รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Cover ‘อาจารย์แต๋ม’ รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้บุกเบิกด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life-Cycle Assessment — LCA) ที่ริเริ่มการดำเนินงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มากว่า 20 ปี จนมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติมากมาย (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ในปี 2026 ธุรกิจไทยถูกจับตามองว่าเป็นปีเปลี่ยนเกมของการดำเนินธุรกิจภายใต้ Carbon Economy ทำให้ ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ (carbon footprint) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวไปสู่ ‘สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์’ ที่เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่ รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ ‘อาจารย์แต๋ม’ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันภาครัฐและเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนนโยบายก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life-Cycle Assessment — LCA) ที่ริเริ่มการดำเนินงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) ในประเทศไทย เป็นครั้งแรกในปี 2006

อาจารย์แต๋มมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นจาก สวทช. สวก. และ บพข. อีกทั้งยังมีประสบการณ์ให้คำปรึกษากับภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการมากกว่า 600 องค์กร มากกว่า 3,500 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเป็นคณะผู้ชำนาญการด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ ‘อบก.’ มาตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปัจจุบัน โดย อบก. จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน รวมทั้งพัฒนาระบบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ อีเวนต์ และโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Carbon Neutrality & Net Zero 2050

ปัจจุบันนอกจากการทำงานในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีและการจัดการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์แต๋มยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด (V Green KU) ซึ่ง spin off มาจากศูนย์วีกรีน คณะสิ่งแวลด้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ได้รับใบรับรองระบบงานขึ้นทะเบียน เป็นหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก มอก.14065-2560 ( ISO 14065 : 2013) ระดับชาติ เป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทย ให้บริการอบรม ที่ปรึกษา และทวนสอบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ก๊าซเรือนกระจก และความยั่งยืน (ESG, BCG, Circular Economy, Eco Factory, SDG)

อ่านเพิ่มเติม: Pipatchara ตีความหมายพวงดอกไม้แห่งความศรัทธา สู่งานออกแบบร่วมสมัยที่ผสานความประณีต ความตั้งใจ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน

จุดเปลี่ยนประเทศไทย

“ในวันที่ประเทศเราเพิ่งรู้จักคำว่า ‘carbon footprint’ เมื่อ 20 ปีก่อน ทางสหภาพยุโรป (EU) ได้เริ่มนโยบายผลิตภัณฑ์เชิงบูรณาการ ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการตลอดวัฏจักรชีวิต (life cycle) ที่เรียกว่า Integrated Product Policy (IPP) ล่วงหน้าเราไปมากกว่า 10 ปีแล้ว”

อาจารย์แต๋มเริ่มเกริ่นนำถึงความตื่นตัวเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่เริ่มจากการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านมามากกว่า 20 ปี ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการก๊าซเรือนกระจก จากการรายงานภาคสมัครใจ ไปสู่การเป็น ‘ข้อบังคับทางกฎหมาย’ อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ภายในปีนี้ โดยมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้องค์กรที่เป็นนิติบุคคลตามกฏหมายเอกชนและมหาชน ต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี ที่ผ่านการทวนสอบจากหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ขึ้นทะเบียน ระดับชาติ รวมทั้งจัดทำแผนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เพราะเมื่อประเทศไทยประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 ก็จำเป็นต้องมีแผนการดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านจากระบบรายงานโดยสมัครใจไปสู่การกำกับดูแลตามกฎหมาย ทำให้เปลี่ยนวิธีคิดขององค์กรต่อ ‘คาร์บอน’ ไปด้วย นอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังมีการกำหนดเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคาร์บอน เช่น ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS หรือ Cap and Trade) มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ด้านคาร์บอน การซื้อขายคาร์บอนเครดิต และภาษีคาร์บอนในอนาคต

Tatler Asia
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above ‘อาจารย์แต๋ม’ ในฐานะ MD ของ V Green KU พูดถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการก๊าซเรือนกระจก จากการรายงานภาคสมัครใจ ไปสู่การเป็น ‘ข้อบังคับทางกฎหมาย’ อย่างเต็มรูปแบบ ว่า เมื่อกฎหมายเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง คาร์บอนจะกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการอย่างจริงจัง (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินวัฏจักรชีวิต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

จากการรายงานสู่การบริหาร ‘ทุนคาร์บอน’

โครงการคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย หมายถึง โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) อาจารย์แต๋มเล่าว่า ตลาดคาร์บอนเครดิตในไทยเติบโตจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ในช่วงแรกๆ หาทั้งผู้ขายและผู้ซื้อแทบไม่ได้ บริษัทที่มีคาร์บอนเครดิตในมือแต่ขายไม่ออก เพราะถูกมองว่าทำไมต้องซื้อ ทำไมไม่ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเอง (ลดต้นทุนการผลิต) ทำให้ อบก. ต้องพัฒนาโครงการส่งเสริมการชดเชยคาร์บอนเพื่อสร้างความต้องการทางการตลาด และเลือกให้อาจารย์แต๋มเป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อชี้แจงให้ผู้ประกอบการเห็นว่า การจัดซื้อคาร์บอนเครดิตเป็นทางเลือกในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลังจากที่ลดด้วยตัวเองจนถึงทางตันแล้ว ทำให้อาจารย์แต๋มได้ชื่อว่าเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตรายแรกของประเทศ เพื่อนำมาสนับสนุนองค์กรเข้าร่วมโครงการ

แต่วันนี้ภาพเปลี่ยนไปสิ้นเชิง “ในอดีต หลายบริษัทเห็นว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์หรือ CSR” อาจารย์แต๋มอธิบาย “แต่เมื่อกฎหมายเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง คาร์บอนจะกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการอย่างจริงจัง”

บริษัทขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ต่างดำเนินการเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แม้แต่บริษัทขนาดเล็กที่มองว่าคงไม่ต้องรายงาน เพราะปล่อยน้อย ต่างก็เริ่มขยับตัว เพราะเกรงว่าจะตกขบวนจากซัพพลายเชนของบริษัทขนาดใหญ่

จากที่เคยมองว่าทำไมต้องซื้อคาร์บอนเครดิต บริษัทเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่า หากลดเองไม่ได้ การซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยในราคาที่รับได้ (ถูกกว่าการลงทุนโครงการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) เป็นทางเลือกที่ดีกว่า มากไปกว่านั้นเริ่มอยากเป็นผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตเสียเอง “ต่อไปจะมีอาชีพใหม่ คือ นักก๊าซเรือนกระจก นักคาร์บอนเคดิต” อาจารย์แต๋มให้ความเห็น

อ่านเพิ่มเติม: เบื้องหลัง OceanX: ภารกิจของ Ray และ Mark Dalio ในการสำรวจทะเลที่ไม่มีใครเคยทำแผนที่มาก่อน

บทเรียนจากยุคบุกเบิก Carbon Footprint

แม้วันนี้คำว่า ‘คาร์บอนฟุตพริ้นท์’ จะกลายเป็นคำที่คุ้นหูในภาคธุรกิจ แต่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน การผลักดันแนวคิดนี้ในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กระทั่งผ่านมากว่า 20 ปี เรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ประเทศไทยถือว่าพัฒนามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมาตรฐานระดับชาติที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งมีระบบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับองค์กร ผลิตภัณฑ์ อีเวนต์ และโครงการ (คาร์บอนเครดิต) ครบทุกมิติ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Carbon Economy

ปัจจุบันเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์เริ่มกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของกลยุทธ์ ESG ของบริษัททุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ หรือ บริษัทเล็ก

“เมื่อคาร์บอนมีข้อบังคับทางกฎหมาย มีราคา และ มีระบบซื้อขาย มันก็ไม่ต่างจากทรัพยากรทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง” เธอกล่าว

โอกาสของเศรษฐกิจไทยในยุค Carbon Economy

เมื่อถามถึงอนาคตของเศรษฐกิจโลก อาจารย์แต๋มเชื่อว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Carbon Economy เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นความเสี่ยงระดับโลก ความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ ต่อธุรกิจ การกำหนดนโยบายการค้า การตัดสินใจลงทุน และกลยุทธ์ธุรกิจ ล้วนต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

“ในอนาคต บริษัทที่สามารถบริหารจัดการคาร์บอนได้ดี ลดคาร์บอนได้มาก จะมีความได้เปรียบในตลาดโลก” ในทางกลับกัน องค์กรที่ไม่ปรับตัวอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากมาตรการทางภาษี มาตรการทางการค้า และแรงกดดันจากนักลงทุน “นี่คือเหตุผลที่หลายบริษัทเริ่มมองเรื่องคาร์บอนในฐานะ ‘ทุน’ ไม่ใช่แค่ ‘ต้นทุน’” และเชื่อว่า นี่จะเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบหรือเทคโนโลยี แต่มันคือโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับธุรกิจ

“วันนี้หลายประเทศเริ่มมอง carbon credit เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน” เธอกล่าว “มันไม่ใช่แค่การชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นกลไกที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดคาร์บอน เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่งคั่งของธุรกิจต้องเดินเคียงข้างอนาคตของโลก” คาร์บอนจึงอาจเป็นกุญแจสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในศตวรรษที่ 21 “ถ้าเรามองคาร์บอนเป็นทุน เราจะรู้ว่าควรบริหารมันอย่างไรให้เกิดมูลค่าสูงสุด”

ในโลกยุคใหม่ ความมั่งคั่งของธุรกิจต้องเดินเคียงข้างอนาคตของโลก

- รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง -

ดังนั้น อาจารย์แต๋มจึงมีข้อแนะนำสำหรับผู้บริหารที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Carbon Neutrality & Net Zero 2050 อยู่สามประการสำคัญ

1. การแสดงภาวะผู้นำทางด้านสภาพภูมิอากาศ โดยประกาศเจตนารมณ์และกำหนดนโยบายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมบูรณาการเรื่องคาร์บอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรและกลยุทธ์ธุรกิจ

2. การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งเปรียบเหมือนจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการ เพราะตัวเลขจะช่วยให้สามารถตัดสินใจกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอน วางแผนดำเนินงาน และประเมินตัวชี้วัดความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การสร้างโมเดลธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการขอรับการทวนสอบเพื่อให้ได้การรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือ และสามารถสื่อสารความก้าวหน้าต่อเป้าหมาย Carbon Neutrality & Net Zero 2050 กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้อย่างโปร่งใส

Tatler Asia
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above ‘อาจารย์แต๋ม’ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มีมุมมองต่อ ‘คาร์บอน’ ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในศตวรรษที่ 21 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง หรือ “อาจารย์แต๋ม” (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ดีไซน์ชีวิตด้วยแนวคิด Circular Economy

หลังการสนทนาที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงอุดมด้วยองค์ความรู้เกือบสองชั่วโมง ในตอนท้ายเราก็ได้ถามถึงแรงบันดาลใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้อาจารย์แต๋มทำงานด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาอย่างต่อเนื่อง จากเรื่องคาร์บอนซึ่งเคยเป็นเรื่องไกลตัวจนกลายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้

คำตอบของเธอไม่ได้อยู่ในทฤษฎีสิ่งแวดล้อม หากแต่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก “คนเหนือเนี่ย ถ้ากินข้าวไม่หมด เช้าวันถัดไปต้องเอาไปนึ่งใหม่ อาหารก็ห้ามกินทิ้งกินขว้าง ผักเหลือก็ไม่ทิ้ง นำไปทำ ‘แกงโฮะ’ ต่อ นี่คือหลักการ circular economy ชัดๆ และยังเป็น eco design ในชีวิตประจำวันด้วย”

ในมุมมองของอาจารย์แต๋ม ความยั่งยืนควรแทรกซึมในทุกกระบวนการตัดสินใจ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การดำเนินธุรกิจ รวมทั้งไลฟ์สไตล์ “ความฝันของการเป็นอาจารย์คณะสิ่งแวดล้อมที่สอนรายวิชา LCA/Carbon Footprint, Ecolabels คือ การได้เห็นแนวคิดเหล่านี้ถูกนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกได้จริง มีการนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม/คาร์บอนต่ำ ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อไปใช้ในชีวิตประจำวันในราคาที่จับต้องได้” ทุกวันนี้ เธอเองมักสนับสนุนสินค้ากรีนอยู่เสมอ แม้ราคาแพงก็เต็มใจจ่ายเพียงเพราะต้องการเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการสายกรีน และอยากเป็นพลังในการร่วมขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

“คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต ถ้าคุณไม่รักษาสิ่งแวดล้อมไว้ คุณจะอยู่ได้อย่างไร ลูกหลานจะอยู่ได้อย่างไร” เธอกล่าวทิ้งท้ายอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ ต้องคิดถึงผลกระทบอย่างเป็นระบบและในระยะยาว

กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนจึงอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ ‘สติ’ ในการใช้ชีวิต ถ้าเราไม่ปรับตัว โลกก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การออกแบบอนาคตจึงเริ่มต้นจากตัวเราทุกคน

คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต ถ้าคุณไม่รักษาสิ่งแวดล้อมไว้ คุณจะอยู่ได้อย่างไร

- รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง -

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด