หากคุณชื่นชอบเครื่องประดับวินเทจในซีรีส์ 'Heeramandi' บน Netflix และเนื้อเรื่องที่น่าติดตามแล้วละก็ นี่คือเหตุผลบางส่วนเบื้องหลังความพิเศษของเครื่องประดับชิ้นงานเหล่านั้น
ซีรีส์ Netflix เรื่องล่าสุดของผู้สร้างภาพยนตร์ชาวอินเดีย Sanjay Leela Bhansali (ผู้กำกับ Gangubai Kathiawadi) เรื่อง Heeramandi: The Diamond Bazaar (ชื่อไทย เพชรงามเมือง) ได้รับความนิยมอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เรื่องราวเกิดขึ้นในลาฮอร์ เมืองหลวงของแคว้นปัญจาบ จากช่วงทศวรรษ 1920 ของประเทศอินเดียก่อนได้รับเอกราช บอกเล่าถึงชีวิตของ ทาวาอิฟ (นางบำเรอ หรือสาวเต้นรำที่แสดงเพื่อคนชั้นสูงโดยเฉพาะ) ท่ามกลางการต่อสู้ของอินเดียเพื่อปลดแอกจากการปกครองของอังกฤษ ซีรีส์ความยาวแปดตอนเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ด้านวัฒนธรรม สีสัน และความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความงดงามของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับอันประณีตที่ได้รับอิทธิพลมาจากจักรวรรดิโมกุลอีกด้วย
เนื้อเรื่องแสนซับซ้อนของ Heeramandi ถูกเปิดเผยไปพร้อมๆ กับเลเยอร์เครื่องแต่งกายที่หรูหราและเครื่องประดับชิ้นงามแสนน่าทึ่ง โดยผู้ที่ได้รับหน้าที่ในการรังสรรค์ให้เครื่องประดับชิ้นงามทางประวัติศาสตร์เหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาได้จริงนั้นเป็นของ Vinay และ Anshu Gupta สองนักออกแบบเครื่องประดับจาก Shri Paramani Jewels แห่งกรุงนิวเดลี เขาทั้งคู่สร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงจำนวน 10,000 ชิ้นสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งพวกเขาเป็นสมาชิกของครอบครัวชาวโมกุลที่ในอดีตเคยเป็นผู้ดูแลรักษาสมบัติอีกด้วย
เครื่องประดับสไตล์โมกุลถือเป็นเครื่องประดับที่หรูหราที่สุด และถ่ายทอดความเป็นศิลปะของบุคคลผู้สวมใส่มากที่สุดอย่างหนึ่ง บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองแห่งจักรวรรดิโมกุลที่ปกครองอนุทวีปอินเดียส่วนใหญ่มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงกลางศตวรรษที่ 18 โดยชาวโมกุลมีรากเหง้ามาจากเปอร์เซีย ก่อนจะพัฒนารูปแบบงานสถาปัตยกรรม ศิลปะ และเครื่องประดับที่โดดเด่นของอินเดียทิ้งไว้เป็นมรดกที่แสนยั่งยืน
Tatler ขอเจาะลึกเข้าไปในโลกของเครื่องประดับแบบโมกุลโดยมองผ่านเลนส์ของ Heeramandi
อ่านเพิ่มเติม: ตำนานหยก คุณค่าของอัญมณีจากเอเชียที่กำลังก้าวสู่ระดับโลก
1. เมื่อเครื่องประดับเป็นสัญลักษณ์ของ 'สถานะทางสังคม'
เครื่องประดับสไตล์โมกุลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอีกด้วย เพราะเครื่องประดับเหล่านี้จะถูกสวมใส่โดยราชวงศ์และขุนนางในอดีต โดยออกแบบมาเพื่อสื่อถึงความมั่งคั่งและสถานภาพทางสังคม
ในระหว่างการปรากฏตัวต่อสาธารณะเหล่าจักรพรรดิโมกุลมักจะสวมเครื่องประดับที่เรียกว่า Sarpech ซึ่งเป็นเครื่องประดับสำหรับติดบนผ้าโพกศีรษะเพื่อแสดงถึงสถานะและชนชั้นของตน โดยทั่วไปแล้วชิ้นงานเหล่านี้จะทำด้วยทองคำ และประดับด้วยเพชร มรกต และทับทิม การออกแบบมักจะมีองค์ประกอบเป็นรูปขนนกอยู่ตรงกลาง ซึ่งชวนให้นึกถึงคทาของราชวงศ์
นอกจากเครื่องประดับที่สวมใส่แล้ว อีกหนึ่งในตัวอย่างของความมั่งคั่งแบบชาวโมกุลก็คือบัลลังก์นกยูง ซึ่งสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิชาห์จาฮาน ผู้สร้างทัชมาฮาลในเมืองอัครา บัลลังก์นี้ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่ามากมาย ทั้งเพชร ทับทิม ไข่มุก และมรกต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่งคั่งสูงสุดแห่งองค์จักรพรรดิ
