เมื่อ ‘บันลือกรุ๊ป’ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘วิธิตากรุ๊ป’ กับบทพิสูจน์ของทายาทรุ่นที่สาม ในการสานต่อธุรกิจสื่ออายุกว่าครึ่งศตวรรษ สู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่หลากหลายและทันสมัย และยังคงต้องรักษา 'ปรัชญาสำคัญของครอบครัว' ไว้ไม่ให้เสื่อมคลาย
เส้นทางกว่า 51 ปี ของ ‘บันลือกรุ๊ป’ ที่เริ่มต้นจากรุ่นอากง บันลือ อุตสาหจิต ผู้ก่อตั้งสํานักพิมพ์บรรลือสาส์น โดยมี ‘บก.วิติ๊ด’ วิธิต อุตสาหจิต (บุตรชาย) ในฐานะทายาทรุ่นที่สอง เป็นผู้ให้กำเนิดการ์ตูน 'ขายหัวเราะ' เมื่อปี 1973 รวมถึง มหาสนุก ปังปอนด์ หนูหิ่นอินเตอร์ สาวดอกไม้กะนายกล้วยไข่ ร่วมกับ นก โชติกา อุตสาหจิต ภรรยาคนเก่ง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ช่วยเนรมิตให้ตัวการ์ตูนในหน้าหนังสือกลับมามีชีวิตและสามารถโลดแล่นอย่างเริงร่าผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ด้วยการเปิด ‘วิธิตา แอนิเมชั่น’ ในปี 2001 ก่อนที่จักรวาลคอนเทนต์แห่งนี้จะค่อยๆ เติบโตทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก แตกกิ่งก้านสาขาอย่างงดงาม พร้อมส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่นที่สาม นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ลูกสาวคนโต ที่เป็นความหวังครั้งใหม่ของครอบครัว
อ่านเพิ่มเติม: GEN.T INTERVIEW: โอ๊ต ปราโมทย์ แห่ง 'โคตรคูล' เมื่อธุรกิจต้องเริ่มจากความสนุก

Above ครอบครัวอุตสาหจิต (ภาพ: Surachai Saengsuwan)
เด็กสาวผู้เติบโตจากการ์ตูน
นิวเล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ ตัวเองก็เติบโตมากับกองหนังสือ ตัวการ์ตูน เสียงหัวเราะ และจินตนาการ
“คุณพ่อคุณแม่เป็นคนทํางานจริงจังมาก แต่ด้วยความที่เขาอยากอยู่กับลูก เขาเลยพาเราไปนั่งเล่นที่สํานักพิมพ์บรรลือสาส์น เราก็เหมือนมีของเล่นเป็นพวกหนังสือการ์ตูน และเพราะการ์ตูนนี่แหละที่ทำให้เราเริ่มอ่านหนังสือ พออ่านจบแล้วไม่รู้จะอ่านอะไรต่อ ก็เริ่มปีนเอาต้นฉบับบนโต๊ะพ่อมาอ่าน จนพอโตขึ้นมาหน่อย คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มให้มาช่วยงานพี่ๆ ในออฟฟิศ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความเป็นตัวเราในวันนี้เยอะมาก”
หลังเรียนจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง นิวตัดสินใจบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่ Imperial College London มหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษในสาขาการจัดการ เพื่อเติมเต็มมุมมองด้านธุรกิจให้พร้อมสำหรับการสานต่อธุรกิจของครอบครัว
“วันที่เรียนจบจากอังกฤษกลับมาถึงไทย คุณแม่ถามว่าจะพักนานเท่าไหร่ เราบอกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วกัน เขาบอกว่าพักอะไรตั้งนาน พักวันเดียวก็พอแล้ว (หัวเราะ) รู้ตัวอีกทีก็เหมือนว่า เราได้เข้ามารับช่วงต่อจริงๆ แล้ว ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ digital disruption กำลังเข้ามา แม้แต่สื่อใหญ่ๆ ในต่างประเทศก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร"
"ช่วงแรกก็ยอมรับว่ากดดันมาก เราเชื่อว่าทุกคนที่วิธิตากรุ๊ปมีความคาดหวังกับเรา และเราเองก็ไม่อยากให้เขาจดจําเราในฐานะผู้บริหารที่ไม่ได้ contribute อะไรเลย แค่โชคดีที่เกิดมาเป็นลูกเจ้าของ เราอยากจะมีที่ทางของเราเหมือนกัน เราอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเราก็สร้างคุณค่าบางอย่างให้กับองค์กรได้”

