แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ลูกสาวคนโตของครอบครัว และทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ
Cover แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ลูกสาวคนโตของครอบครัว และทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ
แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ลูกสาวคนโตของครอบครัว และทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ

จากความต้องการต่อยอดแบรนด์ชาที่อยู่คู่คนไทยมากว่าร้อยปีของผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ ทำให้ แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ลูกสาวคนโต ซึ่งนับเป็นรุ่นที่สาม เข้ามาต่อยอดธุรกิจให้ร่วมสมัยจนเกิดเป็นชาตรามือ ร้านขายชาสัญชาติไทยที่มีสาขาในต่างประเทศกว่าห้าสิบสาขา

“สาขาที่แพรวไปบ่อยคือ หมอชิตค่ะ คิดเหมือนกันค่ะว่า นี่เราทำอะไรอยู่ อ๋อ มาชงชา (หัวเราะ)”

แพรว พราวนรินทร์  กรรมการผู้จัดการบริษัททิพย์ธารี เล่าให้ Tatler ฟังถึงช่วงแรกของการเข้ามาบริหารร้านชาตรามือโดยเริ่มจากการลงมือเป็นพนักงานชงชาเองที่สาขาต่างๆ ในกรุงเทพฯ

ในแต่ละวัน เธอต้องเรียนรู้การทำงานในระดับปฏิบัติการเช่นเดียวกับพนักงานทั่วไป ฟังดูแล้วคล้ายกับการเริ่มทำแบรนด์จากศูนย์ ซึ่งก็ถือว่าไม่ผิดนัก เพราะธุรกิจที่แพรว พราวนรินทร์ เข้ามาดูแลคือ ธุรกิจใหม่ของแบรนด์ชาตรามือที่เป็นส่วนของร้านขายชาตรามือที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนธุรกิจด้านอื่นที่สานต่อมารุ่นสู่รุ่นกว่าร้อยปีนั้น ทุกคนในครอบครัวจะแบ่งหน้าที่กันไป

“คุณแม่จะดูเรื่องต่างประเทศและการขาย แพรวดูหน้าร้านและอาจมีเรื่องหน้าร้านต่างประเทศบ้าง คุณพ่อกับน้องก็จะดูเรื่องผลิต น้องสะใภ้ก็ช่วยหน้าร้านทางเหนือ ทุกคนยังช่วยกันอยู่ค่ะ”

อ่านเพิ่มเติม: นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต คลื่นลูกที่สามของ 'อาณาจักรแห่งเสียงหัวเราะ'

Tatler Asia
พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช
Above แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ผู้บริหารรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ
พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช

ต้นตำรับชาไทย

หลายคนอาจไม่รู้ว่าชาไทยรสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นหอม ที่พวกเรารู้จักกันอย่างทุกวันนี้เป็นความคิดริเริ่มของคุณพ่อของแพรว พราวนรินทร์

“ธุรกิจรุ่นแรกจะเป็นนำเข้าชาจีนมาขายในไทย ต่อมาเริ่มมีเครื่องดื่มประเภทอื่นมาขายในตลาด แม้กระทั่งน้ำเปล่าก็มี คุณพ่อคุณแม่มองว่าต้องปรับและเห็นว่าคนไทยชอบเครื่องดื่มเย็นๆ เติมนม เติมน้ำตาล เลยโฟกัสตรงนี้และพัฒนาสูตรชาของเราเองขึ้นมา แล้วเรียกชื่อทับศัพท์ไปเลยว่าชาไทย"

"เราคิดค้นเครื่องดื่มใหม่ๆ จากฟีดแบ็กลูกค้าตลอด เพราะแผนของเราคืออยากเป็นผู้นำด้านชาของไทย เวลาที่ลูกค้าบอกว่าอยากได้ชารสชาติประมาณไหน คุณแม่จะบอกคุณพ่อและน้องที่เป็นคนดูแลการผลิตในฝั่งโรงงาน คุณพ่อจะคิดสูตรชาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก จากนั้นก็ชิมชาว่ารสชาติเป็นอย่างไรและช่วยกันออกความเห็นว่าโอเคไหม ซึ่งความเห็นของเราแต่ละคนก็เป็นตัวแทนของลูกค้าแต่ละกลุ่ม”

