เจษฎา สุขทิศ กับพิมพ์เขียวทศวรรษใหม่ของการเงินไทย จากการเปิดประตูสู่การลงทุน สู่ระบบที่ทำให้คนไทยมีโอกาสสะสมความมั่งคั่งและไปถึงความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริง
ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเข็มนาฬิกา และความผันผวนทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องปกติ คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า “เราจะหาเงินได้อย่างไร” แต่อยู่ที่ “เราจะต่อยอดความมั่งคั่งเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตได้อย่างไร”
เพื่อค้นหาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของภาพใหญ่นี้ เราได้รับเกียรติจาก เจ็ท เจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ฟินโนมีนา (Finnomena) บุรุษผู้คร่ำหวอดในวงการ WealthTech และผู้บุกเบิกการให้ความรู้ด้านการลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของไทย มานั่งจับเข่าคุยถึงการเดินทาง 10 ปีของ Finnomena ที่ปัจจุบันกำลังจะเป็นสตาร์ทอัพ WealthTech ไทยรายแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากการยื่นแบบไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO พร้อม “พิมพ์เขียว” ที่จะนำพาคนไทยก้าวข้ามขีดจำกัด สู่ความมั่นคงทางการเงินอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม: Made at Apple: รู้จัก “John Ternus” ซีอีโอคนใหม่ กับโจทย์การพา Apple ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์

Above เจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ฟินโนมีนา ในปี 2016 กระทั่งปัจจุบันได้ยื่นแบบไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO สู่การเป็นสตาร์ทอัพไทยรายแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็น WealthTech รายแรกที่จดทะเบียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / Tatler Thailand)
OPENING DOORS, BUILDING WEALTH
10 ปีก่อน การลงทุนสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยยังเป็นโลกที่การเปิดบัญชีเต็มไปด้วยขั้นตอน เอกสาร และข้อจำกัดต่างๆ โลกที่คำว่า wealth management ดูจะเป็นบริการซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้มีสินทรัพย์สูง ขณะที่เทคโนโลยีทางการเงินยังไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเหมือนเช่นวันนี้ ในห้วงเวลานั้น Finnomena ถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเป็น “ประตูสู่โลกการลงทุน” ภายใต้แนวคิด Unlock Your Investment Potential และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี e-KYC มาเปลี่ยนขั้นตอนที่เคยยุ่งยากให้คนธรรมดาสามารถเริ่มต้นลงทุนได้จากโทรศัพท์มือถือภายในเวลาไม่กี่นาที
หนึ่งทศวรรษผ่านไป ประตูบานนั้นเปิดออกแล้วแทบสมบูรณ์ แต่สำหรับเจษฎา ซึ่งยังเป็นหนึ่งใน Tatler Gen.T 2020 กลับนำมาสู่คำถามที่ยากกว่าเดิม “วันนี้อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด แต่ปัญหาคือคนที่เดินเข้าประตูไปยังไปไม่ถึงไหน ความท้าทายใน 10 ปีข้างหน้าจึงไม่ใช่การเปิดประตูอีกแล้ว แต่คือเราจะพาคนไปให้ถึง financial well-being หรือความมั่นคงทางการเงินของชีวิตได้อย่างไร”
นั่นคือหัวใจของบทสนทนาที่เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญสองประการ หนึ่งคือการก้าวผ่านหมุดหมาย 10 ปีของ Finnomena ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำ (AUA) รวมกว่า 7.24 หมื่นล้านบาท และอีกหนึ่งคือการที่ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นพื้นที่สนทนาของโลกการเงินผ่านการเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปีของ IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เดือนตุลาคมนี้
อ่านเพิ่มเติม: ‘Bangkok Blueprint’ พลิกโฉมการเงินโลก สู่ความปลอดภัยที่เท่าเทียม ในการประชุม IMF-World Bank 2026