อ่านเพิ่มเติม: มรกต (emerald) อัญมณีประจำเดือนเกิดพฤษภาคม กับพลังงานมรกต เพื่อการฟื้นฟูพลังกายใจและความมีชีวิตชีวา
2. เครื่องประดับกับบทบาททางการทูต
ดังที่เห็นในหลายฉากของ Heeramandi จักรพรรดิโมกุลหรือมหาเศรษฐีมักจะมอบเครื่องประดับเป็นของขวัญให้กับบรรดาเอกอัครราชทูต บุคคลสำคัญ และนางผู้พิชิตหัวใจของพวกเขา ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กำไลและสร้อยคอประดับอัญมณีเป็นของขวัญยอดนิยมที่ไม่เพียงแต่ใช้เป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่งในแบบโมกุลเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการฑูตที่สร้างความประทับใจและสร้างพันธไมตรีอีกด้วย นอกจากนี้พวกเขายังใช้เครื่องเพชรเป็นเครื่องมือรับประกันสัญญาการแต่งงานอีกด้วย โดยเจ้าหญิงจากจักรวรรดิโมกุลมักถูกส่งไปอภิเษกกับเจ้าชายของรัฐใกล้เคียง พร้อมด้วยสินสอดที่รวมถึงเครื่องประดับอันวิจิตรงดงามจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดมูลค่าของความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตร
3. งานฝีมือและลวดลายแบบดั้งเดิม
ยุคจักรวรรดิโมกุลถูกยกย่องว่าเป็นยุคที่ความก้าวหน้าด้านงานฝีมืออัญมณีนั้นโดดเด่น ซึ่งแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านเทคนิคต่างๆ เช่น Kundan, Meenakari และ Jadau ที่ได้รับการอนุรักษ์และไฮไลต์ขึ้นมาผ่านซีรีส์ Netflix เรื่องนี้โดยฝีมือสองพี่น้อง Gupta
Kundan คือกระบวนการอันพิถีพิถันที่ใช้ฟอยล์สีทองเพื่อยึดและล็อกอัญมณีให้เข้าที่โดยไม่ต้องใช้หนามเตยในการยึด ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไร้รอยต่อและผิวสัมผัสที่เงางาม ซึ่งขับความแวววาวของอัญมณีออกมาได้มากที่สุด
Meenakari คือศิลปะแห่งการลงยาเพื่อแต่งเติมสีสันที่สดใสให้กับพื้นผิวของโลหะ โดยมักออกแบบลวดลายดอกไม้และสัตว์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุนทรียภาพในแบบของชาวโมกุล
เทคนิค Jadau คือการฝังอัญมณีที่มีค่าลงในทองคำที่ถูกทำให้อ่อนตัว ซึ่งเป็นเทคนิคที่ไม่เพียงแต่ทำให้รูปลักษณ์ของอัญมณีออกมาดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาตำแหน่งของอัญมณีในชิ้นเครื่องประดับเอาไว้อีกด้วย
เครื่องประดับจากช่วงเวลานี้ยังมีลวดลายที่สลับซับซ้อน เช่น ดอกไม้ นก และลวดลายเรขาคณิต ซึ่งแต่ละชิ้นจะมีสัญลักษณ์เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น ดอกบัว ที่พบเห็นได้ทั่วไปในงานเครื่องประดับแบบโมกุล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความงามและความนิรันดร์
อ่านเพิ่มเติม: Met Gala 2024: เครื่องประดับชิ้นเด่นบนพรมแดง ตั้งแต่ Cartier ไปจนถึง Chanel
4. ความสำคัญของอัญมณี
ชาวโมกุลชอบสวมใส่อัญมณีล้ำค่า เช่น เพชร ไข่มุก มรกต และทับทิม โดยอัญมณีแต่ละเม็ดไม่ได้ถูกเลือกมาใช้เพียงเพราะความสวยงามเท่านั้น แต่ยังถูกพิจารณาจากคุณสมบัติและความสำคัญทางด้านจิตวิญญาณด้วย โดย 'มรกต' เป็นตัวแทนของการเจริญพันธุ์และการเกิดใหม่ ซึ่งบางทีอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในฉากสำคัญของ Heeramandi จึงมีทาวาอิฟคนหนึ่งขายลูกชายแรกเกิดของทาวาอิฟอีกคนหนึ่งเพื่อแลกกับสร้อยคอมรกต อัญมณีอีกชนิดที่ได้รับการยกย่องในเรื่องความแข็งของมันก็คือ 'เพชร' และความแข็งของมันก็บ่งบอกถึงความอยู่ยงคงกระพันและความแข็งแกร่งในสมัยโมกุล ดังนั้นเพื่อเป็นการยกย่องสัญลักษณ์นี้ ตัวเอกของซีรีส์ และบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุดของเรื่องอย่าง Mallikajaan (รับบทโดย Manisha Koirala) จึงได้สวมสร้อยคอและต่างหูเพชรอยู่หลากหลายชิ้น
