วรรณศิริ คงมั่น และ เจสซี่ ดอร์ซี่ แห่ง Boyy ร่วมมือกับ FOS ศิลปินชาวเดนมาร์กอีกครั้ง เพื่อสร้างประสบการณ์รีเทลวิธีคิดแตกต่าง ณ Central Embassy
หลายเดือนที่ผ่านมา วรรณศิริ คงมั่น เดินทางระหว่างมิลานและกรุงเทพอยู่หลายทริป เพื่อตระเตรียมพื้นที่ของคอนเซ็ปต์แฟล็กชิปสโตร์ใหม่ของ Boyy ณ Central Embassy ให้มีบรรยากาศสุดสร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์ ให้ลูกค้าและแฟนๆ ของแบรนด์รู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับประสบการณ์และความทรงจำส่วนตัวโดยเฉพาะ โดยมีสินค้าจาก Boyy รายล้อมรอบชิ้นงานศิลปะไว้อย่างลงตัว
อ่านเพิ่มเติม: Tatler เจาะลึกว่าทำไมแฟชั่นโชว์คอลเล็กชั่น Chanel 2023/24 Metiers d’Art จึงเป็นหนึ่งในการแสดงงานที่เปี่ยมเสน่ห์ที่สุด
เจสซี่ ดอร์ซี่ และ วรรณศิริ คงมั่น ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Boyy พูดถึงการนำศิลปะมาสู่พื้นที่รีเทลของพวกเขาว่า "เราต่อยอดการออกแบบพื้นที่จากธีมของแฟล็กชิปสโตร์ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มายังพื้นที่แห่งใหม่ที่ Central Embassy ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเราได้ปรับเปลี่ยนบริบทการออกแบบที่เห็นในร้านรวงบนท้องถนนของมิลานมาใช้ในพื้นที่บนศูนย์การค้าในรูปแบบ shop-in-shop จนเกิดเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ เรายังคงมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการปรับแต่งอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์ Boyy ผ่านแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่นี้ด้วย"
FOS ศิลปินผู้ออกแบบแฟล็กชิปสโตร์ล่าสุดของ Boyy ได้ร่วมงานกับทางแบรนด์มาแล้วถึง 3 ครั้ง ทั้งสโตร์ในเมืองมิลานในแบบ conceptual และสโตร์สาขา Siam Paragon เต็มรูปแบบ
"จริงๆ แล้วสำหรับร้านที่มิลาน จะเรียกว่าการออกแบบ 2 คอนเซ็ปต์ร้านที่แตกต่างกัน ก็อาจไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะผมสลับสีของสิ่งต่างๆ อย่างพื้นและผนัง ชั้นวางของและเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ที่หากเรานำภาพที่ถ่ายก่อนและหลังมาเทียบกัน จะเห็นได้ว่ามันแตกต่าง แต่ก็ยังเหมือนเดิม เป็นการสร้างการรับรู้ที่ชวนให้รู้สึกสงสัยและอยากรู้ต่อ" เขาเล่าถึงการทำงานที่ผ่านมา
สำหรับความท้าทายในการพัฒนาคอนเซ็ปต์บนพื้นที่ใหม่ เขาเผยว่า “อาจมีคนตั้งคำถามว่าทำไมศิลปินถึงมามีส่วนร่วมในงานพื้นที่เชิงพาณิชย์นี้ โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกทึ่งในประเด็นที่คุณค่าของวัตถุสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมันไปอยู่ภายใต้กรอบความคิดที่ต่างกัน เจสซี่และวรรณศิริเปิดโอกาสให้ผมได้ทำงานในแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ เพราะมันรองรับได้ทั้งอารมณ์และความรู้สึกของศิลปะในสภาพแวดล้อมเชิงพาณิชย์ จนเกิดเป็นภาษาการออกแบบที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกันกับ Boyy ได้ และด้วยการทำความเข้าใจบริบทรายล้อมนี้ รวมถึงคุณลักษณะ และข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นแก่นสำคัญของแนวทางสร้างสรรค์งานแฟล็กชิปสโตร์ที่ Central Embassy แห่งนี้ นี่จึงเปรียบเสมือนการออกแบบ ‘เมือง (ร้านค้า) ในเมือง (ศูนย์การค้า) ในเมือง (กรุงเทพฯ)’ หรือ A city, within a city, within a city.”
