ชีวิตของ แต้ว ณฐพร พรประภา กับการค้นพบงานที่ชอบ ความสัมพันธ์ที่ใช่ และการได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ทั้งการออกแบบแบรนด์เสื้อผ้า Wakingbee และธุรกิจร้านอาหาร Kao Piak Sen ซึ่งเธอเผยว่า การมีพาร์ทเนอร์และเมนเทอร์ที่ดี คือความโชคดีที่สุดแล้ว
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก แต้วเล่าว่าเธอไม่เคยมีความคิดอยากเป็นนักแสดง ด้วยเป็นเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออก ในทางกลับกัน เธอมีความสุขกับการต่อเลโก้และประดิษฐ์สิ่งต่างๆ โดยลำพังตั้งแต่เยาว์วัย รวมทั้งการได้เห็นคุณแม่ (รวงทอง เตมีรักษ์) ทำงานเป็นสถาปนิก ก็ทำให้เธอใฝ่ฝันอยากจะดำเนินรอยตาม
แม้จะเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่การได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งงานโฆษณา มิวสิกวิดีโอ ตลอดจนผลงานการแสดงเรื่องแรกในภาพยนตร์ เด็กหอ (2006) ทำให้แต้วรู้สึกผูกพันและตระหนักถึงความสำคัญของต้นทุนต่างๆ ในวงการที่เธอได้สั่งสมมา สุดท้ายจึงตัดสินใจทุ่มเทให้กับอาชีพนักแสดงอย่างเต็มตัว
“งานแสดงเป็นเส้นทางที่เราพาตัวเองเข้าไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ แม้ช่วงแรกจะไม่ได้รู้สึกชอบขนาดนั้น แต่หลังจากเล่นละครไปสัก 3-4 เรื่อง นอกจากการเป็น ‘นักแสดง’ จะทำให้เรามีรายได้แล้ว ยังทำให้เราลึกขึ้นในความเป็นคนด้วย การแสดงช่วยให้เรามีประสบการณ์ในการมองโลกและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์เพิ่มมากขึ้น เพราะมันเป็นศิลปะที่ถ่ายทอดความเข้าใจ ‘โลกของคนๆ หนึ่ง ว่าด้วยเรื่องราวของคนอีกคนหนึ่ง ให้หลายๆ คนได้ฟัง’”
อ่านเพิ่มเติม: “ชีวิตที่เลือกได้” ของเจษฏ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ พระเอกหนุ่มมาดกวน กับการค้นพบความสุขในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด

สองทศวรรษในเส้นทางการแสดง
แม้ว่าชีวิตของแต้วจะคร่ำหวอดในเส้นทางการแสดงมาเกือบ 20 ปีเต็ม และมีผลงานสร้างชื่อมากมาย ทั้งบทบาทของ “เจ้าหญิงสร้อยฟ้า” ในละคร สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายรัชชานนท์ (2013) รวมถึง “คำแก้ว” และ “เจ้าแม่นาคี” ในละคร นาคี (2016) ที่ทำให้เธอกวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงแทบทุกสถาบัน แต่แต้วยอมรับว่าทุกครั้งที่เธอรับบท มันคือการเริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ
“งานแสดงมันเป็นงานที่เราต้องทำให้ตัวเราเชื่อ และทำให้คนอื่นเชื่อในบทบาทต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ มันเป็นอาชีพที่เราสามารถพาตัวเองเข้าไปค้นหา (explore) อะไรได้อีกมากมายในมหาสมุทรแห่งนี้ หากเรายังมีวินัยและให้เวลากับการพัฒนาตัวเองมากพอ สิ่งหนึ่งที่ท้าทายมากๆ สำหรับแต้ว คือไม่ใช่ว่าเราเล่นมานาน แล้วเราจะเก่งไปหมดทุกอย่าง เพราะการเป็นนักแสดง เราเหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา”
