J.P. Morgan ชี้พรมแดนใหม่แห่งการลงทุนปี 2026: ปัญญาประดิษฐ์จุดชนวนการเติบโต การแบ่งขั้วเศรษฐกิจใหม่ และการจัดการความเสี่ยงเงินเฟ้อ
J.P. Morgan Wealth Management หน่วยบริการบริหารความมั่งคั่งของ J.P. Morgan สถาบันการเงินระดับโลก เผยแพร่มุมมองการลงทุนทั่วโลกประจำปี 2026 ภายใต้ชื่อ “Promise and Pressure” (คำมั่นสัญญาและแรงกดดัน) โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของสามพลังขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความแตกแยกของโลก (global fragmentation) และ ภาวะเงินเฟ้อ (inflation) ต่อกลยุทธ์การลงทุนของนักลงทุนผู้ทรงอิทธิพลตลอดสองปีข้างหน้า
รายงานฉบับนี้เจาะลึกว่าปัจจัยเหล่านี้กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์การลงทุนอย่างไร และจะส่งผลต่อความคิดเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุนในช่วงสองปีข้างหน้าอย่างไรบ้าง
Grace Peters ผู้บริหารร่วมฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ J.P. Morgan Private Bank กล่าวว่า “ปี 2025 คือปีแห่งความไม่แน่นอน แต่วันนี้ โลกเริ่มขยับไปสู่กรอบคิดใหม่ด้วยสามธีมหลัก ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก” พร้อมเสริมว่า “สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้มีความสดใหม่ โดยผนวกความมีวินัยเข้ากับความยืดหยุ่น”
อ่านเพิ่มเติม: จับกระแส 8 เมกะเทรนด์โลก

Above J.P. Morgan Wealth Management เผยแพร่มุมมองการลงทุนทั่วโลกประจำปี 2026 ภายใต้ชื่อ “Promise and Pressure” มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผลกระทบของสามพลังขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การแบ่งขั้วเศรษฐกิจของโลก และภาวะเงินเฟ้อ (ภาพ: privatebank.jpmorgan.com)
AI: แรงขับเคลื่อนหลักแห่งการพลิกโฉม
J.P. Morgan ระบุชัดเจนในรายงานว่า AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงเชิงอุตสาหกรรม ทั้งในมิติประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และการยกระดับศักยภาพการผลิตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีกำลังปรับเปลี่ยนตลาดแรงงานและสร้างกิจกรรมการลงทุนรูปแบบใหม่
ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ generative AI กำลังได้รับแรงผลักดันอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของโมเดลต่างๆ แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มที่ agentic models (โมเดลที่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้เอง) อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามนุษย์ได้ภายในปี 2026
การเติบโตของ AI ได้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ (hyperscalers) 12 แห่งได้เพิ่มการใช้จ่ายด้านทุน (capex) เป็นสามเท่าจาก 1.50 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.79 ล้านล้านบาท) ในปี 2023 เป็นกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 15.95 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 ทั้งนี้ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้มีส่วนช่วยในการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ มากกว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2025
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างกังวลว่า AI จะเป็น “ฟองสบู่” ซึ่งรายงานชี้ว่าแม้จะมีส่วนประกอบของฟองสบู่ (การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่, ความตื่นเต้น) แต่ก็ยังไม่เห็นกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (excess capacity) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุคฟองสบู่อินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบัน อุปสงค์ยังคงมากกว่าอุปทานในห่วงโซ่คุณค่าของคอมพิวติ้ง พลังงาน และศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ ผลตอบแทนของบริษัท AI ในตลาดสาธารณะส่วนใหญ่มาจาก การเติบโตของกำไร (earnings growth) ไม่ใช่แค่การขยายตัวของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E multiple)

Above มีแนวโน้มสูงว่า AI ที่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายได้เอง (agentic models) อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ามนุษย์ได้ภายในปี 2026 (ภาพ: MF3d / Getty Images)
