แม้ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทยอีกต่อไป แต่ก็มีคำถามสำคัญคือ “เราต้องการให้ AI ทำอะไรเพื่อเราจริงๆ” SCBX จึงได้ใช้เวลาห้าเดือนในการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบสำหรับการสร้างบทสนทนาและการค้นพบใหม่ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคมากขึ้น
จากการสำรวจผู้บริโภคคนไทยอายุระหว่าง 20-60 ปีจำนวน 1,004 คนทั่วประเทศของ SCBX ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2025 ร่วมกับ Ipsos บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก และ Vitamins ซึ่งเป็นบริษัทผู้วิจัยและที่ปรึกษาด้านธุรกิจชั้นนำของไทย จนปรากฏเป็นรายงาน “SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026” หรือรายงานการสำรวจพฤติกรรมคนไทย ได้พบสิ่งใหม่ที่ท้าทายคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะในโลกการเงินที่เกี่ยวพันทั้งความมั่นคง ความเสี่ยง และความเป็นส่วนตัว
รายงานฉบับนี้ชี้ชัดว่า คนไทยกว่าร้อยละ 80 เคยมีประสบการณ์ใช้ AI ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทว่ามีเพียงส่วนน้อยที่ “ใช้ AI อย่างเต็มศักยภาพ” ในระดับที่ให้ระบบช่วยคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจแทนได้จริง และต่อไปนี้คือใจความสำคัญของงานวิจัยที่จะบอกว่า แท้จริงแล้วคนไทยคิดอย่างไรกับ AI กันแน่ และแบรนด์เองควรปรับตัวอย่างไรในปี 2026 นี้
อ่านเพิ่มเติม: เหตุใด AI จึงดูฉลาดเป็นพิเศษเมื่อเป็นภาษาอังกฤษ แต่ยังสะดุดเมื่อสื่อสารด้วยภาษาเอเชีย

Above รายงานการสำรวจพฤติกรรมคนไทยของ SCBX ได้พบสิ่งใหม่ที่ท้าทายคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) (ภาพ: SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026)
คนไทยคุ้นเคย AI มากกว่าที่คิด แต่ยังไม่เชื่อใจพอ
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของรายงานฉบับนี้คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “invisible AI usage” คนไทยใช้ AI อยู่แทบตลอดเวลา ตั้งแต่ระบบแนะนำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียล ไปจนถึงการตรวจจับธุรกรรมผิดปกติในแอปธนาคาร แต่ผู้ใช้จำนวนมาก “ไม่รู้สึก” ว่ากำลังใช้ AI อยู่
แม้กว่าร้อยละ 90 จะรู้จักคำว่า AI และกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เคยใช้งานเครื่องมือที่มี AI อยู่เบื้องหลัง แต่เมื่อถามถึงความเข้าใจเชิงลึก มีเพียงส่วนน้อยที่อธิบายการทำงานของ AI ได้อย่างแท้จริง ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจเพียงผิวเผิน โดยมีคนไทยที่ใช้งาน AI อย่างจริงจัง จำนวน 16 เปอร์เซ็นต์, รู้จักและเข้าใจดี สามารถอธิบายให้คนอื่นได้ 46 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีความเข้าใจเพียงผิวเผินว่าคืออะไรและทำงานอย่างไร มีจำนวนมากถึง 46 เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่น่าสนใจคือ “ความไม่เข้าใจไม่ได้แปลว่าความกลัว” เพราะคนไทยจำนวนมากมอง AI ในเชิงบวก เห็นว่าเป็น “ผู้ช่วยของมนุษย์” ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์ แต่ความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล อคติของระบบ และการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นกำแพงสำคัญต่อการยอมรับในระดับที่ลึกขึ้น โดย 79 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วยว่ามนุษย์ควรเป็นผู้ตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI, 75 เปอร์เซ็นต์เข้าใจว่าคุณภาพของ AI ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ฝึก และ 73 เปอร์เซ็นต์มองว่า AI คือผู้ช่วยมนุษย์ ไม่ได้มาแทนที่มนุษย์
อ่านเพิ่มเติม: ก้าวประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้ ประเทศแรกของโลกที่ประกาศใช้กฎหมาย AI
จากความตื่นเต้นสู่ความระแวง: อารมณ์สองขั้วของผู้บริโภคไทย

Above SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026 ระบุว่า กลุ่มผู้ใช้งานคนไทยแบบ active AI มักใช้ AI เพื่องานพื้นฐาน ให้ผลลัพธ์เร็ว และไม่มีความเสี่ยง เช่น แปลภาษา สร้างรูปภาพ ตรวจไวยกรณ์ภาษาอังกฤษ สรุปข้อมูล เป็นหลัก (ภาพ: Boy Wirat / Getty Images)