แต้วเน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญสำหรับอาชีพนี้ คือการไม่ยึดติดกับอะไรเดิมๆ เพราะเธอเคยอยู่ในยุคที่ผู้คนต่างรอเวลา เพื่อที่จะชมละครออกอากาศผ่านโทรทัศน์ กระทั่งเมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนไป นักแสดงก็จำเป็นต้องปรับตัว
“เราต้องรู้ว่าตลาดต้องการอะไร คอนเทนต์ประมาณไหนที่คนชอบ และเรามีแพสชั่นกับงานในรูปแบบใด จากนั้นก็พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีโอกาส จริงๆ คนเป็นนักแสดงหรือศิลปิน ก็เหมือนนักกีฬาที่ต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม รวมถึงคนรอบข้างก็ต้องเข้าใจในสิ่งที่เราทำ เพราะเมื่อเราเติบโตไปสู่ chapter ต่อๆ ไปของอาชีพ มันไม่ใช่ว่าเราจะเอาตัวพุ่งชนทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา เราต้องคิดให้เยอะขึ้นว่าจะรับอะไรและไม่รับอะไร เพื่อจะรักษาพลังไว้ทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตให้ได้เต็มที่”
Wakingbee จุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเอง
แม้จะไม่มีโอกาสทำงานด้านสถาปัตยกรรมตามที่ได้ร่ำเรียนมา แต่สายเลือดความเป็นนักออกแบบในตัวก็พาให้แต้วไปสนุกกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ นอกเหนือจากงานการแสดง
“เราเป็นคนชอบครีเอทอะไรบางอย่างตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เราเชื่อว่าศิลปะและงานดีไซน์มันอยู่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงทุกอย่างรอบตัว ก็เลยพยายามออกไปทำโน่นทำนี่ที่คิดว่าเราจะสนุกกับมัน อย่างแบรนด์ชุดออกกำลังกาย Wakingbee ก็ทำมาเป็นสิบปีแล้ว ตอนนั้นแค่รู้สึกว่า เราดีไซน์ได้และเราอยากดีไซน์ ก็เลยเดินเข้าไปหาทางแบรนด์บอกว่า สนใจอยากทำคอลเล็กชั่นร่วมกัน ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำได้ไหม แต่อยากทำ (ยิ้ม) และโชคดีที่วันนั้นเราได้รับโอกาส จากนั้นก็ทำงานด้วยกันยาวเลย” แต้วย้อนเล่าถึงวันวานด้วยรอยยิ้ม
นับเป็นเวลาสิบปีเต็มพอดิบพอดีที่นักแสดงสาวได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนของแบรนด์ Wakingbee เพื่อดูแลในด้านการตลาด และร่วมดีไซน์คอลเล็กชั่นต่างๆ เช่นเดียวกับคอลเล็กชั่นสุดพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี “Wakingbee x Taew” กับนวัตกรรมผ้าที่ตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ Swim & Sweat สามารถใส่ได้ทั้งตอนออกกำลังกายและเล่นน้ำ เพื่อสาวยุคใหม่ที่รักการทำกิจกรรมอย่างแท้จริง
“ก่อนหน้านี้ แต้วเป็นคนไม่ออกกำลังกายเลย แต่กลายเป็นว่า วันที่เริ่มทำแบรนด์คือจุดเริ่มต้นที่เราพาตัวเองเข้าไปในอาณาจักรของการออกกำลังกาย และเปลี่ยนตัวเราไปเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ได้เริ่มเข้าฟิตเนส ได้ลองผิดลองถูก จนรู้สึกว่าการออกกำลังกายเหมือนการกินข้าว มันเปลี่ยนความคิดของเราไปเลย ที่สำคัญพอเราโตขึ้น พ่อแม่เราก็แก่ลง การออกกำลังกายจึงทำให้เราได้รู้จักการดูแลตัวเอง เพื่อที่จะสามารถดูแลคนอื่นๆ ได้”
เราสังเกตว่า ตลอดช่วงเวลาของการสัมภาษณ์ แต้วจะพกขวดน้ำสีใสที่มองเห็นของเหลวสีชมพูด้านในไว้ข้างกายเสมอ
“อันนี้ไม่ได้ tie-in นะ” แต้วออกตัวพร้อมเสียงหัวเราะ “คือเราเป็นคนดื่มน้ำน้อยมาก เลยทำให้ป่วยง่าย พอสุขภาพมันเริ่มเตือน ก็เลยตั้งใจกับตัวเองว่าจะดื่มน้ำให้มากขึ้น แล้วก็เลยเพิ่มเหตุผลให้ตัวเองว่า ถ้าการดื่มน้ำเปล่ามันยาก ดื่มคอลลาเจนสิ มันสวยนะแก ดื่มสิ! ก็พยายามหลอกล่อตัวเองไปเรื่อยๆ” (หัวเราะ)
สำหรับกิจวัตรประจำวันของแต้ว เธอค่อนข้างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากการพักผ่อนให้พอ รับประทานอาหารให้ดี เพื่อให้มีพลังงานไปทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดวัน รวมถึงนั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายความเครียด และการออกกำลังกาย ซึ่งหนึ่งในกีฬาที่เธอโปรดปรานมากในขณะนี้ คือปาเดล (padel) เพราะเป็นกิจกรรมที่สนุก ได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ แถมยังช่วยคาร์ดิโอได้เยอะมากอีกด้วย
“วันไหนที่รู้สึกเหนื่อย เราก็พัก ไม่ต้องฝืนตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเป็นซูเปอร์แมนหรืออะไร (หัวเราะ) แต้วว่าความสำคัญคือ การมอนิเตอร์ตัวเอง แล้วค่อยๆ หาบาลานซ์ให้กับตัวเอง จนกระทั่งเราเข้าใจร่างกายของเราว่า สามารถทำได้แค่ไหน สิ่งที่น่าดีใจคือทุกวันนี้ การดูแลตัวเองของเรายังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรอบตัวได้หันมาออกกำลังกาย และเริ่มที่จะดูแลตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน” (ยิ้ม)

Above แต้ว ณฐพร พรประภา และคอมมูนิตี้ของเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบในการออกกำลังกาย

Above แต้ว ณฐพร พรประภา และความสุขในการออกกำลังกาย
ข้าวเปียกเส้น ร้านอาหารที่เธอภูมิใจ
กิจกรรมหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวของแต้วมักจะทำร่วมกัน คือการตระเวนหาของอร่อยๆ โดยไม่คาดคิดว่าความชื่นชอบตรงนั้นจะต่อยอดมาสู่การเร่ิมต้นธุรกิจร้านอาหารได้ในที่สุด
“แต้วกับคุณแม่บังเอิญไปเจอร้านข้าวเปียกเส้นที่อุดรธานี ซึ่งเปิดมา 40 กว่าปีแล้ว และกลายเป็นมื้ออาหารที่เรารู้สึกเอ็นจอยมากๆ ด้วยรสชาติและความหลากหลายของอาหาร รวมทั้งบรรยากาศต่างๆ แต่เรากลับนึกถึงร้านอาหารประมาณนี้ในกรุงเทพฯ ไม่ออกเลย เราก็ถามเขาว่าสนใจจะเปิดที่กรุงเทพฯ ไหม คุยไปคุยมา สุดท้ายก็ตัดสินใจลองมาทำด้วยกัน”
สำหรับเมนูข้าวเปียกเส้น คือก๋วยจั๊บญวนที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเวียดนาม ใช้เส้นทำจากแป้งข้าวเจ้า ต้มในน้ำซุปกระดูกหมูแล้วเคี่ยวจนเข้มข้น ทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมและได้รับความนิยมอย่างมากในภาคอีสานของไทย โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานี
“แต่ละพื้นที่เขาก็จะมีชื่อเรียกต่างกัน ทั้งความหนาของเส้น และน้ำซุปก็มีความหลากหลาย สำหรับสิ่งที่เรานำมาปรับให้เข้ากับร้าน Kao Piak Sen ที่กรุงเทพฯ คือการเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการรับประทานให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เรายังปรับรูปแบบการพรีเซนต์ จากมื้ออาหารจานใหญ่ๆ ของเวียดนามที่มักจะใช้เวลารับประทานค่อนข้างนาน ให้มีขนาดกะทัดรัดเพื่อตอบโจทย์ความเร่งรีบของคนเมือง แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น “All Day Vietnamese” ที่สามารถรับประทานได้ตั้งแต่เช้ายันค่ำ”