เพื่อคว้าโอกาสจาก AI, J.P. Morgan จึงได้นำเสนอกลยุทธ์สำคัญสี่ประการ ได้แก่
- มุ่งเน้นผู้นำตลาดขนาดใหญ่ (large-cap leaders) โดยเชื่อว่ากลุ่ม hyperscalers (ผู้ให้บริการคลาวด์และผู้บริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่) จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ค้นหาโอกาสในห่วงโซ่อุปทาน AI (AI supply chain) เน้นบริษัทที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเทคโนโลยี เช่น พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ระบบระบายความร้อน และแร่ธาตุสำคัญ เนื่องจากพลังงานเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด
- องค์กรใหญ่ฉลาดใช้ AI (smart corporate users of AI) จึงควรมองหาธุรกิจที่นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มรายได้และกำไรอย่างประสบความสำเร็จ
- พิจารณาการลงทุนในตลาดส่วนบุคคล (private exposure) เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะเป็นส่วนบุคคลนานขึ้น มูลค่าส่วนใหญ่จากการปฏิวัติ AI จึงคาดว่าจะเกิดขึ้นในส่วนของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชั่น ซึ่งมักจะยังคงอยู่ในตลาดส่วนบุคคลจนถึงสิ้นทศวรรษ
โลกที่แบ่งขั้ว: พอร์ตยุคใหม่ต้องแข็งแรงและกระจายตัวกว่าเดิม
รายงาน Promise and Pressure ของ J.P. Morgan Wealth Management ยังเน้นย้ำถึงสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังแยกส่วนกันมากขึ้น และกล่าวถึงพลวัตของเงินเฟ้อที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 2022
ภูมิภาคสำคัญของโลก เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และลาตินอเมริกา ต่างกำลังปรับยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านการค้า ความมั่นคง และพลวัตของสกุลเงินที่กำลังแปรผัน การเกิดขึ้นของกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Blocs) และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ทั่วโลก กระตุ้นให้นักลงทุนต้องเสริมความแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตโฟลิโอ
Stephen Parker ผู้ร่วมบริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ J.P. Morgan Private Bank กล่าวว่า “เมื่อมองไปยังปี 2026 นักลงทุนต้องเผชิญกับพลังคู่ขนาน ทั้งการเพิ่มผลผลิตจาก AI และภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ ภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่แบ่งขั้ว” โดยย้ำว่า “เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ลูกค้าค้นพบโอกาสใหม่ๆ และสร้างพอร์ตโฟลิโอที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของพวกเขา”
ทั้งนี้ J.P. Morgan Wealth Management ยังได้ระบุถึงภูมิภาคที่น่าจับตาในโลกที่กำลังแบ่งขั้วไว้ดังนี้

Above ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้จีนพยายามขยายอิทธิพลไปสู่กลุ่มการค้าที่เรียกว่า “Global South” ซึ่งไม่รวมสหรัฐอเมริกาและยุโรป (ภาพ: Yaorusheng / Getty Images)
จีน:
มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก กำลังเร่งสร้างอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยกระชับความสัมพันธ์ทั้งทางการทูตและการทหารกับรัสเซียและเกาหลีเหนือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จีนแสดงความกระตือรือร้นในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ จีนยังพยายามที่จะขยายอิทธิพลไปสู่กลุ่มการค้าที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “Global South” ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่รวมสหรัฐอเมริกาและยุโรป เราจะเห็นร่องรอยของการลงทุนและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนได้ทั่วโลก ตั้งแต่ท่าเรือในเปรู ไปจนถึงทางรถไฟในเอธิโอเปีย และเหมืองโคบอลต์ในคองโก ในปี 2025 กลุ่ม BRICs ก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ ได้แก่ อียิปต์ อิหร่าน เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย เข้าสู่กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ 11 ประเทศ
