ในศตวรรษที่ 21 อวกาศกำลังกลายเป็นแหล่งทรัพยากรใหม่ของโลก Elon Musk จึงอาจไม่ได้มั่งคั่งจากรถยนต์ไฟฟ้า แต่ร่ำรวยจาก ‘เส้นทางสู่อวกาศ’
การที่ Elon Musk ก้าวขึ้นสู่สถานะมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ของบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น หากยังอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก
การเปิดตัวหุ้น SpaceX (ภายใต้สัญลักษณ์ SPCX) ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2026 ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ผลักดันให้มูลค่ากิจการหลังสิ้นสุด IPO ในช่วงแรกอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนที่ราคาจะพุ่งแรงต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน มูลค่าบริษัทก็เพิ่มเป็น 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงสองวัน ส่งผลให้บริษัทติดอันดับ 1 ใน 6 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Musk ก้าวขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐี ‘ล้านล้านดอลลาร์’ (trillionaire) คนแรกของโลก
อ่านเพิ่มเติม: Elon Musk ประกาศควบรวม SpaceX และ xAI วางรากฐานสู่การสร้าง Data Center ในอวกาศ

Above Elon Musk ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX กล่าวผ่านวิดีโอก่อนการลั่นระฆังเปิดตลาดที่ Nasdaq Marketsite ในการเปิดตัวการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ในนครนิวยอร์ก (ภาพ: Spencer Platt/Getty Images)
รายละเอียดเบื้องหลังความสำเร็จทางทรัพย์สินครั้งประวัติศาสตร์มาจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้
การทำ IPO ของ SpaceX: หุ้นของ SpaceX เริ่มต้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม ดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 31 เปอร์เซ็นต์จากราคา IPO ส่งผลให้มูลค่ารวมของบริษัท (market capitalization) ทะยานขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์
สัดส่วนการถือหุ้นมหาศาล: Elon Musk ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ SpaceX โดยแม้จะมีการขายหุ้น IPO แต่เขาไม่ได้ขายหุ้นส่วนตัวของตัวเองออกไปเลยแม้แต่หุ้นเดียว ทำให้หลังการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขายังคงมีสัดส่วนอำนาจการออกเสียง (voting power) ในบริษัทสูงมากถึงกว่า 82 เปอร์เซ็นต์
ฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของ Tesla: นอกเหนือจากความสำเร็จของ SpaceX แล้ว ทรัพย์สินอันมหาศาลส่วนใหญ่ของเขายังมาจากหุ้นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานอย่าง Tesla ซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้เขาในระดับท็อปของโลกมาอย่างยาวนาน
นอกจากจะสร้างมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลกแล้ว การเสนอขายหุ้น IPO ของ SpaceX ยังสร้างเศรษฐีใหม่หลายพันคน และมหาเศรษฐีพันล้านอีกหลายคนในหมู่พนักงานและผู้บริหารที่ถือหุ้นอีกด้วย

Above Gwynne Shotwell (กลางขวา) ประธานบริษัท SpaceX ร่วมฉลองกับครอบครัวและเหล่าพนักงานที่ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ในไทม์สแควร์ นิวยอร์ก ระหว่างการเปิดตัวการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 (ภาพ: Spencer Platt/Getty Images)
เส้นทางล่าขุมทรัพย์อวกาศ
SpaceX ถือกำเนิดขึ้นจากความฝันส่วนตัวของ Elon Musk ที่อยากเห็นมนุษย์ไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร ซึ่งย้อนกลับไปตอนนั้น Musk เพิ่งได้เงินจากการขาย PayPal และอยากทำโครงการส่งเรือนกระจกเล็กๆ ไปปลูกพืชบนดาวอังคารเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจอวกาศ
Musk ลงทุนบินไปรัสเซียเพื่อขอซื้อจรวดขีปนาวุธเก่า (Dnepr) มาดัดแปลง แต่รัสเซียไม่ยอมขาย ด้วยความโมโห เขาจึงตัดสินใจเปิดบริษัท Space Exploration Technologies Corp. (SpaceX) ในคลังสินค้าเล็กๆ ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อสร้างจรวดใช้เอง แต่เพราะการทำจรวดไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ SpaceX ประสบความล้มเหลวในการทดสอบปล่อยจรวดติดต่อกันถึงสามครั้ง เขาจึงวางเดิมพันเงินก้อนสุดท้ายในครั้งที่สี่ หากระเบิด SpaceX จะล้มละลายทันที แต่แล้ววิกฤติบริษัทเฉียดล้มละลายก็พลิกพุ่งเมื่อจรวดเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ กลายเป็นจรวดทุนเอกชนลำแรกของโลกที่ทำได้ กระทั่ง NASA กระโดดเข้ามาเซ็นสัญญาจ้างมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ ให้ SpaceX ช่วยขนส่งเสบียงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง Falcon 9 และยาน Dragon ที่ครองโลกในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม: จุดเริ่มต้นของ Neuralink เมื่อ Elon Musk ฝังชิปคอมพิวเตอร์ตัวแรกลงในสมองมนุษย์

Above ภาพถ่ายจากดาดฟ้าของอาคารประกอบยานอวกาศของ NASA แสดงให้เห็นจรวด Falcon Heavy ของ SpaceX ขณะปล่อยยานอวกาศ Europa Clipper (ภาพ: Brandon Moser/Central Florida Public Media)
เศรษฐกิจนอกโลก
ล่าสุด ตามข้อมูลไฟลิ่ง (S-1) ในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ระบุถึงโครงสร้างธุรกิจของ SpaceX ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจาก ‘บริษัทสร้างจรวด’ ไปสู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานอวกาศ โทรคมนาคม และปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ อย่างเต็มตัว โดยแบ่งออกเป็นสามขาธุรกิจหลัก (Three Reporting Segments) ดังนี้
1. ธุรกิจการเชื่อมต่อและโทรคมนาคม (Connectivity) ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของบริษัท ทำรายได้สูงที่สุดและเป็นธุรกิจเดียวที่ทำกำไรทางบัญชีให้กับบริษัทในปัจจุบัน ครองสัดส่วนรายได้ถึงประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมทั้งหมด ประกอบด้วย
- Starlink (ดาวเทียมอินเทอร์เน็ต): ปัจจุบันมีดาวเทียมโลดแล่นอยู่บนวงโคจรต่ำ (LEO) เกือบ 10,000 ดวง และมีผู้ใช้งานทะลุ 10.3 ล้านรายทั่วโลก ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไป (B2C) และกลุ่มองค์กร/การพาณิชย์ (B2B) เช่น สายการบิน และเรือขนส่งสินค้า
- Starshield: บริการเครือข่ายดาวเทียมเวอร์ชั่นความปลอดภัยสูง ป้องกันการถอดรหัสและการจารกรรม ข้อมูลนี้ทำขึ้นมาเพื่อขายให้กับหน่วยงานความมั่นคง รัฐบาลสหรัฐฯ (กระทรวงกลาโหม) และกลุ่มพันธมิตรโดยเฉพาะ
- Direct-to-Cell: บริการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมจากดาวเทียมตรงสู่โทรศัพท์มือถือทั่วไปโดยไม่ต้องใช้เสารับสัญญาณบนดิน ซึ่งเป็นน่านน้ำใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
2. ธุรกิจอวกาศและการขนส่ง (Space) ที่เป็นส่วนฐานรากของเทคโนโลยี แม้จะเป็นภาพจำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ SpaceX แต่ในแง่รายได้ ธุรกิจนี้คิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมเท่านั้น และยังมีสถานะขาดทุนเนื่องจากงบลงทุนมหาศาลในการพัฒนาเทคโนโลยี ประกอบด้วย
- Launch Services (บริการรับจ้างส่งสัมภาระ): การใช้จรวด Falcon 9 และ Falcon Heavy ในการรับจ้างขนส่งดาวเทียม ยานอวกาศ และอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งปัจจุบัน SpaceX ครองส่วนแบ่งน้ำหนักสัมภาระที่ส่งขึ้นอวกาศมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก
- Human Spaceflight & Dragon: ยานแคปซูล Dragon ที่รับหน้าที่ส่งนักบินอวกาศและเสบียงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ทั้งในภารกิจของ NASA และทัวร์อวกาศของเอกชน