รายงานของ SCBX สะท้อนภาพอารมณ์ที่ซับซ้อนของผู้บริโภคไทยต่อ AI อย่างชัดเจน นั่นคือในด้านหนึ่ง คนไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และสร้างคุณค่าให้กับโลก (71 เปอร์เซ็นต์) แต่อีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่อง AI อาจถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ (66 เปอร์เซ็นต์) ความเป็นส่วนตัว (55 เปอร์เซ็นต์) ผลลัพธ์ของ AI ที่มีอคติ (48 เปอร์เซ็นต์)
ความกังวลเหล่านี้แยกได้เป็นสามประเภท คือ ความกลัวข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือถูกใช้ไปในทางที่ผิด (fear of privacy) ความกลัวว่า AI จะถูกฝึกบนฐานข้อมูลที่ไม่ยุติธรรม (fear of bias) และความกลัวว่าตัวเองจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (fear of replacement) ที่ยังคงฝังลึก
นี่เองคือเหตุผลที่ AI ในบริบทไทยยังถูกใช้งานมากในรูปแบบ “passive AI” หรือระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยไม่ต้องโต้ตอบ ขณะที่ “active AI” อย่างแชตบอตหรือ generative AI ยังทำให้ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่มั่นใจ ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมักใช้ AI เพื่องานพื้นฐานหรืองานที่ให้ผลลัพธ์เร็วและไม่มีความเสี่ยง เช่น แปลภาษา (61 เปอร์เซ็นต์) สร้างรูปภาพ (44 เปอร์เซ็นต์) ตรวจไวยกรณ์ภาษาอังกฤษและแก้คำผิด (32 เปอร์เซ็นต์) เขียนหรือสรุปข้อความ (29 เปอร์เซ็นต์) วิเคราะห์ข้อมูลง่ายๆ ไม่ซับซ้อน (28 เปอร์เซ็นต์) สรุปข้อมูลทางธุรกิจ (20 เปอร์เซ็นต์)
ดังนั้น AI จึงถูกมองเป็นผู้ช่วยงานมากกว่าที่ปรึกษา และเป็นสิ่งที่ต้องใช้งานง่าย ไม่ต้องอธิบายมาก และใช้ AI ในการเป็นเครื่องมือช่วยลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน เน้น “สะดวก” มากกว่า “ความเข้าใจ”
9 บุคลิกผู้ใช้ AI ของคนไทย
รายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ยังได้จำแนกผู้บริโภคไทยออกเป็นเก้ากลุ่มผู้ใช้ AI โดยพิจารณาจากระดับการใช้งานและทัศนคติที่มีต่อเทคโนโลยี ได้แก่
- Skeptical Practitioner - เชื่อแต่ไม่ไว้ใจ: เปิดรับ AI แต่ยังระแวงในบางแง่มุม (34 เปอร์เซ็นต์)
- Pro-formance - นักสร้างผลงานด้วย AI: ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ (5 เปอร์เซ็นต์)
- Life Optimizer - ใช้ AI ให้ชีวิตง่ายขึ้น: ใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิตประจำวันให้ไวขึ้น ฉลาดขึ้น (8 เปอร์เซ็นต์)
- Smart Minimalist - ฉลาดแบบพอดี ใช้เท่าที่จำเป็น: ไม่คลั่ง AI แต่ใช้เท่าที่เห็นประโยชน์จริง (36 เปอร์เซ็นต์)
- Accidental Adopter - ใช้แบบไม่ได้ตั้งใจ: ใช้ AI โดยไม่รู้เลยว่ากำลังใช้ (4 เปอร์เซ็นต์)
- Digital Rejector - สายไม่เอา AI: ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ไม่อยากให้ AI เข้ามาแทนมนุษย์ (0.1 เปอร์เซ็นต์)
- Unaware Trialist - ใช้โดยไม่รู้ตัว แต่เริ่มค้นหา: เริ่มอยากเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร (3 เปอร์เซ็นต์)
- Silent Doubter - สงสัยแต่ไม่พูดออกมา: ใช้ AI อยู่ แต่ยังไม่มั่นใจหรือไม่กล้ายอมรับ (10 เปอร์เซ็นต์)
- Curious Speculator - กลุ่มที่จับตาแต่ยังไม่ลอง: ขอรอดูทิศทางก่อนลงมือ (0.2 เปอร์เซ็นต์)

Above ที่มา: SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026
เมื่อพิจารณาทั้งเก้ากลุ่ม พบว่า มีสามกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือกลุ่ม Smart Minimalist, Life Optimizer และกลุ่ม Pro-formance สามกลุ่มนี้เมื่อรวมจำนวนกันยังมีมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคชาวไทยทั้งหมด จนเป็นภาพสะท้อนความจริงของการใช้งาน AI ในการทำงานและการเงินของคนไทยวันนี้อีกด้วย
1. Smart Minimalist
