Cover วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ แฟชั่นโปรโมเตอร์ และเจ้าของแบรนด์ Wisharawish มุ่งมั่นในการรักษางานคราฟต์ของไทย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ แฟชั่นโปรโมเตอร์ และเจ้าของแบรนด์ Wisharawish แบ่งปันเรื่องราวความสำคัญของงานคราฟต์ทำมือ ศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่หลายคนคิด พร้อมเผยถึงไลน์สินค้าที่จะตอบโจทย์กลุ่มคนยุคใหม่

Wisharawish เป็นแบรนด์ที่ผสมผสานงานฝีมือไทยดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยเน้นการทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่นและการใช้วัสดุทำมือคุณภาพสูงที่ได้แรงบันดาลใจจากชุมชนท้องถิ่น จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่การเชื่อมโยงช่างฝีมือกับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้น

Tatler ได้พูดคุยกับ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ แฟชั่นโปรโมเตอร์ และเจ้าของแบรนด์ Wisharawish ผู้ยังคงมุ่งมั่นในการรักษาและพัฒนางานหัตถศิลป์ไทยให้คงอยู่และยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นประธานเปิดงาน Silk Festival 2024 ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

Tatler Asia
Above ผลงานของ Wisharawish ในสัปดาห์โตเกียวแฟชั่นวีก

ที่ผ่านมาคุณได้ทำงานเกี่ยวกับงานฝีมือและผ้าไทยมาโดยตลอด เล่าให้เราฟังถึงงานของคุณสักหน่อย
การทำงานของเราคือการสนับสนุนและร่วมมือกับกลุ่มช่างฝีมือ โดยเฉพาะในด้านของงานคราฟต์ทำมือที่มีคุณค่า ซึ่งมักได้แรงบันดาลใจจากชุมชน เราเชื่อเสมอว่าการเริ่มต้นจากวัสดุที่ดีช่วยให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องปรุงแต่งมากมาย

ย้อนไปเมื่อตอนที่ไปเรียนที่ IFM Paris เวลานั้นไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงวัสดุที่ดีนัก แต่เมื่อกลับมาเมืองไทย กลับพบว่าวัสดุของเรามีความสวยงามและทรงคุณค่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยหยิบจับเลย นั่นทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ที่หาได้ยากในประเทศอื่นๆ

Tatler Asia
Above ผลงานของ Wisharawish ในงาน Silk Festival

จุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ Wisharawish งานคราฟต์ และผ้าไทยในแวดวงแฟชั่นคืออะไร
การเชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าสู่ชุมชนโดยตรง เพราะเราได้ไปทำงานร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น เป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและศิลปินที่อาจไม่มีโอกาสนำเสนอผลงานในระดับประเทศหรือสากล เราจึงกลายเป็นเหมือนแพลตฟอร์มที่ช่วยให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพ และสามารถบอกได้ว่าเราได้ร่วมงานกับใครบ้าง

สิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่การสร้างงาน แต่ยังเป็นการก่อตั้งคอมมูนิตี้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ขับเคลื่อนงานสิ่งทอโดยเฉพาะ หลายครั้งผู้คนอาจมองว่าเราไม่ได้เป็นดีไซเนอร์แฟชั่นในแบบดั้งเดิม เพราะน้ำหนักของงานเราถูกแบ่งครึ่งหนึ่งไปที่ด้านสิ่งทอและนวัตกรรม เรานำความรู้ด้านการออกแบบเข้าไปท้าทายและพัฒนาร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น ทำให้ผลงานดั้งเดิมสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้

เราต้องการเปลี่ยนแนวคิดที่ว่างานหัตถศิลป์เหล่านี้มีไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น เราอยากให้ผู้คนสามารถหยิบเอาไอเท็มต่างๆ มาใช้ได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นงานที่จับต้องได้ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่าการเป็นเพียงแฟชั่นตามฤดูกาล

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 2 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 3 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 4 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 5 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 6 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 7 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish
Photo 8 of 8 คอลเล็กชั่นเรดี้ทูแวร์โดย Wisharawish

อะไรคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับแบรนด์ และงานที่คุณกำลังทำอยู่
ปัจจุบัน Wisharawish มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ในปีที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสโชว์ผลงานที่โตเกียว และในปีนี้ก็เช่นกัน การเข้าตลาดญี่ปุ่นถือเป็นความท้าทายที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เราไม่ได้คาดหวังเพียงแค่การเข้าสู่ตลาด แต่ยังต้องการให้ลูกค้าในญี่ปุ่นเห็นถึงคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งการแสดงผลงานที่นั่นในครั้งที่ผ่านมา ได้ช่วยให้เราได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานลูกค้าเดิม

เราพบว่าผู้บริโภคในยุคใหม่ให้ความสำคัญกับศิลปะ งานฝีมือ และงานคราฟต์แฮนด์เมดมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของเรา ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีความละเอียดอ่อนในด้านแนวคิดและวิธีการสื่อสาร สำหรับเรา รากเหง้าทางวัฒนธรรมและงานฝีมือดั้งเดิมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละทิ้ง เพราะมันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาไปสู่อนาคต การออกแบบต้องคำนึงถึงแนวโน้มของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถปรับตัวให้เข้าถึงตลาดได้ โดยยังคงรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือไว้