- Starship Development: โครงการพัฒนายานอวกาศขนาดยักษ์รีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำภารกิจพามนุษย์กลับไปดวงจันทร์ (Artemis ของ NASA) และการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต
3. ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลุ่มธุรกิจที่เป็นน่านน้ำใหม่มูลค่ามหาศาล ธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากการที่ SpaceX ควบรวมกิจการกับ xAI (บริษัท AI ของ Musk เจ้าของแชทบอท Grok) เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ล่าสุดที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้น และเป็นจุดที่ SpaceX อัดงบลงทุน (CapEx) สูงที่สุดในตอนนี้ ประกอบด้วย
- Space-based AI Compute Infrastructure: การสร้างคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ประมวลผล AI บนอวกาศ โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เข้มข้นกว่าบนโลกห้าเท่า และใช้ความเย็นในสภาวะสุญญากาศช่วยระบายความร้อน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานไฟฟ้าและการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์บนโลกที่ติดข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
- AI Models & Computing Rental: การพัฒนาโมเดล AI ของตัวเอง (เช่น Grok บนแพลตฟอร์ม X) และการปล่อยเช่ากำลังการประมวลผล (Compute) ให้กับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ บนโลก (เช่น ดีลล่าสุดกับค่าย Anthropic)
เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากโกดังในเมืองเอลเซกันโด กำลังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์... เพราะผมคิดว่าบริษัทนี้จะต้องล้มเหลว ผมให้โอกาสที่ SpaceX จะประสบความสำเร็จน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ
จากโครงสร้างธุรกิของ SpaceX แสดงให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ของ Musk ไม่ได้มองห้วงอวกาศเป็นเพียงพรมแดนแห่งการสำรวจเท่านั้น แต่เขามองมันเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยทลายขีดจำกัดทางกายภาพและวิกฤติพลังงานที่โลกกำลังเผชิญ ด้วยเหตุผลที่ Musk ระบุว่า การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์บนห้วงอวกาศมีประสิทธิภาพสูงกว่าบนโลกถึงห้าเท่า นั่นหมายความว่า การยกโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประมวลผลขึ้นไปไว้บนวงโคจร เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดมหึมา จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าและขยายระบบได้ง่ายกว่าการเปิดใช้งานบนภาคพื้นดินอย่างเทียบไม่ติด
Musk จึงได้ปรับทิศทางบริษัทในเครืออย่างดุดันเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานบนโลก ด้วยการยกทั้งระบบขึ้นไปไว้บนอวกาศ อย่างไรก็ดี แม้ Musk จะคาดการณ์ว่าการย้ายฐานระบบไปยังวงโคจรนี้จะเกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 ปี แต่เหล่าผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น กว่าที่ระบบนี้จะคุ้มทุนและใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย
ยุคสมัยของ ‘ราชาอวกาศ’
เมื่อมองย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 หากหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกถูกจารึกไว้ด้วยชื่อของ John D. Rockefeller ชายผู้ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลกจากการมองเห็นอนาคตในสิ่งที่เป็นของเหลวสีดำใต้ผืนดิน การผูกขาด ‘น้ำมัน’ และการควบคุมท่อส่งพลังงานของ Standard Oil ในวันนั้น คือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และสร้างความมั่งคั่งในระดับที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้