การที่จีนหันไปเป็นคู่ค้ากับประเทศอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ อาจไม่ใช่สัญญาณบวกสำหรับตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด ดังนั้น ในส่วนกลยุทธ์การลงทุน J.P. Morgan Wealth Management จึงเลือกให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นในประเทศที่มีปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาว (secular drivers) ที่เป็นอิสระ ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง อาทิ อินเดีย โดยตลาดหุ้นอินเดียมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการเงินและการคลังที่เอื้ออำนวย ท่ามกลางการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ, ไต้หวัน อาจได้รับประโยชน์จากแนวโน้มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามวัฏจักร ผนวกกับความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาคเทคโนโลยีซึ่งจีนถือเป็นหัวใจสำคัญ มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ จะยิ่งเร่งให้จีนเร่งพัฒนาศักยภาพภายในประเทศ แม้ว่าจีนจะยังคงตามหลังในด้านความพอเพียงของเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูง อย่างไรก็ตาม บริษัทนวัตกรรมของจีนกำลังสร้างมูลค่าอย่างแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากโมเดล AI ที่มีประสิทธิภาพสูง แพลตฟอร์มผู้บริโภคที่ได้รับความนิยม และความเป็นผู้นำในด้านฮาร์ดแวร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การตัดสินใจล่าสุดของรัฐบาลจีนที่สั่งห้ามการใช้ชิปที่ Nvidia ส่งออกมา อาจตีความได้ว่าชิปที่ผลิตในประเทศนั้น “ดีพอ” สำหรับการฝึกฝนโมเดล LLM ที่เทียบเคียงได้กับคู่แข่งในสหรัฐฯ แม้ว่าจะต้องใช้พลังงานมากกว่ามากก็ตาม
อ่านเพิ่มเติม: 9 เหตุผลที่ทำให้ “อินเดีย” ยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนระดับโลก
ยุโรป:
ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โลกที่พัฒนาแล้วต่างเพลิดเพลินกับสิ่งที่เรียกขานกันในวงกว้างว่า “เงินปันผลแห่งสันติภาพ” (Peace Dividend) ในช่วงปี 1992 จนถึง 2022 การผลิตรถถังของยุโรปลดลงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ เครื่องบินรบ 57 เปอร์เซ็นต์ เรือ 39 เปอร์เซ็นต์ และเรือดำน้ำลดลง 47 เปอร์เซ็นต์ เทคโนโลยีต่างๆ เช่น อินเทอร์เน็ตและ GPS ได้เปลี่ยนผ่านจากการใช้ทางทหารสู่การใช้ในเชิงพาณิชย์ ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกดึงดูดกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้อย่างมหาศาล ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานและตลาดทุนทั่วโลกก็มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Above ทศวรรษ 2020 ยุโรปถูกนิยามด้วยการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และความเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้นในการสร้างระบอบความมั่นคงที่ยั่งยืน (ภาพ: FotografiaBasica / Getty Images)
ทว่า ทศวรรษ 2020 ยุโรปกลับถูกนิยามด้วยการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และความเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้นในการสร้างระบอบความมั่นคงที่ยั่งยืน ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่การป้องกันประเทศแบบดั้งเดิม ความมั่นคงทางไซเบอร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และอุปทานพลังงาน
- ยุโรปกำลังเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดสรรงบประมาณป้องกันประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี รัฐบาลเยอรมนีได้ประกาศมาตรการกระตุ้นทางการคลังขนาดใหญ่ NATO เองก็ได้กำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่สูงขึ้นใหม่ ในส่วนของสหรัฐฯ ก็กำลังขออนุมัติงบประมาณด้านกลาโหม 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแรงผลักดันในการติดอาวุธครั้งใหม่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในยุโรปเท่านั้น การเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ยกระดับความคาดหวังของนักลงทุนอย่างมาก โดยบริษัทกลาโหมในยุโรปมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2024 และ Wall Street คาดการณ์การเติบโตที่เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงสิ้นทศวรรษ