ในขณะที่ Alamzeb ลูกสาวของเธอ (รับบทโดย Sharmin Segal) เป็นตัวแทนเด็กสาวไร้เดียงสา และในฉากที่เธอปรากฏตัวครั้งแรกบนหน้าจอ เราจึงได้เห็นสาวรับใช้กำลังช่วยเธอสวมสร้อยไข่มุก ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เนื่องจาก 'ไข่มุก' มีความเชื่อมโยงกับความบริสุทธิ์ และความสงบสุขในสมัยโมกุล และการที่สร้อยคอมุกของ Alamzeb ขาดออกในฉากหนึ่ง ก็อาจหมายถึงการสูญเสียความบริสุทธิ์ของเธอในขณะที่ซีรีส์กำลังดำเนินไปนั่นเอง
5. สไตล์แสนโดดเด่นนี้มักปรากฏในงานแต่งงานของอินเดีย
แม้ว่า Heeramandi จะมีฉากหลังของเรื่องราวอยู่ในอดีต แต่เสน่ห์ของเครื่องประดับสไตล์โมกุลนั้นกลับอยู่เหนือกาลเวลา และอิทธิพลนี้สามารถพบเห็นได้จากเครื่องประดับอินเดียยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องประดับสำหรับงานแต่งงานที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวมใส่
ในวันแต่งงานเจ้าบ่าวชาวอินเดียจำนวนมากจะสวมเครื่องประดับผ้าโพกหัว หรือ Sarpech ในขณะเดียวกันเจ้าสาวจำนวนมากก็มักจะสวมเครื่องประดับซ้อนกันหลายเลเยอร์ ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโมกุล โดยสวมสร้อยคอและโชคเกอร์ หรือที่เรียกว่า Hasli หรือ Guluband ซึ่งมักจะประดับด้วยอัญมณีขนาดใหญ่บนตัวเรือนทองคำ และสวมไว้ติดคอ ขณะที่สร้อยคอเส้นที่ยาวกว่า ที่บางครั้งก็เรียกว่า Raani Haar สามารถยาวไปได้ถึงสะดือเลยทีเดียว ส่วนกำไลและสร้อยข้อมือที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ 22 หรือ 24 กะรัต ประดับอัญมณีนั้นก็สามารถสวมใส่ได้หลายแบบ
เครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่เราชอบมากคือ Karn Phool หรือต่างหูขนาดใหญ่และหรูหรา ซึ่งมักยาวจนคลุมหูได้ทั้งหมด สุดท้ายนี้ห่วงจมูกหรือ Naths เป็นองค์ประกอบสำคัญของเครื่องประดับเจ้าสาวมาตั้งแต่ในยุคโมกุล ซึ่งมักออกแบบอย่างประณีตโดยมีสายโซ่ผูกไว้กับผมหรือต่างหู
6. เครื่องประดับในแบบที่ใช้งานได้จริง
เครื่องประดับไม่ได้มีไว้เพียงสวมใส่เพื่อการตกแต่งเท่านั้น แต่ยังเพื่อการใช้งานจริงด้วย ตัวอย่างเช่น Aigrette หรือ Jigha ซึ่งประดับอยู่ด้านหน้าของผ้าโพกหัว มักถูกใช้เพื่อยึดขนนกหรืออัญมณีที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับของผ้าโพกหัวของราชวงศ์ ซึ่งประโยชน์ใช้สอยในการใช้งานจริงก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของงานฝีมือหายไปเลยแม้แต่น้อย และนั่นก็คือเทคนิคที่ใช้ในการฝังอัญมณีอย่างประณีตลงบนงานโลหะที่ละเอียดอ่อน
เครื่องประดับที่ใช้งานได้จริงอีกชิ้นหนึ่งคือ กำไลแขน หรือ Bazuband ที่มักสวมใส่บริเวณต้นแขนเพื่อช่วยป้องกันผู้สวมใส่ในขณะต่อสู้ โดย Bazuband เหล่านี้มักจะได้รับการประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามด้วยการจารอักขระ, การฝังอัญมณี และการลงยาอย่างละเอียด บ้างก็ประดับด้วยทับทิม ซึ่งเป็นอัญมณีที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่ได้
แม้แต่เครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่าง ด้ามกริช ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นด้วยโลหะและหินล้ำค่า จนกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งมีดสั้นเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายราชสำนักที่สวมใส่ในที่สาธารณะและในการชุมนุมของศาลเพื่อแสดงถึงความสูงส่งและความพร้อมในการสู้รบ
This story was originally written in English by Amrita Katara.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2024 โดย Amrita Katara โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:




