Tatler ชวนคุยกับ พีท ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit และหนึ่งใน Tatler Most Influential (TMI) ว่า ทศวรรษแรกของการจัดเทศกาลนี้ ได้เปลี่ยนตัวเขาและภูมิทัศน์ของประเทศไทยไปอย่างไร และทศวรรษต่อไปหลังจากนี้ Wonderfruit จะนำพาประสบการณ์ “Live. Love. Wonder.” ไปได้อีกไกลแค่ไหน...
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา Wonderfruit ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลดนตรีและศิลปะ แต่กลายเป็น “โลกอีกใบ” ที่ดึงดูดเหล่า wonderers จากทั่วทุกสารทิศ ให้ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะกลับมาเยือนเมืองไทยในทุกๆ ปี เพื่อที่จะค้นหา เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการเข้าใจตนเองและสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น
เบื้องหลังโลกใบนี้ คือทีมงานกลุ่มหนึ่ง ที่ทำงานด้วยความทุ่มเทตั้งใจ และเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี อาหาร ธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมได้จริงๆ
อ่านเพิ่มเติม: Tatler Most Influential 2025: เปิดลิสต์ 100 ผู้ทรงอิทธิพล ผู้ขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
ดีเอ็นเอตลอดสิบปีของ Wonderfruit
“จริงๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ดีเอ็นเอมันไม่เคยเปลี่ยนเลย” พีทเริ่มต้นบทสนทนา ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานอันอบอุ่น ในห้องประชุมบนตึกสยามปทุมวัน เฮ้าส์ ใจกลางกรุงเทพมหานคร
ที่นี่เปรียบเสมือนหอบังคับบัญชาของบริษัท สแครทช์ เฟิร์สท์ (Scratch First) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเทศกาล Wonderfruit นอกเหนือจากสถานที่จัดงานอันกว้างใหญ่ไพศาลของ The Fields at Siam Country Club จังหวัดชลบุรี ที่เหล่านักเดินทางต่างคุ้นเคย
“ปี 2014 ผมโทรหาเจ (มณฑล จิรา) เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก แล้วถามกันตรงๆ ว่า เรามาขับเคลื่อนเรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องโลกด้วยกันไหม โดยใช้ศิลปะ วัฒนธรรม และดนตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเติบโตมาตั้งแต่แรกเป็นตัวประสาน บางทีสิ่งเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์กับชีวิตของคนอื่นๆ ได้” นั่นคือจุดประกายเล็กๆ ของ Wonderfruit ที่ในเวลาสิบปีต่อมา ภาพความฝันของเขากลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งที่เขาตื่นขึ้นมาเห็นในทุกๆ วัน และเชื่อมั่นอย่างเต็มที่
อ่านเพิ่มเติม: ฉลองครบรอบ 10 ปี Wonderfruit หนึ่งในเทศกาลดนตรี-ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย

Above พีท ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit

Above เจ มณฑล จิรา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit
“ตอนที่เริ่ม ไม่ได้คิดหรอกว่าอยากจะเปลี่ยนโลก แค่เวลาเราเห็นปัญหา เราไม่อยากเป็นคนที่เอาแต่พูดถึงมัน เราอยากเข้าใจจริงๆ ว่ามันคืออะไร และหาวิธีการสื่อสารในแบบของเราเอง”
แพสชั่นของคนหนุ่มไฟแรงเติบโตและต่อยอดไปสู่ “เทศกาล” ที่ผสมผสานทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งดนตรี ศิลปะ อาหาร วัฒนธรรม สุขภาพ และธรรมชาติ เป็นพื้นที่ของการค้นหา การเรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง
สำหรับพีท Wonderfruit จึงไม่ใช่ “งาน” หากเป็นเหมือน “วิถีชีวิต” ที่แทรกซึมเข้าไปในทุกองค์ประกอบที่เขาและทีมงานตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น และเชื่อว่าหลายคนน่าจะสัมผัสได้

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
จาก ภายนอก สู่ ภายใน
พีทเล่าว่า จุดเริ่มต้นของแนวคิดและแกนสำคัญต่างๆ ของ Wonderfruit มาจากสิ่งที่อยู่ “รอบตัว” และ “ภายในตัวเรา”
“เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องธรรมชาติ และองค์ประกอบต่างๆ ภายนอก แต่พอทำไปสักพัก เราเริ่มกลับมาเข้าใจ ‘ภายใน’ มากขึ้น ทั้งเรื่อง well-being เรื่องจิตวิญญาณ รวมถึงสิ่งที่อยู่ในสังคมเรามานานแล้วอย่างศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ทุกอย่างคือวิธีที่เราดำเนินชีวิต และสิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนผ่านอาหาร ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม และกลายเป็นโลกที่ Wonderfruit กำลังสร้างอยู่”
เขาย้ำว่า สิ่งที่ Wonderfruit สนใจไม่ใช่เรื่องของ “เทรนด์” แต่คือความเป็น “timeless” ซึ่งหากย้อนกลับไปเป็นพันปี ก็มีคนเคยทำสิ่งเหล่านี้มาก่อน เราเพียงแค่หยิบกลับมาเล่าใหม่ในรูปแบบและวิธีการที่เข้ากับยุคสมัยและสถานการณ์ในตอนนี้
“ผมเชื่อว่าการที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อจิตวิญญาณของตัวเอง สิ่งนี้คือ timeless ไม่ว่าคุณจะเกิดในยุคสมัยไหนก็ตาม รวมถึงความสัมพันธ์ที่เรามีกับสิ่งต่างๆ รอบตัวก็เป็นเรื่อง timeless เช่นกัน”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
เมืองจำลองในโลกของ Wonderfruit
Wonderfruit ไม่ใช่แค่ “งานเทศกาล” หากเป็นเหมือน “เมืองชั่วคราว” บนทุ่งกว้างขนาดมหึมากว่า 500 ไร่ ของ The Fields at Siam Country Club จังหวัดชลบุรี ซึ่งเต็มไปด้วยพาวิลเลียนและโซนเวทีขนาดเล็กใหญ่ รวมถึงกิจกรรมที่หลากหลายตลอดระยะเวลาทั้งห้าวัน
“ภายในเมืองแห่งนี้ คุณสามารถเลือกได้ว่าอยากจะสัมผัสประสบการณ์แบบไหน อยากจะทดลอง เรียนรู้ หรือ interact กับใคร มันเป็น ‘sense of wonder’ ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ” พีทค่อยๆ เล่าให้เราเห็นภาพมากขึ้น
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ ฮ้านหมอลำ ซึ่งพัฒนาจากเวทีหมอลำเล็กๆ กลายเป็นโรงละครหมอลำเต็มรูปแบบ จากคนดูหลักร้อยในปีแรกๆ กลายเป็น 3,000 - 4,000 คน ในตอนนี้
“เราชื่นใจที่ได้เห็นคนต่างชาติมาเต้นเพลงหมอลำกับเรา เพราะนี่คือสัญลักษณ์ของดนตรีพื้นบ้าน ที่ทำให้คนได้รู้จักและเข้าใจประเทศของเราผ่านเสียงดนตรี”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
เมื่อถามว่าเวทีไหนที่เจ้าตัวรู้สึกผูกพันที่สุด เขาให้คำตอบพร้อมเสียงหัวเราะ “จริงๆ มันเหมือนลูกเราหมด เราชอบทุกอัน ถ้าเราไม่รัก เราคงไม่สร้างมันขึ้นมา และแต่ละเวทีก็มีสไตล์ของตัวเอง”
พีทยกตัวอย่างเวที The Quarry, Forbidden Fruit, Creature Stage ที่ต้องการให้คนฟังดนตรีหลากหลายมากไปกว่าเดิม หรือ Unconditional Space ซึ่งเป็นเหมือนอารีน่าใหม่ของโลกศิลปะ เพื่อบ่งบอกว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในแกลเลอรีเท่านั้น รวมถึงโซน Forest กับการค้นพบวิธีที่เราจะเข้าใกล้กับธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น
ด้านอาหารก็เป็นอีกหนึ่งเสาที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน “สมัยก่อนเวลาเรากินอาหาร เราพอจะบอกได้เลยว่าภูมิทัศน์แถวนี้เป็นยังไง มีน้ำ มีคลอง มีสัตว์แบบไหน เราสามารถเรียนรู้บริบทของพื้นที่ผ่านอาหารได้ แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมาจากแหล่งเดียวกันหมด นี่จึงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เราต้องการเล่าให้ฟังผ่าน Wonderfruit เพื่อให้คนกลับไปคอนเน็คกับสิ่งเหล่านั้นได้”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above อาหาร หนึ่งในเสาสำคัญของ Wonderfruit