TRUST: THE ULTIMATE WEALTH ASSET
สิ่งหนึ่งที่เจษฎายอมรับว่าไม่ได้อยู่ในแผนธุรกิจตั้งแต่แรก กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของ Finnomena นั่นคือ “วัฒนธรรมความรู้”
ก่อนยุคของ short-form video ก่อนคำว่า finfluencer จะเข้ามาอยู่ในโลกการเงิน เจษฎาและผู้ร่วมก่อตั้งต่างมาจากโลกของการเขียน คนหนึ่งเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ อีกคนแบ่งปันความรู้ผ่านชุมชนออนไลน์ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากความคิดที่ว่าคอนเทนต์จะกลายเป็นธุรกิจ เพียงรู้ว่าการทำให้เรื่องการลงทุนที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายมีคุณค่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้เหล่านั้นไม่ได้สร้างเพียงผู้ติดตาม หากก่อรูปเป็น “ชุมชน” และความสัมพันธ์ระยะยาวกับนักลงทุน เขาเล่าถึงคนหนุ่มสาวที่ติดตาม Finnomena ตั้งแต่ยังเรียน นำข้อมูลไปใช้ประกอบการศึกษา ก่อนจะนำเงินเดือนก้อนแรกมาลงทุนกับแพลตฟอร์มเมื่อเริ่มต้นทำงาน ความสัมพันธ์ลักษณะนี้คือสิ่งที่โฆษณาซื้อไม่ได้ง่ายๆ และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาแยกคำว่า ‘ลูกค้า’ ออกจาก ‘ผู้สนับสนุน’ อย่างชัดเจน “ความสะดวกวันนี้กลายเป็น commodity แล้ว ใครๆ ก็ทำได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ‘ความไว้ใจ’ (trust) ที่กลายเป็น asset ซึ่งมีค่ามหาศาล และสร้างกันเป็น 10 ปี แต่พังได้จากเหตุการณ์เดียว”
ในทศวรรษแรกเทคโนโลยีอาจเป็นคำตอบของการแข่งขัน ใครเปิดบัญชีได้เร็วกว่า ใช้งานง่ายกว่า มีผลิตภัณฑ์มากกว่า ย่อมได้เปรียบ แต่เมื่อความสะดวกกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานของทุกแพลตฟอร์ม สิ่งหายากกลับกลายเป็นความไว้ใจ และความเปราะบางของความไว้ใจกำลังถูกทดสอบอย่างหนักในยุคของมิจฉาชีพออนไลน์ Finnomena จึงเลือกดึงการสื่อสารระหว่างผู้แนะนำการลงทุนกับลูกค้าผ่าน Finnomena Chat ลดความเสี่ยงจากการแอบอ้างผ่านช่องทางภายนอก พร้อมสร้างพื้นที่ที่นักลงทุนรู้ว่า บุคคลซึ่งกำลังสนทนาด้วยคือที่ปรึกษาที่อยู่ในระบบจริง
ในโลกการเงินดิจิทัล ความปลอดภัยจึงไม่ใช่ฟังก์ชั่นเสริมอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ‘wealth management’

Above เจษฎาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การมีบัญชีการเงิน แต่ไม่มีสินทรัพย์อยู่ในบัญชี หรือมีเพียงหนี้สิน เงินออมก็ไม่สามารถเติบโตได้ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / Tatler Thailand)
FROM INCLUSION TO ACCUMULATION
หลายปีที่ผ่านมา financial inclusion เป็นหนึ่งในศัพท์สำคัญของโลกการพัฒนา ตั้งแต่การทำให้ผู้คนมีบัญชีธนาคาร เข้าถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุน แต่เจษฎาเสนอว่า ถึงเวลาที่ต้องเดินไปสู่อีกคำหนึ่ง นั่นคือ financial accumulation โดยเปรียบ financial inclusion กับการสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน ซึ่งหากสร้างเสร็จแต่ไม่มีรถวิ่ง ถนนก็ยังไม่ได้ทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นเท่าที่ควร เช่นเดียวกับการมีบัญชีการเงิน แต่ไม่มีสินทรัพย์อยู่ในบัญชี หรือมีเพียงหนี้สินโดยที่เงินออมไม่สามารถเติบโตได้
“เราเก่งในการวัดว่าคนเข้าถึงบริการทางการเงินหรือยัง แต่สิ่งที่ไม่ค่อยวัดคือคนมีความมั่งคั่งสะสมแล้วหรือยัง เพราะการเข้าถึงไม่ได้แปลว่าปัญหาถูกแก้แล้ว” ประเด็นนี้เองนำไปสู่ข้อเสนอที่เจษฎามองว่าสำคัญที่สุดในการออกแบบระบบการเงินใหม่ นั่นคือการสร้าง default setting ที่ถูกต้อง ด้วยการออกแบบระบบที่ ‘บังคับออมและลงทุนอัตโนมัติ’ ให้กับประชาชนตั้งแต่เริ่มทำงานเช่นเดียวกับแนวทางของอีกหลายๆ ประเทศ และที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของกองทุนบำนาญหรือประกันสังคม ให้มองผลตอบแทนระยะยาว 20-30 ปี ไม่ใช่วัดผลกันปีต่อปีจนต้องหนีไปลงทุนแต่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่ให้ผลตอบแทนน้อยนิด