กลุ่มนี้ใช้ AI เท่าที่จำเป็น เห็นประโยชน์จริง และเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด (ราว 36 เปอร์เซ็นต์) ได้แก่พนักงานออฟฟิศและผู้บริโภคทั่วไป พวกเขาแค่ต้องการให้ AI “ทำให้ชีวิตประจำวันราบรื่นและปลอดภัยขึ้น” ง่าย มั่นใจ และไม่ซับซ้อน แต่ก็มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของธุรกรรมทางการเงิน การตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ความเรียบง่ายและความมั่นใจต้องมาก่อน
2. Life Optimizer
กลุ่มนี้เป็นผู้ใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิตประจำวันให้ไวขึ้น ฉลาดขึ้น (ราว 8 เปอร์เซ็นต์) โดยเป็นกลุ่ม early adopters ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี และใช้ AI อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การเขียนเนื้อหา จัดตาราง หรือสรุปรายงาน โดยมอง AI เป็น productivity partner และลดภาระทางการคิด พวกเขามีความมั่นใจในการทดลองเครื่องมือใหม่ พร้อมจ่ายเงินสำหรับฟีเจอร์ที่มีประโยชน์จริง การตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้จึงต้องผสานความเป็นอัจฉริยะและเครื่องมือเฉพาะตัว AI ควรเป็นผู้ช่วยที่เข้าใจบริบทในชีวิตของแต่ละคน เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีประโยชน์จริง
3. Pro-formance
กลุ่มนี้คือนักสร้างผลงานด้วย AI (ราว 4-5 เปอร์เซ็นต์) แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ แต่มีอิทธิพลสูงสุดในแง่การพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานเชิงลึก พวกเขาคือมืออาชีพในสายเทคโนโลยี การเงิน หรือวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่ใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพในอาชีพ และยกระดับคุณภาพของการตัดสินใจ จึงมีความคาดหวังให้ AI สามารถทำงานวิเคราะห์ คิดเชิงตรรกะขั้นสูง เข้าใจบริบทเชิงลึก ระบบที่เรียนรู้วิธีคิดของตนเอง และช่วยตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด การตอบโจทย์ด้าน AI ของคนกลุ่มนี้จึงควรเป็นคำแนะนำตามจังหวะเวลา และการแก้ปัญหาทันท่วงที เพราะคนกลุ่มนี้มองว่า AI ที่ดีต้องเป็นมากกว่าเครื่องมือ สามารถคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า และช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

Above ผลการวิจัยที่ชัดเจนมากในรายงานของ SCBX คือ การใช้ AI ของคนไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความไว้วางใจ” (ภาพ: Sakchai Vongsasiripat / Getty Images)
จากการสำรวจกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว รายงาน SCBX ระบุว่า สิ่งที่ชัดมากจากการวิจัยครั้งนี้ คือ “การใช้ AI ของคนไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ” AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจริงได้ ก็ต่อเมื่อผู้ใช้รู้สึกปลอดภัย เข้าใจ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ AI ทำเพื่อพวกเขา
ดังนั้น องค์กรไทยที่อยากเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น AI-first organization จึงควรเริ่มจากสามมิติสำคัญ ได้แก่
1. Trust Design ซึ่งเป็นการออกแบบให้ความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ทุกบริการควรอธิบายได้ว่าทำไมระบบถึงแนะนำสิ่งนี้ ใช้ข้อมูลอะไร และปกป้องข้อมูลอย่างไร โดยมีความโปร่งใสเป็นคุณสมบัติหลัก
2. Human Validation การผสมผสานความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยีให้สมดุล เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องการ “เสียงสุดท้ายจากมนุษย์” เพราะยังมีความเชื่อในเรื่องการมีส่วนร่วมของมนุษย์
3. Meaningful Simplicity จัดการความซับซ้อนให้เข้าใจง่าย เพราะคนไทยไม่ได้กลัวเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่กลับประสบการณ์ที่มนุษย์เข้าไม่ถึง ดังนั้นการทำให้ระบบสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ เข้าใจได้หลายสำเนียง หรือเชื่อมต่อบริการต่างๆ อย่างราบรื่น จึงเป็นอาวุธลับอย่างแท้จริง
เพราะสำหรับคนไทย เทคโนโลยีที่ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ฉลาดที่สุด แต่คือสิ่งที่เข้าใจมนุษย์ที่สุด