Tatler Asia
พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช
Above แพรว พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ผู้บริหารรุ่น 3 ของธุรกิจชาตรามือ
พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช

ระหว่างการพูดคุย ชาหลากหลายชนิดถูกนำมาเสิร์ฟ Tatler ถามถึงชารสโปรดและระดับความหวานที่เธอชื่นชอบ

“ต้องเป็นชาไทยสิคะ เพราะว่าชาไทยของชาตรามือเป็น Original Thai Tea since 1945 ถ้าอยากดื่มชาไทยรสชาติดั้งเดิมก็ต้องชานี้ เราอาจไปดื่มอย่างอื่นบ้าง แต่วันไหนที่เราอยากดื่มชาไทย ชาตัวนี้ก็เหมือนเป็นรสชาติที่กลับมาดื่มได้เสมอ"

"ส่วนระดับความหวาน แล้วแต่วันเลยค่ะ วันไหนอยากได้พลังงานเยอะก็หวานร้อยเปอร์เซ็นต์ วันไหนที่อยากจะลดความหวานก็ลดระดับลงมา”

อ่านเพิ่มเติม: วัธ จิรโรจน์ ทายาทรุ่นที่สาม ผู้เติมเต็มวงจรการรีไซเคิลให้ครบวงจรด้วย Circular

สัญลักษณ์มือบนแถบสีแดง โลโก้ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าแบรนด์จะปรับทิศทางการขายไปในรูปแบบใด หรือมีรสชาติใหม่อะไรออกมา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นภาพจำของแบรนด์และไม่เปลี่ยนแปลงคือ รูปมือยกนิ้วโป้งสีทองในแถบสีแดง

แพรว พราวนรินทร์ บอกว่าตามความตั้งใจเดิมคือ ต้องการสื่อให้เห็นว่าชาแบรนด์นี้ดี จึงเป็นรูปมือยกนิ้วโป้ง แต่คนมักเรียกว่าชาตรามือมากกว่า "ทางเราก็เลยโอเคให้เป็นไปตามนั้น"

Tatler ถามเธอต่อว่าเป็นความตั้งใจหรือไม่ที่แบรนด์ยังคงใช้โลโก้นี้มาตลอด และในอนาคตมีแผนจะปรับหรือไม่

Tatler Asia
Above โลโก้ชาตรามือตามยุคต่างๆ เรียงจากซ้ายไปขวา ซ้าย-กระป๋องใส่ชากุหลาบที่ออกแบบลวดลายให้ร่วมสมัย กลาง-กระป๋องชาที่ใช้มาตั้งแต่ยุคแรกจนปัจจุบัน ขวา-กระป๋องชาเขียว

“โลโก้ที่เห็นถูกออกแบบมาตั้งแต่รุ่นอากงค่ะ ถือว่าทำได้สวยเลยสำหรับยุคนั้น ตอนที่แพรวเข้ามาทำตรงนี้ก็มองว่าอยากเปลี่ยน เพราะดูไม่ร่วมสมัยเท่าไหร่ แต่คุณพ่อไม่ต้องการให้เปลี่ยน อยากให้คงเดิม เราก็เลยคงไว้ แต่ปรับเพิ่มความทันสมัยในแก้ว ลูกค้าที่ซื้อก็จะเห็นได้ว่าแก้วของชาตรามือมีลวดลาย มีดีไซน์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น”

Family Business = Asset

การทำงานแบบครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก แต่ปัจจุบันมีสาขาในไทยมากกว่า 200 สาขา สาขาที่ต่างประเทศอีก 10 ประเทศ และปริมาณใบชาที่ใช้ผลิตในแต่ละปีราวพันตัน Tatler ถามถึงหลักการบริหารที่ครอบครัวเรืองฤทธิเดชใช้

แพรว พราวนรินทร์ เล่าถึงการทำงานในครอบครัวให้ฟังว่า “ทุกวันนี้เวลาทำงานก็ต้องคุยกันอยู่แล้วว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นยังไง แบ่งว่าถ้าเรื่องใหญ่ใครเป็น final say เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ใครที่ดูแลตรงนั้นก็ตัดสินใจไป แต่ว่าก็ต้องมีการมาคุยกันว่าทำถึงไหนแล้ว”