Above นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต เจเนอเรชั่นที่สามแห่ง ‘วิธิตากรุ๊ป’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
บทพิสูจน์แม่ทัพหญิง
นิวใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จากการลงมือทำ และทำให้ทุกคนเห็นว่า เธอมีความตั้งใจที่เต็มเปี่ยม และสู้ไม่ถอย
“คุณพ่อเคยให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่เลือกเรามาสานต่อธุรกิจที่บ้านว่า เพราะความอึด เขาบอกว่า ลูกคนนี้ ถ้าไม่สั่งให้เลิก คือไม่เลิก ซึ่งเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราเชื่อว่าเราเป็นเด็กที่สู้ สู้ไม่หยุด สู้จนกว่าจะชนะ ซึ่งทำให้เขาไว้วางใจในตัวเรา”
สำหรับวิธีการบริหารธุรกิจ นิวเลือกที่จะถอยออกมาโฟกัสงานที่ใหญ่ขึ้น และมองภาพที่กว้างขึ้น
“การเป็นผู้บริหาร ทีมงานเขาไม่ได้คาดหวังให้เราต้องไปนั่งทํางานข้างๆ เขา แบบ day-to-day operations แต่เขาต้องการให้เรา facilitate อะไรบางอย่าง มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในการต่อยอดองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำแทนเราได้”
ปัจจุบัน อาณาจักรของ ‘วิธิตากรุ๊ป’ มีการเติบโตและขยาย business unit เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานการเข้าใจอินไซต์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสื่อดั้งเดิมอย่างขายหัวเราะ ที่ผันตัวจากหนังสือมาสู่ ‘humor agency’ ครอบคลุมหลากหลายช่องทาง ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อออฟไลน์ ตลอดจนสินค้าต่างๆ เรียกได้ว่าอะไรที่เป็นจักรวาลของอารมณ์ขัน ขายหัวเราะทำได้หมด
นอกจากนั้น ยังมีแพลตฟอร์มสื่ออื่นๆ ในเครืออีกมากมาย อาทิ Salmon Books, Salmon House, Salmon Podcast, Salmon Lab, Vithita Animation, The Matter, M.O.M, Capital เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม: เรื่องเล่าหลังเลนส์จากช่างภาพหญิงไทยหนึ่งเดียว บนเวที Oscar และ Met Gala

Above Vithita Group Open House (ภาพ: Pimpicha Utsahajit)

Above Vithita Group Open House (ภาพ: Pimpicha Utsahajit)
ลมใต้ปีก และบัญชีออมใจ
ผู้บริหารสาวกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า ความสำเร็จของวิธิตากรุ๊ปในวันนี้ เธอเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือคือความทุ่มเทที่มาจากทีมงานและผู้บริหารทุกคน
“เราเชื่อว่า ‘Team work makes the dream work’ ยิ่งบริษัทโตเท่าไหร่ ยิ่งรู้เลยว่าเราขาดทีมไม่ได้ เราโชคดีที่วิธิตากรุ๊ปได้คนเก่งๆ ที่เป็นยอดฝีมือเข้ามาช่วยบริหารทีม เราไม่ได้มีเพียงสมาชิกในครอบครัวบริหารกันเองเท่านั้น"
"วันที่ขึ้นไปบนเวที open house คนจะเห็นว่าเราเป็นคนรันงาน เป็นตัวแทนพูดเกี่ยวกับองค์กร มันเหมือนเป็นผลงานหลักของเรา แต่จริงๆ แล้ว เบื้องหลัง 99 เปอร์เซ็นต์คือทีมล้วนๆ เราเป็นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ที่รับไม้สุดท้าย เราไม่สามารถทําให้คนข้างหลังผิดหวังในตัวเราได้ เราอยากเป็นผู้บริหารหรือผู้นำที่สร้างทีม ช่วยซัพพอร์ตทีม เพราะการมีทีมที่ดี แล้วเขาสู้ไปกับเรา มันคือลมใต้ปีกที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้นำทุกคน”
การได้ทำงานในธุรกิจครอบครัว ยังทำให้เธอได้มีโอกาสเรียนรู้ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ซึ่งหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุด คือ การสร้าง ‘บัญชีออมใจ’
“สิ่งที่ถูกส่งต่อมาจากอากง ผ่านมายังคุณพ่อคุณแม่ และเขาพยายามปลูกฝังเราเสมอ คือการทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน สิ่งเหล่านี้จะผูก ‘เรา’ กับ ‘เขา’ ไว้ด้วยกัน เป็นเหมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงและรดเข้าไปในหัวใจ เป็น ‘บัญชี’ ที่มีอยู่ในใจของกันและกัน ยิ่งโตขึ้นเรายิ่งรู้สึกว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าตัวเลขหรือผลตอบแทนเสียอีก เพราะมันคือสิ่งที่ต้องใช้วันเวลาในการสั่งสม ไม่สามารถที่จะสร้างได้ในคืนเดียว เป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และทำให้ทุกวันของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น”

Above นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต เจเนอเรชั่นที่สามแห่ง ‘วิธิตากรุ๊ป’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)