Above การประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group 2026 ที่กรุงเทพฯ ถูกคาดหวังให้เป็นเวทีหารือทิศทางเศรษฐกิจโลกและการผลักดันวาระสำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และเสถียรภาพหนี้ การเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและการเงินดิจิทัล และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย
BEYOND THE BANGKOK BLUEPRINT
ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังจะขึ้นสู่เวทีสำคัญในฐานะเจ้าภาพการประชุม IMF และ World Bank เจษฎามองว่านี่คือโอกาสของประเทศ แต่โอกาสจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเกิดสิ่งที่จับต้องได้ภายหลังการประชุม เขายกตัวอย่างตั้งแต่การสร้างมาตรฐานการยืนยันตัวตนที่สามารถเชื่อมต่อข้ามพรมแดนในระดับภูมิภาค ไปจนถึงการตั้งเป้าหมายที่วัดได้ เช่น จำนวนประชาชนที่เข้าสู่ระบบการลงทุนอัตโนมัติ แทนที่จะประกาศความสำเร็จเพียงจำนวนบัญชีที่เปิดใหม่ เพราะหากไม่มีผลลัพธ์ที่ผู้คนจดจำได้ อีกหนึ่งปีหลังเวทีโลกปิดฉาก คำว่า Bangkok Blueprint อาจเหลืออยู่เพียงในเอกสาร
สำหรับคำถามที่ว่าประเทศไทยจะสามารถเป็น WealthTech hub ของภูมิภาคได้หรือไม่ เจษฎาตอบอย่างระมัดระวังว่า “เป็นได้ในบางบทบาท” สำคัญที่สุดคือ เราต้องเลือกบทบาทที่สอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศ เราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการเงินข้ามชาติ แต่สิ่งที่เรามีคือ ความลึกของตลาดนักลงทุนรายย่อย และวัฒนธรรมการบริโภคความรู้ทางการเงินที่เข้มแข็ง คนจำนวนมากติดตามคอนเทนต์การลงทุน ซื้อหุ้น กองทุน หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมีส่วนร่วมกับระบบการเงินในระดับที่หลายตลาดในภูมิภาคไม่มี “เราควรเป็นศูนย์กลางในสิ่งที่เราเก่ง”
Thailand’s Wealth Blueprint จึงไม่ใช่การลอกโมเดล financial hub ประเทศอื่น แต่คือการค้นหา “ข้อได้เปรียบแบบไทย” แล้วเปลี่ยนข้อได้เปรียบนั้นให้กลายเป็นระบบที่สร้างสินทรัพย์ให้คนจำนวนมากขึ้น

Above การเสนอขายหุ้นของ Finnomena ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 30,000,838 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 15 ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขาย (ภาพ: Stephen J. Boitano/LightRocket via Getty Images)
Historic Thai WealthTech IPO
ล่าสุดในงาน Techsauce Global Summit 2569 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจษฎาได้ประกาศถึงหมุดหมายครั้งสำคัญของบริษัทคือการยื่นแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ "FINNO" ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ในประเทศไทย และเป็นการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกของแพลตฟอร์ม WealthTech ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งธุรกิจในภูมิภาคนี้ต่างถามคำถามเดียวกันว่าสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จริงหรือไม่ เราเองก็ถามคำถามนี้กับตัวเองมาตลอด และคำตอบเดียวที่เราหาเจอ คือการลงมือทำ หากแบบคำขอฯ ของเราได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เราหวังว่านี่จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อวงการสตาร์ทอัพของประเทศไทย” เจษฎากล่าว
ทั้งนี้จากข้อมูลตามที่เปิดเผยในแบบไฟลิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่:
- สินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำในกองทุนรวม 68,557 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2026 เติบโตขึ้นจาก 38,762.4 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2023