ปัจจุบัน ร้าน Kao Piak Sen ที่กรุงเทพฯ มีจำนวนสองสาขา ได้แก่ เกษร อมรินทร์ และเอกมัย คอร์เนอร์ โดยมีเมนูยอดนิยมอย่าง ข้าวเปียกเส้นซี่โครงหมู, ข้าวเปียกเส้นสันคอหมูคุโรบุตะ, ข้าวเกรียบปากหม้อ หรือแม้แต่ปอเปี๊ยะทอดที่เจ้าตัวยืนยันว่า ทุกคนจะประทับใจตั้งแต่คำแรกที่ได้ชิม
“แต้วเป็นคนชอบอาหารเวียดนามอยู่แล้ว ด้วยความที่เราชอบกินผัก แต่เมนูที่หากินยากและเราชอบมากของที่นี่ คือ บุ๋นม่อค ซึ่งเป็นข้าวเปียกเส้นที่อยู่ในซุปมะเขือเทศ มันได้รสชาติความหวานอร่อยแบบธรรมชาติจากมะเขือเทศ ที่ให้ทั้งความรู้สึกเฮลท์ตี้ด้วย และอร่อยด้วย ส่วนณัย (ประณัย พรประภา) แน่นอนว่าเขาจะชอบเมนูเนื้ออยู่แล้ว เช่น เฝอเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อวากิว”
สำหรับเมนูของหวาน แต้วแนะนำเป็นวาฟเฟิลใบเตย ซึ่งเป็นเมนูที่ขายดีมาก และล่าสุดก็ยังประสบความสำเร็จในการคอลแลบกับ Karun Thai Tea โดยมีเชฟเพนนีรวมออกแบบเมนูพิเศษทั้งสามเมนู ได้แก่ Koko Thai Tea Salted Cream, Koko Thai Tea Smoothie และ Thai Tea Mosaic Crepe Cake
“เรารู้สึกโชคดีจังเลยที่ได้ทำงานกับคนเก่งๆ แต้วว่าการสร้างความร่วมมือจะช่วยขยายความน่าสนใจของวัฒนธรรมอาหารให้ไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้ประสบการณ์และแบรนดิ้งของ Kao Piak Sen มีความสนุกและน่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา”

พาร์ทเนอร์ที่ดีจะคอยเติมเต็มในส่วนที่เราขาด หรือถ้าดีไปกว่านั้น เราเองก็จะช่วยเติมเต็มในส่วนที่เขาไม่มีเช่นเดียวกัน

Above ความสุขในวัย 36 ปี ของ แต้ว ณฐพร พรประภา กับชีวิต ธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่แฮปปี้ที่สุด (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
บุคคลเบื้องหลังความสำเร็จ
แน่นอนว่าหนึ่งในความท้าทายที่สุดของการทำธุรกิจ คือเรื่องของประสบการณ์ แต่กระนั้นก็ถือเป็นความโชคดีที่แต้วมีเมนเทอร์คนเก่งคอยสนับสนุนและให้คำแนะนำอยู่เบื้องหลังเสมอ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นอกเสียจากสามีสุดที่รักอย่าง ประณัย พรประภา หัวเรือใหญ่แห่ง Kaleido Group
“จู่ๆ เราก็กระโดดเข้ามาทำตรงนี้ โดยที่ยังไม่ได้มี know how ก็เลยอยากที่จะย่อยทุกอย่างผ่านคนที่เขามีประสบการณ์ว่า เขามองเห็นอะไร ส่วนไหนที่น่าจะเป็นช่องโหว่ แล้วมันตรงกับสิ่งที่เราคิดบ้างไหม ด้วยความที่ประณัยเขาเห็นมาเยอะ เขาเองก็จะช่วยไกด์และคอยให้คำปรึกษาในหลายๆ เรื่อง และทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น ตอนนี้ Kaleido เป็นเหมือนที่ปรึกษาให้กับทาง Kao Piak Sen ก็ถือว่าเราโชคดีที่ได้เมนเทอร์ที่ดีค่ะ” (ยิ้ม)
แต้วเล่าว่า การได้มีโอกาสเห็นการทำงานของ Kaleido Group ซึ่งมีหลากหลายธุรกิจร้านอาหารและบาร์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น Chim Chim, TAAN, SOMA หรือ Paradise Lost ช่วยเปิดมุมมองของเธอให้กว้างขึ้น ทั้งในฐานะคนชิม คนทำ และคนบริหาร