Above อาหาร หนึ่งในเสาสำคัญของ Wonderfruit
คอมมูนิตี้ของเหล่า Wonderers
หนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของ Wonderfruit ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมงานราว 27,000 - 28,000 คน จากนักเดินทางกว่า 140 สัญชาติทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้เป็นกลุ่มคอมมูนิตี้ที่กลับมาซ้ำอย่างเหนียวแน่น (retention rate) ราว 60 – 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
“ปีแรกๆ เราไม่ได้คิดเลยว่า คอมมูนิตี้จะแข็งแรงขนาดนี้ คิดแค่ว่าเราอยากทำอะไร และเราจะ relate ได้ยังไงกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ สำหรับผม Wonderfruit มันไม่ใช่แค่งานห้าวัน แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังวิวัฒนาการ (evolve) อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เรากับ collaborators ต่างเติบโตไปด้วยกันทุกวัน มันเลยทำให้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นแข็งแรง และรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของการขับเคลื่อนร่วมกันที่ชัดเจน”
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนยังอยากกลับมาเสมอ คือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งของงาน ทั้งเรื่องโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม โปรแกรมและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของ Wonderfruit ที่รอคอยให้ผู้คนได้มาสัมผัส และอยากจะหวนกลับมาอีกครั้งในทุกๆ ปี

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
ความพิเศษในรอบสิบปี
ผู้บริหารคนเก่ง เผยว่า มีไฮไลต์หลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางกว่าหนึ่งทศวรรษของ Wonderfruit หนึ่งในนั้นคือ ป่าอายุสามขวบ ที่ตอนนี้สูงเกือบสิบเมตร สิ่งนี้สะท้อนทั้งวิสัยทัศน์และความทุ่มเทของทีม Wonderfruit กับภารกิจปลูกป่าใน The Fields เมื่อสามปีที่แล้ว
“มันมหัศจรรย์มากที่ป่าสามปีจะสมบูรณ์ได้ขนาดนี้” พีทเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ปีนี้เราเลยเข้าไปสร้างอะไรไว้เต็มเลยในป่า บางอย่างเป็น permanent บางอย่างเป็นงานศิลปะหมุนเวียน เพื่อให้คนเข้าไปสัมผัสได้”
นอกจากนั้น ยังมีพาวิลเลียนใหม่หลายแห่ง โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ Baan Bardo ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ “มันเหมือนเอา 10 ปีของ Wonderfruit มารวมกัน แล้วพัฒนาคอนเซ็ปต์ที่ผสมผสานระหว่าง mind, nature, sound และจินตนาการหลายอย่างเข้าด้วยกัน” กลายเป็นเขาวงกตที่เคลื่อนไหวได้ ช่วยพาเรากลับไปฝึกฝนและเข้าใจตัวเองมากขึ้น
ในฝั่งของ Living Village ก็ถูกออกแบบใหม่ เพื่อให้คนได้ค้นหาและสัมผัสกับวิถีชีวิตต่างๆ อย่างใกล้ชิดมากขึ้น
“อีกหนึ่งความพิเศษคือ Wonderfruit จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ช่วงเดียวของปี แต่เราจะมี chapter อื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปีด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้จิตวิญญาณของ Wonderfruit มีชีวิตอยู่นอกเหนือโปรแกรมห้าวัน ใน The Fields”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above พาวิลเลียนแห่งใหม่ ‘Baan Bardo’
ก้าวต่อไปสู่ Cultural Platform
เมื่อถามว่า ทศวรรษใหม่ของ Wonderfruit จะพาเราไปสัมผัสกับอะไรอีกบ้าง พีทแบ่งภาพให้ฟังอย่างเป็นระบบในสามแกนสำคัญ
อย่างแรกคือ The Fields เขาอธิบายว่า พื้นที่นี้พัฒนามาไกลแล้วและมันยังไปต่อได้อีก “เราอยากแชร์ประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ expressions ใหม่ๆ ให้กลายเป็น ‘cultural platform’ ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ”
อย่างที่สองคือ โปรแกรมหรือสิ่งที่ถูกใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่าง mind, nature, sound โดยพยายามออกแบบและต่อยอดให้สิ่งเหล่านี้ให้มีชีวิตอยู่นอกเหนือ Wonderfruit สามารถประยุกต์ให้เข้ากับบริบทอื่นๆ ไม่ใช่แค่ในเทศกาลเพียงอย่างเดียว
ส่วนแกนที่สามคือ วิธีการ capture และเล่าเรื่องราวต่างๆ “เราเพิ่งปล่อยซีรีส์พอดคาสต์ ในชื่อ ‘Pineapple Eyes’ แล้วก็กำลังทำซีรีส์หนังสารคดีขนาดเล็ก นอกจากนั้น ก็ยังมีค่ายเพลงชื่อ Fields Tape ที่เพิ่งเปิดตัวอัลบั้มแรก สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่เราจะขยายเรื่องราวให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้นอกเหนือจาก Wonderfruit ทั้งในรูปของเสียง ภาพ และบทสนทนา”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
จากพื้นดิน สู่เทศกาลระดับโลก
เราอยากรู้ว่า การเดินทางกว่าหนึ่งทศวรรษของเทศกาลระดับโลกอย่าง ‘Wonderfruit’ เป็นตัวแทนที่สะท้อนภาพประเทศไทยอย่างไรบ้าง พีทตอบทันทีว่า สิ่งนี้ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะทีมที่ทำคือคนไทยและล้วนเติบโตมาจากที่นี่
“สิ่งที่ Wonderfruit ทำ คือสิ่งที่งอกและโตมาจากพื้นดิน ไม่ใช่ของที่นำมาจากเมืองนอกแล้วนำมาทำต่อ ถ้าเราต้องการสร้างอุตสาหกรรมของไทยที่แข็งแรงและยั่งยืน ทั้งในเรื่องของประโยชน์ต่อสังคมและพื้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและวัฒนธรรม ตลอดจนคุณค่าทางเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่า วิธีที่ทำให้มันเจริญที่สุดและดีที่สุดก็คือ เราควรที่จะสร้างมันขึ้นมาเอง
“ผมชอบคำว่า ‘from the ground’ มาก เพราะมันเหมือนกฎของธรรมชาติ เราลองนึกถึงต้นไม้ 3-4 เมตร ถ้าเราไปขุดออกจากดินแล้วย้ายไปปลูกที่อื่น รากแก้วมันหายหมด ความแข็งแรงมันหาย ถึงจะอยู่ได้ก็ต้องค้ำยันไปตลอด เทียบกับป่าที่เราปลูกจากเมล็ดหรือกล้าเล็กๆ ให้มันฝังรากและงอกขึ้นมาด้วยตัวเอง มันจะแข็งแรงกว่าเยอะ”