- ส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้จากธุรกิจนายหน้าและตัวแทนในการซื้อขายหน่วยลงทุนคิดเป็นร้อยละ 37.3 ในปี 2025 สูงเป็นอันดับ 1 จากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง ทั้ง 17 ราย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.6 ในปี 2023
- รายได้รวมปี 2025 จำนวน 592.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 289.2 ล้านบาทในปี 2023
- กำไรสุทธิปี 2025 จำนวน 105.0 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 55.5 ล้านบาทในปี 2023
- ไตรมาส 1 ปี 2026 รายได้รวม 237.0 ล้านบาท กำไรสุทธิ 66.7 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.5 ในปี 2023 เป็นร้อยละ 52.4 ในไตรมาส 1 ปี 2026
- อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นร้อยละ 19.8 (12 เดือนล่าสุด) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 0.2 เท่า และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
- ผู้แนะนำการลงทุนอิสระ 3,342 ราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026)
- ผู้ใช้งานที่พร้อมลงทุน 194,006 ราย และผู้ติดตามแพลตฟอร์มความรู้ราว 800,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026)
- เข้าถึงกองทุนรวม 2,235 กองทุน จาก 21 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026)

Above หนึ่งในต้นแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของเจษฎาคือ Jiro Ono ตำนานเชฟชูซิที่ทำงานไปเรื่อยๆ แม้จะอายุเข้าหลัก 100 ปีแล้ว ซึ่งเขาบอกว่า คนที่ได้ทำในสิ่งที่รักมักมีอายุยืน (ภาพ: Worapon Teerawatvijit / Tatler Thailand)
THE PURPOSE OF WEALTH
ในช่วงท้ายของการสนทนา เจษฎาได้แชร์ปรัชญาการใช้ชีวิตที่ได้แรงบันดาลใจจาก Jiro Dreams of Sushi (Jiro Ono เชฟซูชิระดับตำนานที่ทำงานจนอายุ 100 กว่าปี) “คนเราถ้าได้ทำในสิ่งที่รัก มักจะอายุยืนและมีความสุข เป้าหมายสูงสุดของระบบการเงิน ไม่ใช่แค่การสร้างผลตอบแทนตัวเลขสูงๆ แต่คือการมอบ ‘financial well-being’ (ความมั่นคงทางการเงิน) ให้กับผู้คน”
หากทศวรรษแรกของ Finnomena เริ่มต้นด้วยคำว่า “เปิดประตู” เจษฎานิยามทศวรรษที่สองด้วยประโยคที่กระชับยิ่งกว่าเดิม “อยากพาไปให้ถึง” นั่นหมายถึงการเปลี่ยนจาก access ไปสู่ outcome จากความภูมิใจที่มีคนเปิดบัญชีจำนวนมาก ไปสู่การถามว่า คนเหล่านั้นยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีหรือไม่ จากการนับผู้ใช้งาน ไปสู่การนับจำนวนคนที่บรรลุเป้าหมายทางการเงินจริง จาก financial inclusion ไปสู่ financial accumulation และจาก wealth creation ไปสู่ financial well-being “ทศวรรษแรกภูมิใจกับการที่มีคนสนใจและเข้ามาใช้เราเยอะๆ แต่ทศวรรษต่อไป ผมอยากภูมิใจกับคนที่ยังอยู่กับเรา แล้วชีวิตเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น” พร้อมกล่าวต่อว่า “เราอยากเป็นคู่คิดทางการเงินที่แท้จริง (true mate advisor) ไม่ว่าคุณจะมีเงินหลักพันหรือหลักล้าน คุณก็ควรได้รับคำแนะนำที่ใช่จากที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้... และถ้าในปี 2036 เรากลับมาคุยกันอีกครั้ง ผมหวังว่าเราจะได้เห็นสัดส่วนคนไทยที่มีพอร์ตลงทุนเติบโตทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นคนไทยที่ยิ้มรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้หนี้ยืมสินอีกต่อไป”
เจษฎากล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น...นี่อาจไม่ใช่เพียงพิมพ์เขียวของ Finnomena แต่นี่คือ ‘พิมพ์เขียวแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ประเทศไทยต้องเริ่มลงมือสร้างตั้งแต่วันนี้
เราอยากเป็นคู่คิดทางการเงินที่แท้จริงไม่ว่าคุณจะมีเงินหลักพันหรือหลักล้าน คุณก็ควรได้รับคำแนะนำที่ใช่จากที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้
Topics





