Pipatchara แบรนด์ไทยโดยสองพี่น้อง แก้วจินดา สร้างชื่อจากดีไซน์ร่วมสมัยและวัสดุรีไซเคิล ล่าสุดกับคอลเล็กชั่นเจ้าสาว ‘Maa-lai Library’ ที่ผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับความยั่งยืน มุ่งสู่การเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่น
ในแวดวงแฟชั่นอันเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ แบรนด์ Pipatchara โดยสองพี่น้อง ทับทิม จิตริณี และ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา ได้สร้างจุดยืนที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบและการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เข้าสู่ปีที่เจ็ดของการดำเนินธุรกิจ Pipatchara ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ผู้ให้ความสนใจและใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ล่าสุดแบรนด์ได้สร้างสรรค์คอลเล็กชั่น ‘Maa-lai Library’ สำหรับเจ้าสาว ซึ่งผสมผสานมรดกวัฒนธรรมไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยที่นอกเหนือจากความงดงามของผลงานแล้วยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ แบรนด์แฟชั่นไทยที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งนี้ พร้อมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของคำว่า ‘แฟชั่น’ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศไทยและระดับโลก
อ่านเพิ่มเติม: ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pipatchara กับความตั้งใจที่จะนำพาแฟชั่นความยั่งยืนสู่ระดับโลก
จากวัฒนธรรมสู่งานออกแบบร่วมสมัย
“คอลเล็กชั่นล่าสุดของแบรนด์มีชื่อว่า Maa-lai Library ได้แรงบันดาลใจมาจากพวงมาลัย สัญลักษณ์แห่งความเคารพบูชาในวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมอินเดีย” ภิพัชราเล่าถึงที่มาของคอลเล็กชั่นนี้ว่า “จุดเริ่มต้นคือได้มีโอกาสไปทำบุญที่อินเดีย จึงมีโอกาสได้ทำพวงมาลัยไปถวาย” คุณแม่ของสองผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pipatchara เป็นผู้จุดประกายความคิด ด้วยความที่ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้งและเดินทางไปทำบุญที่อินเดียเป็นประจำทุกปี ท่านเชื่อว่า “การที่ได้ทำอะไรเองแล้วไปถวายนั้นถือเป็นบุญกุศล เพราะว่าเราได้ใช้ความอดทน ความประณีต ความตั้งใจ และความพิเศษของพวงมาลัยนี้คือเป็นพวงมาลัยที่สามารถอยู่ได้นาน เพราะหากเป็นพวงมาลัยจริงก็ยากที่จะเก็บรักษา” แนวคิดนี้จึงถูกนำมาต่อยอดการพัฒนาจนเป็นคอลเล็กชั่น Maa-lai Library มีความท้าทายอยู่มาก
“เราอยากใช้หลักการทางศิลปะการร้อยเรียงมาลัย จึงต้องใช้ความประณีตระดับสูงในการสร้างสรรค์ชิ้นงานแต่ละชิ้น และต้องคิดค้นวิธีการที่จะทำให้งานดีไซน์ยังคงความงดงามและมีความคงทนไปพร้อมกัน” นอกจากนี้ ทีมงานยังเน้นการเพิ่มรายละเอียดและการตกแต่งที่ซับซ้อนเพื่อให้แต่ละชิ้นมีความพิเศษ “ทีมตั้งใจมากที่อยากเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ เข้าไป” โดยใช้หลักการของงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานกับเทคนิคสมัยใหม่เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์การใช้งานจริง
คอลเล็กชั่น Maa-lai Library ยังมีความพิเศษตรงที่เป็นการต่อยอดจากการร่วมงานกับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok เป็นครั้งที่สอง ซึ่งทั้งสองมองว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเปิดตัว Bridal Collection ในชื่อ Maa-lai ด้วย “ในปีที่แล้วมีเจ้าสาวมาหาเรามากมาย และเวลานี้เราพร้อมแล้วที่จะทำงาน customization ที่มีความหมายลึกซึ้ง”

Above คอลเล็กชั่น ‘Maa-lai Library’ สำหรับเจ้าสาว
การเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
แก่นสำคัญของแบรนด์คือการเป็น ‘Fashion for local Community’ ที่มีการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย “เราตั้ง core ความสำคัญไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องการจะเป็นแบรนด์แฟชั่นเพื่อชุมชน ฉะนั้นเราก็โฟกัสที่วัฒนธรรม ตลอดจนหัตถกรรมฝีมือของคนไทยว่ามีจุดเด่นที่ตรงไหน และพยายามดึงสิ่งเหล่านั้นมาเพื่อผสมผสานกับดีไซน์ที่ทางทีมออกแบบเพื่อให้สามารถใช้จริงได้ ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับซัพพลายเชนที่มีจำกัด” จิตริณีกล่าว