กำแพงความกังวลทางการเงิน: ความปลอดภัยคือประตูบานแรก
ในขณะที่ความสะดวกสบายเป็นแรงจูงใจ แต่ความกลัวคือเบรกที่ยับยั้งการเติบโต โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของทรัพย์สินและการเงิน รายงานฉบับนี้มีการเผยถึงสองแรงตึงเครียดที่สร้างความกังวลในโลกการเงินยุค AI คือ ความปลอดภัย (security) และความยุ่งยาก (inconvenience) โดยมีลำดับความกังวลด้านการเงินห้าอันดับแรก ได้แก่
- การโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัย ความเสี่ยงทางธุรกรรม (60 เปอร์เซ็นต์)
- กลัวบัญชีถูกล่อลวงจนเงินออมสูญหาย (59 เปอร์เซ็นต์)
- ต้องเทียบสินเชื่อ รีไฟแนนซ์ เอง (57 เปอร์เซ็นต์)
- ต้องไล่เช็กโปรโมชั่นบัตรเครดิตเอง (55 เปอร์เซ็นต์)
- ตัวเลือกในการลงทุนมีมาก / ไม่เข้าใจศัพท์การลงทุน (52 เปอร์เซ็นต์)
ทั้งนี้ รายงานของ SCBX ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ความกังวลด้านการเงินนั้นแตกต่างกันตามสถานะรายได้และอาชีพ โดยกลุ่มรายได้สูง (50,000 - 200,000 บาทต่อเดือน) กังวลเรื่องการเสียเวลากับการจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายและกู้ยืมเงินที่ยังต้องทำเองเสียส่วนใหญ่ รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและข้อมูลที่มากเกินไปในหมวดการใช้จ่ายและการลงทุน ขณะที่กลุ่มรายได้ปานกลาง (15,000 - 49,000 บาทต่อเดือน) กังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เช่น กลัวการถูกแฮ็กหรือสูญเงินออม การขายสินค้าออนไลน์ที่ต้องเหนื่อยกับการเปรียบเทียบสินเชื่อ สำหรับกลุ่มนักสร้างผลงานด้วย AI และคนใช้ AI ให้ชีวิตง่ายขึ้น จะเจอความกังวลในลักษณะ “ไม่มีเครื่องมือฉลาดพอที่จะช่วยเลือกการลงทุนที่เหมาะสม” ให้ได้ ส่วนที่เหลือที่คิดเป็นกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งาน AI ยังคงติดในเรื่องความปลอดภัยและความซับซ้อนของข้อมูล สะท้อนถึงผู้ให้บริการทางการเงินจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ในแต่ละกลุ่มผู้บริโภค

Above ที่มา: SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026
“ความไว้ใจ” คือหัวใจของ AI-first Organization
ข้อสรุปที่ทรงพลังที่สุดจากรายงาน SCBX คือ การใช้ AI ของคนไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่ขับเคลื่อนด้วยความไว้ใจ องค์กรที่ต้องการก้าวสู่การเป็น AI-first ที่ประสบความสำเร็จ ชนะใจผู้บริโภคคนไทยได้ อาจไม่ใช่ระบบที่ฉลาดที่สุด แต่คือระบบที่เข้าใจมนุษย์มากที่สุด ผ่านพีระมิดแห่งประสบการณ์การใช้งาน AI 4 ระดับ ได้แก่
Confidence Through Trust: รากฐานที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัย AI ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้คุ้มกัน” (guard & validator) ที่ป้องกันมิจฉาชีพได้จริง
Effortless Experience: ลดความจำเจทางการเงิน (financial chores) เช่น การจัดการค่าใช้จ่ายหรือออมเงินให้อัตโนมัติ
Unified Intelligence: แปลงข้อมูลที่กระจัดกระจาย (บัตร, วอลเล็ต, ประกัน) ให้กลายเป็นภาพรวมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
Proactive Partner: ยอดพีระมิดคือการที่ AI สามารถคาดการณ์และลงมือทำแทนในขอบเขตที่ตกลงกันไว้

Above ที่มา: SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026
โดยสรุปแล้ว รายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ของ SCBX เน้นย้ำบทบาทของ AI ว่าจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือของผู้ใช้งานระดับโปรอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่คนทุกระดับรายได้ ทุกช่วงวัย ใช้ชีวิตประจำวัน AI จะกลายเป็นมาตรฐานในทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และจะไม่ถูกจดจำว่าเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตและการเงินไทย ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย เข้าใจง่าย และเป็น “เพื่อนคู่คิด” ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปข้างหน้า
Topics