จากความตั้งใจเริ่มแรกที่อยากทำงานนอกบ้านเก็บประสบการณ์สักพัก แต่ต้องมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด ปัจจุบันเธอบริหารธุรกิจที่บ้านมากว่าสิบปี ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอค้นพบข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง

“มันเป็นข้อดีตรงที่เรามาเริ่มจากสิ่งที่มีฐานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปนับ 1 2 3 4 ประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากรไปได้เยอะ ถ้าจะให้แนะนำสำหรับคนที่คิดอยู่ว่าจะสานต่อธุรกิจครอบครัวไหม อยากให้คิดว่าธุรกิจที่บ้านเราต่อยอดได้ไหม เพราะถ้าต่อยอดได้ มันคือ asset ในชีวิต แต่ถ้ามองว่าต่อยอดไม่ได้เพราะไม่ใช่ธุรกิจที่จะไปได้ในยุคนี้ ก็ลองมองนอกกรอบดูว่าปรับให้เป็นอะไรได้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน”

สำหรับคนที่คิดอยู่ว่าจะสานต่อธุรกิจครอบครัวไหม อยากให้คิดว่าธุรกิจที่บ้านเราต่อยอดได้ไหม เพราะถ้าต่อยอดได้ มันคือ asset ในชีวิต

- พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช -

"ส่วนความท้าทายในการทำงาน เรามองว่าไม่ว่าจะทำงานในบ้านหรือนอกบ้านก็ต้องมีอยู่แล้ว การทำงานต้องมีการขัดแย้งกัน ปกติทำงานนอกบ้านเมื่อมีเรื่องขัดใจก็เอามาเล่าให้ที่บ้านฟังได้ แต่ถ้าทำธุรกิจครอบครัว จะนำไปเล่าให้คนอื่นฟังก็อาจจะไม่ดี คิดว่าเป็นลักษณะนี้มากกว่าที่เป็นข้อเสียเปรียบ"

"อีกอย่างคืออาจจะกระทบความสัมพันธ์กับครอบครัวเป็นช่วงๆ แต่ถ้าเรามองให้เป็นเรื่องปกติว่า ทุกคนมีความเห็นไม่เหมือนกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว แพรวคิดว่าการสื่อสาร การที่เรามีเวลามาคุยกันนั้นช่วยได้ค่ะ”

ธุรกิจชาที่ชงด้วยใจ

นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาช่วยงานของครอบครัวปัจจุบัน แพรว พราวนรินทร์ ทำงานมานานร่วมสิบกว่าปี 

“เราต้องมีใจในสิ่งที่ทำ” เธอบอกอย่างนั้น เมื่อถูกถามว่าใช้กลยุทธ์อะไรบริหาร

“อย่างแรกก็ต้องมีใจก่อน มีใจที่อยากจะทำ มีความตั้งใจ จากนั้นก็ลงมือทำ เพราะว่าการที่เราได้ลงมือทำจริง เราจะได้เห็นมุมมองที่เกิดจากการลงมือทำ พอได้ทำแล้ว เราจะมองเห็นว่าต้องพัฒนาตัวเอง พัฒนาสินค้า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง แล้วทำให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป”

เมื่อมองไปข้างหน้าอีกห้าปี แพรว พราวนรินทร์ ทิ้งท้ายกับเราว่าอยากให้ธุรกิจชาของครอบครัวที่เกิดมาจากการนำเข้าชาจีนของพี่ชายอากงไปได้ไกลระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นว่า

“เพราะเราตั้งใจเป็นชาไทยที่ดังไปทั่วโลกค่ะ"

Credits

ช่างภาพ: Worapon Teerawatvijit

Topics

Panit Tanasuk
Features Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

ผานิต ธนะสุข เป็นบรรณาธิการ Features Editor ประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาบทความเชิงลึกตั้งแต่บทสัมภาษณ์เจาะลึกบุคคลที่น่าสนใจ เรื่องราวของความยั่งยืน ผู้หญิงแถวหน้าในหลายแวดวง และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เธอมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากว่า 10 ปี