เธอเชื่อมั่นในปรัชญาการทำงานที่ว่า “ถ้าเราไปกันแค่สองคน เราอาจจะไปได้เร็ว แต่อาจไปไม่ได้ไกล แต่ถ้ารวมถึงคอมมูนิตี้ของเรา รวมถึงชุมชนแม่ฮ่องสอน เชียงรายที่เราทำงานร่วมกับเขามาอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถไปได้ไกล เพราะเราทำให้คนเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ได้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เขามีโนว์ฮาว เราก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็จะไปได้ไกล ไปได้เร็ว”
การทำงานร่วมกับชุมชนไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับ Pipatchara เพราะพวกเธอได้วางรากฐานและปรัชญาการทำงานไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น “ในทุกๆ อย่างที่เราทำได้เชื่อมโยงคอมมูนิตี้เข้ามา เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่เราตั้งใจมีพวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมตลอดระยะที่ผ่านมา และทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันนี้ทำให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างความสุข สร้างรายได้เสริม สร้างอาชีพให้กับคนในคอมมูนิตี้นี้ด้วย” ภิพัชราเสริม

Above ‘Infinitude’ ชิ้นพลาสติกรีไซเคิลรูปร่างแปลกตาสื่อถึงความยั่งยืนไม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

Above ‘Infinitude’ ชิ้นพลาสติกรีไซเคิลรูปร่างแปลกตาสื่อถึงความยั่งยืนไม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การเรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ในฐานะดีไซเนอร์ที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปี พวกเธอได้เรียนรู้และเผชิญความท้าทายมามากมาย “สิ่งสำคัญคือเราต้องเปิดใจและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีจุดจบการตัดสินใจด้วยว่ามีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกบ้าง แล้วก็ต้องพัฒนาตัวเอง” ภิพัชรามองว่า การเป็นดีไซเนอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องทำหลายบทบาทพร้อมกัน
“การเป็นดีไซเนอร์ไม่มีเส้นชัยที่ตายตัวแต่สิ่งสำคัญคือการต้องมองตัวเองในหลายบทบาท เรายังเป็นทั้ง business owner, creative director และบางครั้งก็ต้องดูแลเรื่องการผลิตหรือการตลาด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดใจ และต้องไม่กลัวการพัฒนา ต้องรู้จักปรับตัวอยู่เสมอ ต้องกล้าทำสิ่งใหม่ๆ”
ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือการผสมผสานแฟชั่นเข้ากับงานหัตถกรรมท้องถิ่น "แฟชั่นกับหัตถกรรมอยู่คนละฝั่ง เพราะฉะนั้นจะมีการที่เราต้องปรับเข้าหากันเสมอ ว่าอย่างนี้ทำได้นะ อย่างนี้ทำไม่ได้ คุณจะพัฒนาอันนี้จะเป็นประโยชน์หรืออะไรที่เป็นไปไม่ได้" นอกจากนี้ เรื่องของเวลาก็มีความสำคัญอย่างมากในแวดวงแฟชั่น พวกเธอจึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้ทั้งด้านดีไซน์และการผลิตสอดคล้องกัน
"เวลาเป็นเรื่องสำคัญ เราอาจต้องดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง timing เรื่องของขอบเขต สิ่งที่เราจะทำ แล้ววางแผนให้มันตรงกัน จะทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป"
Above เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์, เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา และ ณฐพร เตมีรักษ์
Above เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์ และ ณฐพร เตมีรักษ์
บทเรียนจากการลงมือทำจริง
การทำงานด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอีกแกนหลักที่แบรนด์ให้ความสำคัญ “หากพูดในแง่ของความยั่งยืนแล้ว มีเรื่องราวอีกมากมาย ที่สามารถต่อยอดได้” คอลเล็กชั่นแรกของ Pipatchara ที่มุ่งเน้นเรื่องความยั่งยืนคือ ‘Infinitude’ ชิ้นพลาสติกรีไซเคิลรูปร่างแปลกตาซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่รู้จบได้รับการตอบรับที่ดีมาก ทำให้ทีมงานมั่นใจที่จะขยายแนวคิดนี้ต่อไป "ผลตอบรับดี ทำให้เรามีความภูมิใจ แล้วเหมือนมั่นใจว่าถ้าหากเราไปจับปัญหาสังคมในแง่อื่นๆ เราจะสามารถทวิสต์มันออกมา แล้วทำเป็นโปรดักต์ที่นำเสนอลูกค้าแล้วก็นำพาไปสู่เรื่องการรับรู้ในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมได้อีกมาก"
ดีไซเนอร์ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญจากการทำงานด้านความยั่งยืน "สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือต้องศึกษาข้อมูลจริง เพราะว่าเรื่องชุมชน สิ่งแวดล้อม ปัญหามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากไม่ได้ศึกษาเรื่องนั้นจริงแล้วมาแบบผิวเผิน มันจะมีผลกระทบเชิงลบในแง่อื่นๆ ได้" พวกเธอเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าไปศึกษาและเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงการลงมือทำจริง เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