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit

Above บรรยากาศภายในงาน Wonderfruit
พีทเผยว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา Wonderfruit เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปอย่างมหาศาลในทุกๆ ด้าน
“ผมเชื่อเสมอว่า พลังงานและความทุ่มเทที่เราตั้งใจมอบให้ มันจะสะท้อนกลับมาหาเรา ทุกวันนี้ Wonderfruit ให้ทั้งความรัก ให้ทั้งเพื่อน ให้ทั้งความรู้ และให้ความ wonder กับผมในทุกๆ วันที่ตื่นมา มันทำให้เรากลับไปเป็นเด็กเสมอ ด้วยคำถาม ความสงสัย และการอยากออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ
“สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้มาสัมผัส ลองมาดูครับ ลองมาก่อน ชอบไม่ชอบค่อยว่ากัน ถ้าคุณสนใจศิลปะ วัฒนธรรม คอมมูนิตี้ และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คุณน่าจะเจออะไรบางอย่างที่คอนเน็คกับตัวคุณได้จริงๆ” (ยิ้ม)
สิบปีของ Wonderfruit จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของดนตรี ป่า หรือพาวิลเลียน แต่คือสิบปีของการงอกขึ้นจากผืนแผ่นดินไทย สู่การสร้างคอมมูนิตี้ของผู้คนทั่วโลก ที่อยากใช้ชีวิตอย่างรู้จักตัวเองและเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นใหม่ของ Live. Love. Wonder. ในทศวรรษถัดไปเท่านั้นเอง...

Above พีท ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)