“การได้อยู่ตรงนี้ ทำให้เราไม่ได้มองร้านอาหารจากเพียงมุมเดียวอีกต่อไป แต่สามารถมองผ่านมุมอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกอินมากๆ คือการให้คุณค่ากับอาชีพของเชฟ แต้วรู้สึกว่า เชฟเป็นอาชีพที่น่านับถือมาก เป็นชีวิตที่เสียสละ และเราอยากจะปรบมือให้กับเชฟทุกคน ที่ทำให้งานแต่ละงานเกิดขึ้นได้จริงๆ”
อ่านเพิ่มเติม: ‘ประณัย พรประภา’ แห่ง Kaleido Group นักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้ขับเคลื่อนแวดวง hospitality ไทย
ความสุขที่แท้จริงของชีวิต
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต้วยอมรับว่าเธอดีใจที่สามารถพาตัวเองมาได้ไกลถึงขนาดนี้ และเธอเองก็ยังมีแพสชั่นที่อยากจะทำอะไรสนุกๆ อีกมากมาย แต่ความสำเร็จเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากพาร์ทเนอร์ที่ดี ที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ
“เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว พาร์ทเนอร์ที่ดีจะคอยเติมเต็มในส่วนที่เราขาด หรือถ้าดีไปกว่านั้น เราเองก็จะช่วยเติมเต็มในส่วนที่เขาไม่มีเช่นเดียวกัน แต้วอาจจะโชคดีที่มีพาร์ทเนอร์ที่ดี ซึ่งให้ความเคารพ รับฟัง และคอยซัพพอร์ทกันและกันอยู่เสมอ”
เราถามแต้วว่า การหา ‘พาร์ทเนอร์ชีวิต’ กับ ‘พาร์ทเนอร์ธุรกิจ’ อันไหนยากกว่ากัน เธอหัวเราะทันทีเมื่อฟังคำถามจบ
“แต้วว่ามันก็ยากทั้งคู่นะ ไม่มีอะไรง่ายไปกว่ากันเลย แต่เป็นความโชคดีที่เราเจอทั้งสองสิ่งนี้ในคนๆ เดียว” (ยิ้มด้วยความเขินอาย)
เธอเล่าว่าชีวิตในวัย 36 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากสำหรับเธอ เป็นความสุขจากการได้เติบโต เรียนรู้ และเข้าใจแง่มุมต่างๆ ของชีวิตอย่างละเอียดลออมากขึ้น
“การถูกนิยามว่าเป็นดารานักแสดง ทำให้เราต้องพิสูจน์ตัวเองทุกวินาทีที่เราก้าวออกจากบ้านว่า เราจะต้องเป็นคนที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดี แต่พอเราโตขึ้น ได้เห็นโลกมากขึ้น และเข้าใจมนุษย์มากขึ้น มันทำให้เราหันมามองในมุมอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เรารู้สึกว่าทุกวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว แค่พยายามทำทุกวันให้ดี เรียนรู้ที่จะมีความสุขและภูมิใจกับตัวเอง แม้ว่าเราจะแก่ลงไปเรื่อยๆ ก็ตาม (หัวเราะ)”
เกือบหนึ่งปีของชีวิตแต่งงาน และเกือบสองปีของการเริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหาร มีอะไรที่แต้วอยากจะบอกกับเมนเทอร์คนเก่งที่ชื่อ ‘ประณัย’ บ้าง
“จริงๆ เราบอกเขาเกือบทุกวันที่มีโอกาสว่า เรารู้สึกโชคดีจัง ที่มีคนเข้าใจเรา คอยซัพพอร์ทเรา ทั้งเรื่องงาน เรื่องวิธีคิด โดยที่เราไม่ต้องพิสูจน์อะไร แต้วว่าสำหรับณัยเอง ต่อให้เขาจะเป็น ‘ผู้นำ’ แต่เขาก็มีความเป็น ‘ผู้ตาม’ ที่น่ารักด้วยเหมือนกัน ขอบคุณที่พยายามปรับอะไรหลายๆ อย่าง เพราะอยากเห็นเรามีความสุข แค่อยากจะบอกว่า ขอบคุณนะ ขอบคุณทุกๆ วัน ที่เราได้อยู่ด้วยกัน” แต้วกล่าวทิ้งท้าย..พร้อมรอยยิ้มแห่งความสุข