สองพี่น้องตั้งใจจะขยายขอบเขตการทำงานด้านความยั่งยืนให้กว้างขึ้น "ปีที่แล้ว เราทำงานคอลลาบอเรชั่นหลากหลาย และสิ่งสำคัญคือได้ต่อยอดให้เป็นจริง เราจะมีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมายในปีนี้ สิ่งที่เราสนใจอยากจะทำให้ขยายต่อยอดด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการขยายขอบเขตจากการทำงานบนบกไปสู่การแก้ปัญหาในทะเล"

Above ทับทิม จิตริณี และ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา สองพี่น้องผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Pipatchara
แฟชั่นที่กว้างไกลกว่าเสื้อผ้า
แบรนด์มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเกี่ยวกับความหมายของแฟชั่น "เราไม่ได้มองว่าแฟชั่นคือเสื้อผ้าอย่างเดียว แต่แฟชั่นคือไลฟ์สไตล์ คือลิฟวิ่ง คืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน" ด้วยมุมมองนี้ พวกเธอจึงได้ขยายธุรกิจไปสู่งานอินทีเรียและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์อื่นๆ "ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำเรื่องของแฟชั่นอย่างเดียว เรามีการทำงานเรื่องของการตกแต่งภายใน และการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ สำหรับสิ่งทอด้วย เพราะในด้านแฟชั่นสิ่งที่จะก้าวต่อไปได้ มันจะเป็นในภาพรวมมากกว่าที่จะเป็นแค่การแต่งกายตามกระแส" ภิพัชรากล่าว
เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่เจ็ดของการดำเนินธุรกิจ ทีมงานรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจในความแข็งแกร่งของทีม "ปีนี้รู้สึกว่าตื่นเต้นกับทีมมาก เพราะทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมค่อนข้างเยอะ และอย่างที่เราบอกว่าปีที่เจ็ดบางอย่างก็ลดทอนออกไปบ้าง แต่รู้สึกว่าทีมแข็งแรงจริงๆ และนี่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจของการทำงานในแต่ละวัน การทำงานเพื่อเห็นการพัฒนาของและกัน และของทีม"
แรงบันดาลใจในการทำงานทุกวันของพวกเธอมายังจาก "การมีใจรักเป็นคนมีความสนใจเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม เลยรู้สึกว่าการที่มีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ใช่แค่ศึกษาแต่ว่ามีส่วนร่วมในการทำอะไรให้มันเกิดขึ้น ให้มีผลกระทบเชิงบวกเกิดขึ้นจริงๆ และเป็นสิ่งที่ทำให้ตื่นมารู้สึกว่าอยากจะทำงาน อยากจะหาความรู้ใหม่ๆ อยากจะผ่านความท้าทายต่างๆ ไปให้ได้" จิตริณีเสริม
Above จิตวิญญาณแห่งความเป็นไทยในคอลเล็กชั่นล่าสุด ‘Maa-lai Library’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการร้อยมาลัย อันประณีต
Above จิตวิญญาณแห่งความเป็นไทยในคอลเล็กชั่นล่าสุด ‘Maa-lai Library’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการร้อยมาลัย อันประณีต
การเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุด
เส้นทางของแบรนด์ Pipatchara ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ในการยึดถืออุดมการณ์ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการพัฒนาและขยายขอบเขตของการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘แฟชั่น’ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลเชิงบวก
ท่ามกลางกระแสของโลกแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Pipatchara ยังคงรักษาคุณค่าและอัตลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันก็เปิดรับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีวิสัยทัศน์ แบรนด์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การผสานวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้ากับความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ไม่เพียงงดงาม แต่ยังยั่งยืน
ที่น่าจับตามองคือโปรเจ็กต์ Maa-lai Library ซึ่งถ่ายทอดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมผ่านงานดีไซน์ที่ลึกซึ้งโดยมี ‘พวงมาลัย’ เป็นหัวใจของแรงบันดาลใจ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อ ความศรัทธา และงานฝีมือไทยที่แบรนด์ตั้งใจตีความใหม่อย่างมีชั้นเชิง พวกเธอไม่เพียงสร้างผลงานเพื่อความงามหรือยอดขาย หากแต่ต้องการเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายด้วย
Topics




