Cover พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

พูดคุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับบทบาทใหม่ในฐานะ ‘visiting democracy fellow’ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ‘The Almost Prime Minister’ รวมถึงประสบการณ์หนึ่งปีจากการเดินทางท่องโลก เพื่อเชื่อมต่อ Global Talents และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอวันที่เขาจะกลับมาเป็น ‘ผู้นำ’ ที่ดีกว่าเดิม

หลายคนคงจดจำช่วงเวลาแห่งความหวังที่ประเทศไทย ‘เกือบ’ จะได้มีผู้นำเลือดใหม่วิสัยทัศน์กว้างไกล ตัวแทนจากพรรคการเมืองเล็กๆ ที่จุดประกายความเป็นไปได้ครั้งสำคัญบนผืนแผ่นดินนี้

น่าเสียดายที่ ’ความหวัง’ นั้น เป็นได้แค่เพียง ‘ความฝัน’

วันที่ 7 สิงหาคม 2024 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคก้าวไกล ขณะที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคฯ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี

เขาโพสต์สเตตัสบนเฟสบุ๊คเพจ Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันเดียวกันว่า 

“เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของผมที่ได้มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติและประชาชนในฐานะนักการเมือง จะเป็นความทรงจำทึ่ผมไม่มีวันลืม

วันนี้ผมขออำลาทุกท่านในฐานะผู้แทนรัฐสภา เมื่อเส้นทางการเมืองผมถูกปิดตัวลง

แต่ขอกลับมาเป็นประชาชน เคียงบ่าเคียงไหล่ทุกท่านพัฒนาบ้านเมือง ไปพร้อมๆ กับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากทั่วโลก และ สร้างนักการเมืองรุ่นต่อไป ป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองไทย

และสักวันนึง ถ้าประชาชนยังต้องการ ผมจะกลับมา..”

อ่านเพิ่มเติม: บทสัมภาษณ์ครั้งแรกในรอบสี่ปีของ ‘คมสันต์ ลี’ แห่ง Flash Group กับชีวิตที่เป็นมากกว่ายูนิคอร์น

Tatler Asia
The last speech of the Move Forward Party before the election (Photo: Pita Limjaroenrat)
Above การปราศรัยครั้งสุดท้ายของพรรคก้าวไกล ณ อาคารกีฬาเวสน์ ในสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
The last speech of the Move Forward Party before the election (Photo: Pita Limjaroenrat)
Tatler Asia
A picture posted by Pita on his Facebook page on August 7, 2024, after the Constitutional Court ruled to dissolve the Move Forward Party, and he was banned from political activities for ten years (Photo: Pita Limjaroenrat)
Above ภาพที่พิธาโพสต์ลงบนเฟสบุ๊คเพจ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2024 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคก้าวไกล และตัวเขาในฐานะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคฯ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
A picture posted by Pita on his Facebook page on August 7, 2024, after the Constitutional Court ruled to dissolve the Move Forward Party, and he was banned from political activities for ten years (Photo: Pita Limjaroenrat)

หลังจากนั้น พิธามีชื่อเป็นที่ปรึกษาประธานคณะก้าวหน้า และเริ่มต้นบทบาทใหม่ในฐานะ ‘visiting democracy fellow’ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก ณ เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

พิธาระบุว่า นี่เป็นโอกาสอันน่าตื่นเต้นที่เขาจะได้ต่อยอดความมุ่งมั่นของตนเองในการส่งเสริมความเป็นผู้นำและหลักการประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียน โดยหวังว่าจะไปแชร์ประสบการณ์การเมืองให้คนรุ่นใหม่ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อรอวันกลับมาเป็นนักการเมืองที่ดีกว่าเดิม...

“การกลับมาฮาร์วาร์ดครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อผม เพราะในช่วงเวลาที่ผมเคยศึกษาที่นี่ เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ผมได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากอดีตผู้นำหลายท่านที่มาเป็น visiting fellows หลังจากที่พวกเขามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศของพวกเขา และมาอาศัยอยู่ที่บอสตันเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เดินตามรอยพวกเขา เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น”

อ่านเพิ่มเติม: ‘ผู้นำที่ดีต้องเป็นแบบไหน’ ข้อคิดจาก 10 ผู้นำของโลกที่ผู้คนต่างให้การยอมรับ

Tatler Asia
Above Harvard Kennedy School, Harvard University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)

ผู้นำใน ‘ฝัน’

ระหว่างช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พิธามีโอกาสเดินทางกลับมาเมืองไทย พร้อมกับการเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ The Almost Prime Minister ที่เจ้าตัวบอกว่า เป็นบันทึกการเมือง (political memoir) ของเขา ที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ขณะที่พิธาเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะฮาร์วาร์ด ยุโรป หรือเวทีระดับโลก เขามักจะถูกเพื่อนต่างชาติและศึกษาหลายคนทักว่า “นั่นไง…‘The Almost Prime Minister’ guy” หรือ ชายผู้เกือบจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่บางคนแซวว่า เขาคือนายกรัฐมนตรีคนที่ ‘29.5’ เพราะก้าวไปไม่ถึงผู้นำประเทศคนที่ 30

“แม้กระทั่งมีคนใช้คำว่า ‘เลือกพิธา พอเป็นพิธี’ ”

เขาเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ ถือเป็นคำพูดตลกร้ายที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกเหนื่อยล้าทางการเมือง (voter fatigue) ของคนที่ตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสียที...

Tatler Asia
Above หนังสือ ‘The Almost Prime Minister’ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

พิธาอธิบายว่า จริงๆ แล้วการเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อโดยธรรมชาติ แต่คือความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ทำให้สิ่งต่างๆ ออกมาดราม่าที่สุด น่ารำคาญที่สุด และมีเรื่องกวนใจในทุกๆ วัน จนเราตามไม่ทัน

“สิ่งนี้คือ whiplash strategy ที่ทำให้คนรู้สึกหมดหวังกับการเมือง ทำให้รู้สึกว่าตัวเรานั้นเล็กมาก และหนึ่งเสียงของเราคงไม่มีความหมายหรอก ที่สำคัญคือการพยายามบอกว่า ‘ต้นทุนในการไปเลือกตั้ง มันสูงกว่าประโยชน์ในการไปเลือกตั้ง’ นี่จึงเป็นหน้าที่ของฝั่งประชาธิปไตยที่จะต้องช่วยกันทําให้เห็นว่า จริงๆ แล้วประโยชน์จากการที่คุณออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงนั้น มันมากกว่าต้นทุนที่จะต้องเสียไป เพราะถ้าประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่า เรายกอนาคตของประเทศให้คนเหล่านี้เลย”

แม้หนังสือเล่มนี้จะเล่าผ่านมุมมองส่วนตัวของพิธา แต่เขายืนยันว่ามันห่างไกลจากการเป็นเรื่องของเขาคนเดียว เพราะนี่คือเรื่องราวของ ‘พวกเรา’ ทุกคน เรื่องราวของชัยชนะที่ถูกขัดขวาง การเดินทางที่ไม่ท้อถอย และอนาคตที่รอคอยให้เราก้าวต่อไปด้วยกัน

Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

จาก ‘บางกอก’ สู่ ‘บอสตัน’

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ Tatler พูดคุยกับพิธา ในช่วงสายวันหนึ่ง หลังจากคุณพ่อวัย 44 ปี ส่งน้องพิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ ลูกสาววัย 9 ขวบ เข้าโรงเรียน คือประสบการณ์การทำงานที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ระดับโลกที่ทำเนียบและสภาไม่มีสอน

“การใช้ชีวิตอยู่ที่บอสตัน ทำให้เห็นว่า โลกเปลี่ยนไปขนาดไหน ถ้าเราอยากจะเป็นคนที่รู้เยอะ รู้เร็ว และรู้เท่าทันโลก เราจำเป็นต้องพาตัวเองไปอยู่ในศูนย์กลางความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ที่ช่างห่างไกลจากสิ่งที่พูดคุยกันในสภาเหลือเกิน ทั้งเรื่อง generative AI, การประยุกต์ใช้ AI กับการเมือง (AI and politics), ภูมิรัฐศาสตร์และอำนาจอธิปไตยของแต่ละชาติ (geopolitics and sovereignty), แร่ธาตุสำคัญที่หายากในโลก (rare critical minerals) ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้แล้ว ในเมื่อผมยังเหลือเวลาอีก 9 ปี ก็คงจะใช้เวลาตอนนี้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์กับความฝันในการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้มากที่สุด อย่างน้อยก็จะได้ไม่ทรยศศักยภาพของตัวเอง และสิ่งแวดล้อมดีๆ ที่อนุญาตให้เราเก่งกว่านี้ได้”

เขาย้ำเสมอว่า “Follow your heart, but take your brain with you.”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 JFK Forum, Harvard Kennedy School ในหัวข้อ “Beyond U.S.-China: Security, Alliances, and Economic Statecraft in a Multipolar Indo-Pacific” (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 2 JFK Forum, Harvard Kennedy School ในหัวข้อ ‘Beyond U.S.-China: Security, Alliances, and Economic Statecraft in a Multipolar Indo-Pacific’ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 Harvard Business School และการเสวนาในหัวข้อ ‘Rise of Southeast Asia: Navigating Business with Geopolitics’ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 2 Harvard Business School และการเสวนาในหัวข้อ ‘Rise of Southeast Asia: Navigating Business with Geopolitics’ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)

พิธายังเล่าถึงการมีส่วนร่วมของเขาในฐานะ visiting fellow ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายสาธารณะในหัวข้อต่างๆ เช่น อนาคตของประเทศไทย, การสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียนในฮาร์วาร์ด ผ่านการจัดกลุ่มศึกษาในชื่อ “Padthai & Politics” ซึ่งเป็นเครือข่ายเชิงชุมชนของนักเรียนฮาร์วาร์ดทุกระดับปริญญา หลากหลายเชื้อชาติ เพื่อสะท้อนประสบการณ์จริงทางการเมืองของพิธา ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับนักศึกษาที่สนใจอยากทำงานการเมือง

นอกจากนั้น เขายังเปิดชั่วโมงให้คำปรึกษาแบบส่วนตัว 20 นาที (private office hours) สำหรับนักศึกษาที่สนใจประเทศไทยและอาเซียนในประเด็นต่างๆ รวมถึงคนที่มีความฝันจะลงสนามการเมือง และอีกหนึ่งมิติที่สำคัญ คือการได้รับเชิญจากอาจารย์ประจำที่ฮาร์วาร์ดให้เข้าสอนในวิชาต่างๆ ในลักษณะของ professor’s resources ด้วยการเสริมประสบการณ์จริง หรือมิติของภูมิภาคเอเชียเข้าไปในการเรียนการสอนที่นี่

“ผมตั้งใจทำตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุดในช่วงที่เป็น visiting fellow ที่ฮาร์วาร์ด ก็หวังว่าจะมีโอกาสเป็นโค้ชให้กับคนเหล่านี้ที่ต้องการจะเข้ามาเติมเลือดใหม่ให้กับการเมือง เป็นเหมือนคนที่ช่วยกรูม ‘Next Gen Leaders’ และช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ทั้งในไทยและเอเชีย”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 Harvard University Asia Center (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 3 Harvard University Asia Center (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 3 Harvard University Asia Center (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 Harvard Southeast Asia (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 2 Harvard Southeast Asia (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Tatler Asia
Above Pita's Lecture at Harvard (ภาพ: Pita Limjaroenrat)

‘ความหวัง’ จากคนรุ่นใหม่

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่พิธาได้มีโอกาสเดินทางท่องโลก และพบปะพูดคุยกับนักศึกษาไทยและคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ทำให้เขามองเห็นความหวังจากคนรุ่นใหม่ได้ชัดเจนขึ้น

“ประเด็นแรกพวกเขาเก่งกว่ารุ่นผมเยอะ เด็กปีหนึ่งปีสองเดี๋ยวนี้สามารถมีความรู้พอๆ กับเราได้ ด้วยเทคโนโลยีการศึกษาและการเข้าถึงข้อมูลที่พัฒนาไปเยอะมาก สองคือผมรู้สึกว่าเขามีแรงผลักดัน (ambitious) มากกว่ารุ่นผม ผมได้เจอคนไทยทํางานอยู่ที่ Apple, OpenAI, TSMC, IKEA ฯลฯ คนพวกนี้คือ ‘ของจริง’ และเป็นคนที่อายุน้อยกว่าผม 15-16 ปี ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางของความเปลี่ยนแปลงของโลก”

พิธายกตัวอย่างคนหนุ่มสาวเหล่านี้ที่กำลังเติบโตไปเป็นอนาคตของโลก และสามารถอธิบายองค์ความรู้ที่สำคัญต่างๆ จากประสบการณ์ตรงของเขาได้เลย เช่น คนไทยที่ทำงานอยู่ที่ IKEA ประเทศสวีเดน กำลังทำวิจัยในเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อให้แพ็กเกจจิ้งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำที่สุด หรือคนไทยที่พยายามนำ AI มาใช้ตรวจจับเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มต้น เพื่อแก้ปัญหาโรคร้ายนี้ให้หมดไป

“สิ่งสำคัญคือ คนรุ่นใหม่เหล่านี้ที่ผมเจอ ไม่ว่าเขาจะอยู่ไกลแค่ไหน เขาไม่เคยทิ้ง public-minded เขายังมีความหวังว่าอยากจะกลับมาพัฒนาประเทศไทย เคยมีเด็กฮาร์วาร์ดคนนึงได้ทุนมาจากนครศรีธรรมราช บอกว่าเรียนจบแล้วอยากกลับมาเป็นนายก อบจ.นครศรีธรรมราช พอผมได้ยินแบบนั้นก็ชื่นใจ เลยรู้สึกว่าความผิดหวังและความเฉื่อยชาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา มันก็แค่ในนี้แหละ โลกข้างนอกยังมีคนที่กำลังทําในสิ่งที่คนรุ่นผมทําไม่ได้อีกเยอะแยะมากมาย แล้วเขาก็หวังว่า วันหนึ่งเขาจะกลับมาแก้ไขประเทศนี้ด้วยกัน”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 MIT: Massachusetts Institute of Technology (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 3 MIT Sloan School of Management (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 3 MIT Media Lab (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Yale University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 4 Yale University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 4 Cornell University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 4 of 4 John Carroll ผู้ก่อตั้ง Georgetown University, Washington DC (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 5 Center for Southeast Asia Studies (CSEAS), UC Berkeley (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 5 Center for Southeast Asia Studies (CSEAS), UC Berkeley (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 5 Center for Southeast Asia Studies (CSEAS), UC Berkeley (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 4 of 5 Stanford University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 5 of 5 Stanford University (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Center for Southeast Asia Studies (CSEAS), UC Berkeley (Photo: Pita Limjaroenrat)
Center for Southeast Asia Studies (CSEAS), UC Berkeley (Photo: Pita Limjaroenrat)

เครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลง

พิธามองว่า จริงๆ แล้ว เราอาจไม่จำเป็นต้องมีนโยบายป้องกันสมองไหล เพื่อดึงคนรุ่นใหม่กลับมาประเทศ เพราะหากเราอยากให้คนกลุ่มนี้กลับมา เราต้องสร้างระบบนิเวศที่จูงใจให้พวกเขากลับมาด้วยความสมัครใจ

“ถ้านักเรียนทุนเก่งๆ ต้องกลับมาทำงานในระบบราชการแบบเดิม ที่หลายครั้งต้องมีหน้าที่จดรายงานการประชุม ชงกาแฟ หรือตามเจ้านายไปเปิดงานตามพิธีต่างๆ ไม่นานเขาก็จะเฉาลงเรื่อยๆ และสูญเสียแรงผลักดันในการทำงาน แต่ถ้าเราให้เขาได้อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เขาเก่งกว่าและมีความสุขมากกว่า และเรารักษาความสัมพันธ์ที่ดี เขาจะกลายเป็นทูตในด้านต่างๆ ให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทูตแฟชั่น ทูตด้านสาธารณสุข หรือแม้กระทั่งทูตควอนตัม ทูตพลังงานนิวเคลียร์”

arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 ‘Todai’ หรือ University of Tokyo หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นและเอเชีย (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 2 ‘Todai’ หรือ University of Tokyo หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นและเอเชีย (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Pita Limjaroenrat visits University of Tokyo (Photo: Pita Limjaroenrat)
Pita Limjaroenrat visits University of Tokyo (Photo: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 2 พิธาพบปะนักเรียนไทยที่ตึก Fyrtornet ใจกลางเมือง Malmö ประเทศสวีเดน (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 2 97% ของโครงสร้างตึก Fyrtornet คือ ‘ไม้’ ทำให้มีคาร์บอนฟุตพรินต์ติดลบ ลดปัญหาฝุ่นควันและมลพิษจากตึกสำนักงานได้เป็นอย่างดี และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Embassy of Sharing — แนวคิดใหม่ที่ออกแบบเมืองให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยการแชร์ ใช้ซ้ำ และสร้างร่วมกัน (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Pita meets Thai students at the Fyrtornet building in central Malmö, Sweden (Photo: Pita Limjaroenrat)

พิธาอธิบายว่า คนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นดีไซเนอร์ อยากเป็นช่างภาพ ก็คงมีความใฝ่ฝันที่จะอยู่ ณ ศูนย์กลางแฟชั่นของโลกอย่างนิวยอร์ก ส่วนใครที่อยากจะอยู่ในโลกของไบโอเทค ก็คงอยากจะอยู่ที่เคมบริดจ์ หรือสแตนฟอร์ด ใครที่อยากจะดูเรื่องเกี่ยวกับยา ก็คงอยากไปอยู่ Novo Nordisk ที่เดนมาร์ก ซึ่งคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นทัพหน้าที่สำคัญในการเชื่อมต่อประเทศไทยกับโลกภายนอก

“นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมพยายามรวบรวมฐานข้อมูลของ global talents ไทย รวมถึงอาเซียน ในทุกที่ที่ผมไป ทั้ง Harvard, MIT, Stanford, UC Berkeley, Michigan, Oxford, Yonsei ที่เกาหลี, Todai และ Tsukuba ที่ญี่ปุ่น รวมถึงฟินแลนด์ และสวีเดน เวลาผมเจอใครที่น่าสนใจก็จะเก็บชื่อและข้อมูลเอาไว้ ตอนนี้ก็น่าจะมีราวๆ 400 - 500 ชื่อ ซึ่งผมยินดีที่จะเป็นสะพานเชื่อมเน็ตเวิร์กให้กับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะกลับมาพัฒนาประเทศ เป็น servant leadership ที่สนับสนุนพวกเขา เช่น คนนี้สนใจการเมือง อยากลงเลือกตั้ง หรืออยากเป็นอาสาสมัครอยู่เบื้องหลังการทำนโยบาย และเชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า คนกลุ่มนี้ก็น่าจะพร้อมสำหรับการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น”

Tatler Asia
Above กรุงบรัสเซลส์ในงานวันประชาธิปไตยสากล (International Democracy Day) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยไทย เอเชีย และทั่วโลก (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 4 Copenhagen Democracy Summit (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 4 Copenhagen Democracy Summit (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 4 Copenhagen Democracy Summit (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 4 of 4 Copenhagen Democracy Summit (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Copenhagen Democracy Summit (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
arrow left arrow left
arrow right arrow right
Photo 1 of 3 Asian Leadership conference 2025 ประเทศเกาหลีใต้ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 2 of 3 อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ริชี ซูแน็ก (Rishi Sunak) ณ Asian Leadership conference 2025 ประเทศเกาหลีใต้ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)
Photo 3 of 3 Asian Leadership conference 2025 ประเทศเกาหลีใต้ (ภาพ: Pita Limjaroenrat)

ฮีลใจในวันที่เหนื่อยล้า

พิธาเล่าว่า หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ คือคำถามยอดฮิตจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มาขอคำปรึกษาจากเขา ในเรื่องการดูแลตัวเอง (self care) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

“ผมเข้าใจว่า คนกลุ่มนี้เขาเร็วกว่าผม และเก่งกว่ารุ่นผมเยอะ แต่ว่าเขาก็เครียดมากกว่ารุ่นผมเช่นกัน ในยุคที่การหาข้อมูลทำได้ง่าย เพราะฉะนั้น มาตรฐานของผลงานก็จะสูงขึ้นมาก รวมถึงโซเชียลมีเดียที่แพร่หลาย ทำให้มีการเปรียบเทียบหรือแข่งขันกับคนอื่นๆ กลายเป็นความกดดัน ผมมักจะโดนคําถามว่า เวลาทํางานหนักๆ ต้องดูแลจิตใจตัวเองยังไง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่แคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง ที่ต้องเริ่มตั้งแต่ตีสี่ตีห้า กว่าจะเสร็จก็สองทุ่ม 60 วันติดกัน ความอึดพวกนี้เอามาจากไหน และทำยังไงให้รู้สึก fresh และไปต่อได้”

Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

เขาอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการสะสมชัยชนะเล็กๆ (small victories) ในทุกๆ วัน เช่น วันนี้มีสามสิ่งอะไรบ้างที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ และยินดีไปกับสิ่งเหล่านั้น แทนที่จะมองหาจุดที่เป็นตำหนิตลอดเวลา อีกวิธีหนึ่งคือการชําระความรู้สึกของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการฟัง ฟังเสร็จแล้วเขียน เขียนเสร็จแล้วอ่าน นี่คือลำดับขั้นตอนการใช้ชีวิตของผู้ชายคนนี้

“ผมจะใช้วิธีฟังเพลงหรือฟังอะไรที่ทําให้เรารู้สึกโล่งก่อน จากนั้นก็เขียนสิ่งที่เราคิดวนอยู่ในหัว แล้วจึงค่อยๆ อ่านอะไรใหม่ๆ กลับเข้าไป บางคนกลับมาถึงบ้านปุ๊บอ่านหนังสือเลย ทั้งที่ตัวเองยังคิดวนกับเรื่องที่ออฟฟิศอยู่ มันก็ยิ่งตีกัน คราวนี้ถ้าเราจัดระเบียบชีวิตให้ถูกต้อง แล้วทํามันทุกวัน วันละนิดวันละหน่อยอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้หลับสบาย ตื่นเช้ามาก็จะรู้สึกโล่งเหมือนกับเราได้ชาร์จแบตโทรศัพท์ทุกวัน”

Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือการไม่เปรียบเทียบหรือเอาไม้บรรทัดของคนอื่นมาวัดตัวเอง และไม่ใส่ใจกับคำพูดหรือคอมเมนต์ในเชิงลบที่ไม่เป็นความจริง

“ในโลกโซเชียลมีเดียที่ใครจะด่าใครก็ได้ ข้อความ toxic ต่างๆ ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องจริง ‘don’t take it personally’ คนที่สอนผมเรื่องนี้ คือฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเป็นภูมิคุ้มที่นักการเมืองทุกคนควรจะมี ในช่วงที่ชีวิตเรามักถูกนำเข้าเครื่องเอกซเรย์ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึก burn out และสิ่งนี้จะเผาตัวเราไปเรื่อยๆ นอกเสียจากว่า เราจะดับมันก่อนในทุกๆ วัน”

พิธา ทิ้งทายถึงบรรดาผู้นำรุ่นใหม่ ในฐานะรุ่นพี่ Gen.T Leaders of Tomorrow

“สิ่งที่ Gen.T รุ่นนี้ต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคม และสภาวะของเทคโนโลยี  มันบีบคั้นมากกว่าสมัยรุ่นผมเยอะ ก็ขอเป็นกําลังใจให้ทุกคนที่พยายามค้นหาตัวเองอยู่ และเมื่อค้นหาตัวเองได้แล้ว ก็อย่าลืมประเทศชาติ อย่าลืมประชาชน อย่าลืมพื้นที่ที่ทําให้เรามีในทุกวันนี้ หวังว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะกลายเป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพ และทำให้เกิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผมเชื่อว่าทุกประเทศมีเรื่องที่จะต้องสู้ในแบบของตัวเอง ไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง ขอให้ทุกคนสู้ด้วยความหวัง ด้วยความเข้มแข็ง และอย่าเพิ่งยอมแพ้ สักวันหนึ่ง...เราจะถึงในสิ่งที่ต้องการ”

Tatler Asia
Above พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Chachanondh Limthong
Editor, Tatler Power and Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

ชชานนท์ ลิ่มทอง (เว้า) บรรณาธิการ Power and Purpose ของ Tatler Thailand ผู้หลงใหลในงานบทสัมภาษณ์ชีวิตและการพบปะผู้คน นอกเหนือจากเนื้อหาเข้มๆ เกี่ยวกับผู้นำองค์กร ธุรกิจ นวัตกรรม และบุคคลผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแล้ว เขายังสวมหมวกอีกใบในการดูแลคอมมูนิตี้ต่างๆ ของ Tatler ทั้ง Tatler Gen.T Leaders of Tomorrow, Tatler Most Influential (TMI) และ Front and Female (F&F)