"หากคุณสังเกตดู จะเห็นว่าวัสดุต่างๆ ไม่ใช่ของราคาแพงอะไรเลย อย่างผนังซึ่งเป็นอิฐมวลเบานี้ หรืออย่างราวแขวนสีส้มปะการัง ก็เป็นเศษโลหะที่ผมรวบรวมได้จากการสำรวจพื้นที่แถวบ้าน (ใกล้กับเมืองเวนิส อิตาลี) และเชื่อมมันเข้าด้วยกัน ใช่ครับ ผมส่งขยะจากอิตาลีเหล่านี้มาที่กรุงเทพฯ" เขาอธิบายพลางยิ้ม "แฟล็กชิปสโตร์นี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์หรอกนะ แต่นั่นเป็นเพราะพื้นที่นี้จะเว้นที่ว่างไว้ให้เราได้คิดต่อ และเติบโตไปได้อีก"
เมืองที่ซ้อนอยู่ภายในตัวร้านค้านั้นถูกออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิง เมื่อย่างก้าวเข้าไป จะพบกับสถาปัตยกรรมที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนเข้ามาอยู่ในโลกอีกใบที่มีท้องฟ้า หน้าต่าง และโคมไฟถนนที่ทำจากโลหะโดดเด่น เสริมความน่าสนใจด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีความดิบแบบอินดัสเทรียล ผสมผสานกับวัสดุมีค่า จึงทำให้ประสบการณ์ที่แฟล็กชิปสโตร์ของ Boyy แตกต่างจากร้านลักซ์ชูรีอื่นๆ
"แฟล็กชิปสโตร์แห่งนี้มีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้ง Boyy และ FOS นั่นคือสี cobalt blue ในส่วนของคอนเซ็ปต์ยังเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากสถานการณ์โควิดและร้านของเราที่มิลานด้วย ที่เรามองว่าอยากทำพื้นที่ๆ ไม่ถาวร เพราะในตอนนั้นเราไม่รู้ว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าแนวคิดนี้สมบูรณ์ที่สุดที่แฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่นี้"
"เมื่อเปิดม่านออก เราจะมองเห็นถนนและรถไฟฟ้า เป็น ‘เมืองในเมืองในเมือง' ซึ่งหากใครไม่รู้ถึงคอนเซ็ปต์ก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อรู้แล้วก็จะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดนี้ได้"
"พรมสีเทาหลากเฉดหลายรูปทรงยังทำหน้าที่เสมือนถนนที่พาผู้มาเยือนไปพบกับผลงานของ Boyy ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า และรองเท้า ที่ถูกจัดวางราวกับงานศิลป์ในจุดต่างๆ ภายในสโตร์แห่งนี้ ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ของ FOS ที่นำสิ่งที่แตกต่างมารวมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นสภาพแวดล้อมใหม่และมิติใหม่ของประสบการณ์ในรีเทลสโตร์" วรรณศิริ ยังเล่าต่อด้วยว่า "การออกแบบไม่ได้จบที่ตรงนี้ แต่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต จะมีการเติบโตและปรับเปลี่ยนไปได้อีกเรื่อยๆ มีพัฒนาการให้ติดตาม"
ไอเท็มใหม่ๆ เพื่อฉลองการเปิดแฟล็กชิปสโตร์บนห้าง Central Embassy ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีของ Boyy ในการนำเสนอผลงานพิเศษเหล่านี้ มีทั้งเสื้อผ้าคุณภาพเยี่ยมหลากหลายสไตล์ รองเท้าแบบต่างๆ ไปจนถึงแอกเซสเซอรีอย่างแว่นตา แบรนด์ยังจัดแสดงผลงานคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2024 ที่ใช้สองเฉดสีคลาสสิคอย่างแดงน้ำตาล cherry และน้ำเงินเข้ม eturia blue ผสานการใช้วัสดุล้ำยุคและดีไซน์ใหม่ และการกลับมาของกระเป๋า Romeo จากไลน์ Buckle ที่มาในหนัง Epsom และหนัง Byron คุณภาพชั้นเลิศ โดดเด่นด้วยที่จับโลหะ และหนังลูกวัวปั๊มลายจระเข้จากอิตาลี พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดของแมททีเรียลหนังจระเข้ รวมไปถึงคอลเล็กชั่น Monster ที่มีคาแร็กเตอร์สนุกสนาน
"เรามีโลโก้ Boyy เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ด้วย" วรรณศิริ กล่าวทิ้งท้ายอย่างตื่นเต้น






