มีวิธีการอย่างไรในการสร้างสมดุลระหว่างงานฝีมือแบบดั้งเดิมและการออกแบบร่วมสมัย
เราต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนเร็วขึ้น งานคราฟต์อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอนาคตของอุตสาหกรรม แต่มันสามารถก้าวไปพร้อมกับกระแสที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในการทำงานกับชุมชน ซึ่งแต่ละแห่งมีปัจจัยที่แตกต่างกัน เราจึงต้องช่วยออกแบบกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในแง่ของความกระชับ ความรวดเร็ว และความสะดวก ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนด้วย

ลูกค้าของเราหลายคนให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์สุดท้าย พวกเขาต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องโลจิสติกส์ การใช้พลังงาน และการจัดหาและใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ หรือวัตถุดิบอื่นๆ เราจึงต้องใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงแค่ประหยัด แต่ต้องสร้างคุณค่าให้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน เรายังต้องลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างงานฝีมือกับการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

อ่านเพิ่มเติม: ผลงานแสนเชย และภารกิจการนำเสนอ good taste กับ bad taste ในระดับโลกของศรัณย์ เย็นปัญญา

Tatler Asia
Above Icon Craft พื้นที่สนับสนุนงานคราฟต์จากดีไซน์เนอร์ไทย

สามารถบอกเล่าถึงโปรเจ็กต์หรือคอลเล็กชั่นที่สะท้อนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับผ้าไทยได้ไหม
จริงๆ แล้วมีหลายสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพียงแค่คอลเล็กชั่นเดียว อย่างทุกครั้งที่เราสร้างคอลเล็กชั่น จะใช้ผ้าจากไม่ต่ำกว่า 12-16 ชุมชน นำมาผสมผสานและพัฒนาให้เกิดความหลากหลาย นี่เป็นแนวทางที่เรายึดถือเสมอ

อีกหนึ่งเรื่องที่เราภูมิใจมากคือการเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการของกระทรวงวัฒนธรรมและกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อมโยงเยาวชนช่างทอผ้ารุ่นใหม่ให้ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อสร้างเครือข่ายและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสิ่งทออย่างยั่งยืน

ปีนี้นับเป็นปีที่สองของโครงการ และเรามีโอกาสได้เห็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย โดยแต่ละปีมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 60 คน พวกเขาได้เรียนรู้และสร้างเครือข่ายร่วมกัน ซึ่งเชื่อว่านี่จะเป็นรากฐานที่ดีต่อวงการสิ่งทอในอนาคต

ความท้าทายที่สุดในการอนุรักษ์และพัฒนางานหัตถศิลป์ผ้าไทยคืออะไร
ทุกอย่างในโลกนี้หมุนเวียนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในด้านงานศิลปะและวัฒนธรรม ที่มีกระบวนการและระบบของมันเอง เราจะเห็นได้ว่าอะไรที่เคยเป็นที่นิยมก็จะค่อยๆ หายไป แต่ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น ในฐานะนักออกแบบ เราพยายามที่จะสนับสนุนให้งานศิลปะและงานฝีมือของไทยยังคงมีชีวิตต่อไป แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกวันมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น และแนวโน้มต่างๆ ก็เปลี่ยนไปตามระบบ แต่เรายังคงพยายามสร้างพื้นที่

การที่จะสร้างความเซอร์ไพรส์ในระยะยาวนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน และเราต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เราจะเห็นในหลายๆ ประเทศว่าฝีมือดั้งเดิมกำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งโชคดีที่ในประเทศไทยเรายังมีความสามารถนี้อยู่มาก ทำให้เราต้องพยายามรักษามันไว้

ต้องการให้ผู้ที่สวมใส่ผลงานของคุณรับรู้หรือรู้สึกอย่างไร
นอกจากความสบายและความง่ายในการสวมใส่แล้ว อยากให้เขารู้สึกว่าตนเองได้สนับสนุนชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการที่ทำงานฝีมือ นี่คือสิ่งสำคัญที่เราพยายามผลักดัน อีกทั้งเรายังให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสให้กับลูกค้า โดยมีการจัดถ่ายภาพผลิตภัณฑ์เพื่อให้เห็นที่มาของวัสดุอย่างชัดเจน

เร็วๆ นี้ เราจะมีคอลเล็กชั่น Pride Month อีกส่วนหนึ่งคือ Wisharawish Meticulous และยังมีแบรนด์ใหม่ที่จะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว อยากให้คนหันมาสนับสนุนสินค้างานฝีมือมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว เพราะสินค้าหัตถกรรมช่วยส่งต่อเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายแต่เป็นสิ่งที่ดี

Topics

Nitnada Panpipat Herve
Style Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

นิตนดา พันธุ์พิพัฒน์ แอร์เว บรรณาธิการด้านสไตล์ มีประสบการณ์การทำงานกับสื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Grazia, Town & Country และ Vogue Thailand อีกทั้งยังเคยทำงานด้านการตลาดให้กับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่างหลากหลาย