ชัยชนะของ Sanae Takaichi ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นการจารึกประวัติศาสตร์ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ได้รับฉันทามติอย่างล้นลามจากประชาชน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ของญี่ปุ่นอีกด้วย
ประเทศญี่ปุ่นได้เห็นหนึ่งในชัยชนะทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party: LDP) ภายใต้การนำของ Sanae Takaichi คว้าเสียงข้างมากเด็ดขาดเกินสองในสามของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยจำนวน 316 ที่นั่ง ชัยชนะที่สื่อต่างชาติต่างให้นิยามว่า “landslide” นี้ เปรียบได้กับ “เช็คเปล่า” ใบสำคัญที่ประชาชนมอบให้เธอเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าญี่ปุ่น
และนี่คือ 7 ประเด็นสำคัญจากบทวิเคราะห์ของสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น TIME, CNN รวมถึง Nikkei Asia ที่จะกำหนดทิศทางของญี่ปุ่นนับจากนี้
อ่านเพิ่มเติม: เดิมพันครั้งใหญ่ของ Sanae Takaichi “สตรีเหล็ก” แห่งอาทิตย์อุทัย
1. อาณัติแห่งความเด็ดขาด
รายงานจาก CNN และ TIME ระบุตรงกันว่า ชัยชนะครั้งนี้คือการที่ประชาชนชาวญี่ปุ่น “เลือกผู้นำก่อนเลือกพรรค” แม้พรรค LDP จะเผชิญกับพายุข่าวฉาวมาก่อนหน้านี้ แต่ตัวตนของ Takaichi ที่ดูโปร่งใสและเด็ดเดี่ยวกลับเป็นแม่เหล็กดึงดูดคะแนนนิยม โดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เบื่อหน่ายกับความอ่อนแอทางการเมืองในอดีต เธอไม่ได้เพียงแค่ชนะเพื่อเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” แต่เธอชนะเพื่อเป็น “ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุด” ในรอบหลายทศวรรษ
อ่านเพิ่มเติม: Sylvia Earle นักสมุทรศาสตร์ผู้บุกเบิก กับการอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องหัวใจสีน้ำเงินของโลก
2. สิ้นสุดยุค “เกรงใจ” สู่การใช้อำนาจเต็มมือ
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ Takaichi หลุดพ้นจากวงจรการเมืองแบบ “ต้องแบ่งเค้ก” เดิมๆ การที่พรรค LDP สามารถครองเสียงข้างมากได้ด้วยตัวเอง และมีพันธมิตรใหม่ที่เป็นสายปฏิรูปขวาจัดอย่างพรรค Ishin (Japan Innovation Party) ทำให้เธอมี “อิสระในการตัดสินใจ” สูงสุด เธอไม่จำเป็นต้องเจรจาต่อรองนโยบายให้กลายเป็นแบบประนีประนอมเหมือนยุคที่ต้องพึ่งพรรค Komeito อีกต่อไป
3. ตลาดทุนขานรับ: “Takaichi Trade” กำลังมา
ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิดทำการหลังวันเลือกตั้ง ดัชนี Nikkei 225 พุ่งทะลุ 56,000 จุด ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนขานรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเตือนเรื่องภาระหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 200 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ตลาดกลับเลือกที่จะมองในแง่ดีว่า การใช้จ่ายภาครัฐขนานใหญ่ (big-spending agenda) จะช่วยกระตุ้นการเติบโตและพาญี่ปุ่นออกจากกับดักเงินฝืดได้อย่างถาวร
4. Sanaenomics: ยาแรงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง
ก้าวแรกหลังได้รับอาณัติจากประชาชน คือการพิสูจน์ว่า “Sanaenomics” จะเป็นคำตอบหรือเป็นเพียงภาพลวงตา งบประมาณมหาศาลกว่า 21 ล้านล้านเยน (หรือราว 4.25 ล้านล้านบาท) กำลังจะถูกฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อดับไฟค่าครองชีพ นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่เหล่านักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจดูว่า ญี่ปุ่นจะสามารถกระตุ้นการเติบโตได้โดยไม่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนแรงจนวิกฤติได้หรือไม่
หากเธอทำสำเร็จ Takaichi จะไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความเท่าเทียมทางเพศ แต่จะกลายเป็นสถาปนิกผู้กอบกู้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
4. เดิมพันครั้งใหญ่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้วยที่นั่งในสภาล่างที่เกินสองในสาม Takaichi ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะเดินหน้า “แก้ไขรัฐธรรมนูญสันติภาพ” ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1955 โดยเป้าหมายคือการรับรองสถานะกองทัพให้ถูกต้องตามกฎหมายและยกระดับขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ นี่คือภารกิจที่อดีตนายกฯ Abe Shinzo ทำไม่สำเร็จ แต่ Takaichi เชื่อว่าเธอได้รับอาณัติจากประชาชนให้ทำสิ่งนี้ให้จบ
5. นัยสำคัญในเวทีโลก: ญี่ปุ่นที่ “พูดเสียงดัง” ขึ้น
สิ่งที่เข้มข้นกว่าเดิมนับจากนี้ คือท่าทีของญี่ปุ่นบนกระดานหมากระดับโลก ด้วยคะแนนเสียงที่ล้นมือ Takaichi มีอำนาจเต็มที่จะขยับเพดานความมั่นคงของประเทศให้สูงขึ้น การมองข้ามความเห็นต่างเพื่อมุ่งสู่การแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 คือสิ่งที่เพื่อนบ้านอย่างจีนต้องหันมามองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นในยุคของ Takaichi จะไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ “รอฟัง” อีกต่อไป แต่จะเป็นญี่ปุ่นที่ “รุกคืบ” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเต็มตัว
6. เผชิญหน้าปักกิ่ง: การต่างประเทศบนบรรทัดฐานใหม่
ในมิติความมั่นคง Takaichi เลือกที่จะวางระยะห่างกับจีนอย่างชัดเจน เธอส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นพร้อมจะเข้าไปมีบทบาทหากเกิดวิกฤติในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวที่สุดในรอบหลายสิบปี ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เธอมีแต้มต่อในการเจรจากับประธานาธิบดี Xi Jinping โดยไม่ต้องโอนอ่อนตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจเหมือนในอดีต
7. ความท้าทายที่แท้จริง: ของแพงและการบริหารความคาดหวัง
แม้อำนาจในมือจะล้นพ้น แต่ Nikkei เตือนว่าศัตรูที่แท้จริงของ Takaichi คือ “ภาวะเงินเฟ้อ” ราคาข้าวและอาหารที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2025 คือเหตุผลที่ประชาชนต้องการยาแรงจากเธอ หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถคุมราคาสินค้าได้ หรือทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปอีกจนกระทบปากท้อง ความนิยมที่พุ่งสูงก็อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเธอได้เช่นกัน
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนได้ตัดสินใจแล้วว่าพวกเขาต้องการร่วมเผชิญกับความท้าทายนี้ไปกับฉัน
จาก landslide สู่ leadership หนทางต่อจากนี้คือบทพิสูจน์ว่าสตรีเหล็กผู้นี้จะสามารถประคองความร้อนแรงของนโยบาย ให้กลายเป็นความมั่นคงที่ยั่งยืนได้หรือไม่ เพราะวันนี้ญี่ปุ่นไม่ได้แค่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ได้ “ตัวตนใหม่” ที่ทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย
Topics





