเครื่องประดับวินเทจสักชิ้น คุณจำเป็นต้องพลิกและดูด้านหลังว่ามันได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างไร บางครั้งอาจมีโลหะมากเกินไป มันจึงดูหนัก อย่าลืมสังเกตรอยขีดข่วน และถ้าเป็นสร้อยข้อมือ เมื่อลองใส่ก็ดูด้วยว่ามันคลี่หรือแผ่ออกอย่างถูกต้องไหม หรือถ้าเป็นสร้อยคอ ก็ดูว่าทาบลงบนคอคุณได้ถูกต้องและสวยงามไหม”
Faerber เชื่อว่างานฝีมือที่งดงาม ควรมองเห็นได้จากด้านหลังของชิ้นงานพอๆ กับที่เห็นได้จากด้านหน้า หรือที่เธอพูดว่า “โอ้! และ โอ้! ทั้งสองด้านเลย” และหากมองหาข้อมูลเพิ่มเติม เธอแนะนำแหล่งข้อมูลอย่างหนังสือ Understanding Jewellery โดย David Bennett และ Daniela Macetti ที่อาจช่วยคุณไ
ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างแนะนำให้ใช้บริการการประเมินมูลค่าทรัพย์สินก่อนตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญ นักลงทุนที่มีศักยภาพควรรู้ไว้ว่าเครื่องประดับวินเทจส่วนใหญ่มักจะมีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่แสดงถึงผู้ที่ทำขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำจารึก แต่ยังให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเกี่ยวกับอายุ แหล่งที่มา และความบริสุทธิ์ของโลหะ เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันที่ควรรู้เกี่ยวกับเวิร์กช็อปสำคัญๆ ที่เมซงแต่ละแห่งเลือกใช้
เวิร์กช็อปที่มีชื่อเสียงอาทิเช่น เวิร์กช็อปของ Henri Picq ซึ่งรังสรรค์คอลเล็กชั่น Tutti Frutti ช่วงแรกๆ ของ Cartier ส่วน Atelier Rene Boivin นั้นเป็นที่รู้จักในแง่ของงานฝีมือคุณภาพสูงสำหรับแบรนด์เครื่องประดับชื่อเดียวกัน ส่วนเวิร์กช็อป Oscar Heyman & Brothers ในนิวยอร์กนั้นทำงานให้กับ Van Cleef & Arpels, Tiffany & Co และ Cartier ส่วน Verger Freres เวิร์กช็อปที่โด่งดังที่ผลิตผลงานให้แบรนด์อย่าง Van Cleef & Arpels และ Boucheron นั้น เลื่องชื่อในเรื่องดีไซน์แบบอาร์ต เดโค และงานฝีมือคุณภาพสูง สุดท้ายคือ Mellerio dits Meller ซึ่งเป็นหนึ่งในเฮาส์เครื่องประดับที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป แต่ไม่ได้ทำงานให้แบรนด์ใด หากแต่รับใช้เหล่าพระราชินีและจักรพรรดินีตลอดหลายศตวรรษมาแล้ว
ถ้าคุ้นเคยกับเวิร์กช็อปที่เลื่องชื่อเหล่านี้ดี ก็จะมีแนวทางการลงทุนเครื่องประดับที่คล้ายชิ้นงานของแบรนด์ใหญ่แต่มีราคาที่น้อยกว่า ดังเช่นที่ Luchsinger บอก “สร้อยข้อมืออาร์ต เดโค ที่ผลิตโดยเวิร์กช็อป ซึ่งที่ทำงานให้ Van Cleef & Arpels บางครั้งเวิร์กช็อปนั้นก็ผลิตสร้อยข้อมือที่คล้ายกันซึ่งแม้ไม่มีลายเซ็นแต่มีคุณภาพสูงอย่างเหลือเชื่อ แต่เพราะไม่มีลายเซ็นของแบรนด์ ลูกค้าจึงไม่มองชิ้นงานเหล่านี้ และขายไม่ได้ราคาสูงแบบเดียวกับชิ้นงานที่มีลายเซ็นหรือตราประทับของแบรนด์”
เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เชี่ยวชาญอยากให้เหล่าคนรักเครื่องประดับพิจารณาถึงความสามารถเวลาสวมใส่ผลงานชิ้นนั้น เครื่องประดับวินเทจบางชิ้นอาจจะบอบบาง ดังนั้นถ้าคุณมองหาชิ้นงานสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน ชิ้นงานที่แข็งแรงกว่าที่ผลิตในยุคหลังจากนั้นไม่นาน อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากกว่า Faerber แนะนำให้มองหา “สร้อยคอโชกเกอร์และเข็มกลัดช่อดอกไม้สมัยศตวรรษที่ 19” เธอบอกว่า “แบรนด์อย่าง Dior เริ่มนำเสนอโชกเกอร์ที่ทำจากริบบิ้น” และกลายเป็นที่ต้องการของคนที่ชื่นชอบเครื่องประดับวินเทจ
การมองเครื่องประดับวินเทจว่าเป็นทั้งของตกแต่งอันเปี่ยมสุนทรียะและเหมาะแก่การลงทุน ทำให้ได้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่ามูลค่าของชิ้นงานเหล่านี้เปลี่ยนไปตามกาลเวลาอย่างไร “25 ปีที่แล้ว สร้อยข้อมืออาร์ตเดโค Cartier จะขายได้ราคาสูงกว่าราคาประเมินประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์มาวันนี้ สร้อยเส้นเดียวกันจะขายได้ราคาสูงกว่าราคาประเมินถึง 300-400 เท่า” Luchsinger กล่าว จึงเกิดคำถามว่าทำไมชิ้นงานนั้นถึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าในเวลาแค่ 2 ทศวรรษ หัวหน้าของ Van Cleef & Arpels บอกว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาเมื่อไม่มีใครซื้อทรัพย์สินอันเป็นมรดกหรือเครื่องประดับวินเทจ” มีเพียงนายหน้าเท่านั้นที่จะซื้อชิ้นงานเหล่านี้ที่งานประมูล โดยนายหน้าจะแกะอัญมณีออกแล้วเอาไปใส่ตัวเรือนใหม่ที่ดูร่วมสมัยกว่า
“ชิ้นงานนั้นไม่มีมูลค่าในตัวของมันเอง ซึ่งน่าเศร้ามาก” เขากล่าว ผลงานสร้างสรรค์ที่งดงามหลายชิ้นถูกทำลายลง “จนทศวรรษที่ 70 เมื่อนายหน้าชื่อดังจากนิวยอร์กอย่าง Fred Leighton ทำให้เครื่องประดับวินเทจกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจนเริ่มเป็นกระแสขึ้นมา” เขากล่าวเสริม
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเสน่ห์ดึงดูดแห่งเครื่องประดับวินเทจ และตอนนี้กลายเป็นที่นิยมเพราะตอบโจทย์ประเด็นที่คนสนใจกันในวันนี้ นั่นคือเรื่องความยั่งยืนและความขาดแคลน เมื่อถามถึงอนาคตของชิ้นงานประเภทนี้ Luchsinger คิดว่าเครื่องประดับนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดของการรีไซเคิลอย่างรู้คุณค่า มันจึงเข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ เสื้อผ้าหรือเครื่องหนังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปอาจมีเสียหายได้ แต่สำหรับอนาคตของ เครื่องประดับไม่ใช่แค่เพียงสว่างไสว แต่ยังเปล่งประกายพริบพราวอีกด้วย
This story was originally written in English by Amrita Katara.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 โดย Amrita Katara โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
เลือกเครื่องประดับอย่างไรให้เข้ากับรูปหน้า
เหตุใด Rolex จึงเป็นนาฬิกาเรือนโปรดของคนดังอย่าง Elvis Presley และ Roger Federer
5 โมเมนต์สุดประทับใจของโรเซ่ Blackpink กับการเลือกเครื่องประดับแมตช์ลุคสวย