วันนี้ Musk ก็กำลังสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งที่ยั่งยืนกว่าจากการเป็นผู้ควบคุม ‘เส้นทางสู่อวกาศ’ แต่เพียงผู้เดียว เพราะความลึกซึ้งของเกมธุรกิจที่ SpaceX กำลังเล่น ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งจรวดไปดาวอังคารเพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่คือการสร้าง ‘ท่อส่งพลังงานแห่งยุคดิจิทัล’ ที่ปัจจุบัน จรวด Falcon ของ SpaceX รับหน้าที่ขนส่งดาวเทียมและสัมภาระขึ้นสู่อวกาศคิดเป็นน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 80 ของทั้งโลกรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล้องโทรทรรศน์ล้ำสมัยของยุโรป หรือแม้แต่ดาวเทียมสื่อสารของบริษัทคู่แข่ง เมื่อประตูสู่นอกโลกถือกุญแจไว้ที่จุดเดียว SpaceX จึงไม่ได้เป็นเพียงบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังมีสถานะเป็นทางหลวงสายหลักของอวกาศ
นอกจากนี้ Musk ยังเดินเกมลึกไปกว่านั้นด้วยการเข้าจับจอง ‘ทำเลทองคำ’ ผ่านโครงการเครือข่ายดาวเทียม Starlink เพราะขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่ามันคืออินเทอร์เน็ตสำหรับพื้นที่ห่างไกล แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มันคือการเข้ายึดครอง ‘วงโคจรต่ำของโลก’ (Low Earth Orbit) เพราะปัจจุบัน Musk เป็นเจ้าของดาวเทียมที่ลอยอยู่บนฟ้าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของดาวเทียมทั้งหมดที่มนุษยชาติเคยส่งขึ้นไป ในยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไร้คนขับ และระบบการทหารอัจฉริยะที่ต้องการการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงระดับมิลลิวินาที ใครก็ตามที่ครอบครองโฉนดที่ดินบนวงโคจรนี้ได้ก่อน ก็ไม่ต่างอะไรกับการมีกรรมสิทธิ์ในบ่อน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจนอกโลกนี้ขึ้นมา SpaceX จึงได้เดินหมากครั้งใหญ่และไม่ธรรมดาในตลาดทุน การเปิด IPO ของ SpaceX ยักษ์ใหญ่ด้านการบินและอวกาศรายนี้ ได้กลายเป็น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่สามารถระดมทุนไปได้มากกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และดันมูลค่าบริษัทให้พุ่งทะยานไปแตะระดับ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ (15 มิ.ย.) โดยเอกสารที่ SpaceX ยื่นต่อทางการระบุถึงเป้าหมายมูลค่าตลาดที่สูงถึง 28.5 ล้านล้านดอลลาร์ และเม็ดเงินส่วนใหญ่จะมาจากบริการประมวลผล AI บนอวกาศโดยตรง

Above โลโก้บริษัท SpaceX แสดงอยู่ด้านนอกอาคาร Nasdaq Marketsite ในวันเปิดตัวการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ในนครนิวยอร์ก การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ ถือเป็น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (ภาพ: Spencer Platt/Getty Images)
สรุปภาพรวมธุรกิจ โมเดลธุรกิจของ SpaceX ตอนนี้เปรียบเหมือน ‘Flywheel (กงล้อต้นกำลัง)’ นั่นคือ ใช้ธุรกิจส่งจรวด (Space) เป็นฐานรากคอยส่งดาวเทียมขึ้นไปสร้างโครงข่าย แล้วดาวเทียมสร้างอินเทอร์เน็ต (Connectivity) สร้างกระแสเงินสดและกำไรกลับมาให้บริษัทมหาศาล จากนั้นนำกำไรจากอินเทอร์เน็ต ไปอุดหนุนและสร้างระบบประมวลผลอวกาศยุคถัดไป (AI)
ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก อาจไม่ได้เป็นเรื่องของความร่ำรวยส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นเครื่องยืนยันว่า ศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้เคลื่อนย้ายอีกครั้ง
จากน้ำมันสู่ข้อมูล และจากข้อมูลสู่อวกาศ นี่คือช่วงเวลาที่โลกอาจกำลังบอกเราว่า ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในศตวรรษนี้ ไม่ได้อยู่ใต้ดินอีกต่อไป
แต่วนโคจรอยู่เหนือโลกของเราแล้ว!
Topics