- บริษัทอุตสาหกรรมในยุโรปยังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็วและการนำ AI มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการลงทุนในศูนย์ข้อมูลเร่งตัวขึ้น กระแสความต้องการนี้กระตุ้นอุปสงค์ในสินค้าทุน อุปกรณ์ไฟฟ้า และโซลูชั่นด้านพลังงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทชั้นนำของยุโรปมีความโดดเด่น
อเมริกาใต้:
ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีความหลากหลายมากขึ้น และประเด็นด้านความมั่นคงได้กำหนดความสัมพันธ์ทางการค้า อเมริกาใต้ต้องดำเนินกลยุทธ์การค้าควบคู่ไปกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ประเทศส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้มีดุลการค้าขาดดุลกับสหรัฐฯ ขณะที่จีนได้กลายเป็นคู่ค้าหลักสำหรับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การลงทุนของจีนมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเหนือกว่า FDI ที่มาจากสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงสู่รัฐบาลแนวคิดซ้าย (left-leaning governments) ตลอดทศวรรษได้ทำให้อเมริกาใต้มีแนวคิดทางอุดมการณ์ใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น
นอกเหนือจากเรื่องอุดมการณ์ อเมริกาใต้ยังครอบครองทรัพยากรสำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องการ เช่น ทองแดงที่ภูมิภาคนี้มีอัตราส่วนที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตทองแดงทั่วโลก และมีปริมาณสำรองถึง 38 เปอร์เซ็นต์ของโลก เฉพาะชิลีประเทศเดียวก็ผลิตทองแดงได้ถึง 27 เปอร์เซ็นต์ของโลก เปรูมีปริมาณสำรองแร่เงินมากที่สุดในโลก ขณะที่เม็กซิโกเป็นผู้ผลิตแร่เงินรายใหญ่ที่สุดสำหรับลิเทียม ชิลีและอาร์เจนตินาเป็นอันดับหนึ่งและสามของโลกในแง่ของปริมาณสำรองที่สามารถสกัดทางเศรษฐกิจได้
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคลื่นการปฏิวัติ AI ได้เร่งความต้องการพลังงานและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งผลักดันความต้องการแร่ธาตุสำคัญให้สูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกก็มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว

Above อเมริกาใต้ครอบครองทรัพยากรสำคัญที่เศรษฐกิจโลกต้องการ หนึ่งในนั้นคือทองแดงที่ภูมิภาคนี้มีอยู่ 40 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตทองแดงทั่วโลก (ภาพ: sfmthd / Getty Images)
เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่: สร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อความยืดหยุ่น
J.P. Morgan Private Bank ชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (rising government deficits) ได้นำมาซึ่งความผันผวนที่สูงขึ้นในภูมิทัศน์การลงทุน แรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากห่วงโซ่อุปทานและนโยบายการคลัง ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันสภาวะนี้ ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สามารถต้านทานความผันผวนของระดับราคาได้

Above J.P. Morgan Private Bank ชี้ว่า พันธบัตรยังคงเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการสร้างพอร์ตโฟลิโอ แต่เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ฝังแน่นและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น (ภาพ: Craig Hastings / Getty Images)
มุมมองดังกล่าวยังเสนอว่า ปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต (capacity constraints) และรูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภค มีแนวโน้มที่จะคงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไว้ในระยะกลาง
Stephen Parker ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า “พันธบัตรยังคงเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการสร้างพอร์ตโฟลิโอ แต่เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่ฝังแน่นและความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องมองข้ามสินทรัพย์รายได้คงที่แบบดั้งเดิม” และยังระบุว่า “เพื่อนำทางในระบอบใหม่นี้ การเติมเต็มพันธบัตรหลักด้วย สินค้าโภคภัณฑ์ (commodities), สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (real assets), และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน (uncorrelated hedge funds) จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากหุ้นท่ามกลางเงินเฟ้อที่คงอยู่ได้เป็นอย่างดี”
Topics





