(Photo: Getty Images)
Cover อีโมจิกลายเป็นส่วนสำคัญของการสื่อสารดิจิทัลในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มบริบทที่ไม่ใช่คำพูดผ่านหน้าจอของเราเอง (ภาพ: Getty Images)
(Photo: Getty Images)

เมื่อจุดเริ่มต้นจากรอยยิ้มแทนตัวอักษร กลายเป็นคลังไอคอนอีโมจิกว่า 3,790 รูปที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ อีเมล แม้กระทั่งในศาล!

การส่งอีโมจิรูปนิ้วโป้ง (👍🏻) เพื่อยืนยันนัดหมายงาน รูปหัวใจ (❤️) เพื่อแสดงความรัก หรือใบหน้าพร้อมน้ำตาแห่งเสียงหัวเราะ (😂) เพื่อบ่งบอกว่าคุณพบเรื่องขบขัน อีโมจิได้กลายเป็นภาษาลัดที่สื่อสารความรู้สึกได้อย่างครบถ้วน จนบางครั้งแทบจะแทนที่คำพูดได้ทั้งหมด การจินตนาการถึงบทสนทนาในโลกดิจิทัลที่ปราศจากอีโมจิจึงเป็นเรื่องยาก

ทว่า บทบาทของอีโมจินั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าการเป็นแค่สิ่งทดแทนคำพูด Gretchen McCulloch นักภาษาศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ Because Internet อธิบายว่า “อีโมจิสำคัญไม่ใช่เพราะมันแทนตัวเขียน แต่เพราะมันทำให้การเขียนกลับมาใกล้เคียงกับการพูด” อีโมจิช่วยเติมน้ำเสียงและความอบอุ่นทางอารมณ์ที่ตัวอักษรเดี่ยวๆ ไม่อาจสื่อได้

สิ่งที่เริ่มต้นจากกลุ่มไอคอนพิกเซลเพียงหยิบมือในยุค 1990s ได้พัฒนาสู่คลังภาพสัญลักษณ์ถึง 3,790 รูป โดยมีการเพิ่มไอคอนใหม่ๆ เข้ามาทุกปี แล้วสัญลักษณ์หลากสีสันเหล่านี้วิวัฒนาการจากภาพวาดเล่นๆ สู่เครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการสื่อสารระดับโลกได้อย่างไร

อ่านเพิ่มเติม: สุดยอดไอเดียชาญฉลาด: 10 สิ่งประดิษฐ์จากเอเชียที่พลิกโฉมโลกอย่างเงียบงาม

จาก :-) ถึง ☺️

ก่อนจะมีอีโมจิ โลกออนไลน์เคยมี “อีโมติคอน” (Emoticon) ในปี 1982 Scott Fahlman นักวิทยาการคอมพิวเตอร์ เสนอให้ใช้ :-) ในกระดานข่าวของมหาวิทยาลัย เพื่อแยกแยะเรื่องตลกออกจากข้อความที่จริงจัง ขณะที่โลกตะวันตกกำลังส่งตาหยีด้วย ;-) ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาสัญลักษณ์หน้าตรงของตนเองที่เรียกว่า kaomoji เช่น (^_^) ออกมา

ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1990s Shigetaka Kurita นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ได้สร้างชุดอีโมจิชุดแรกให้กับบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม NTT DoCoMo ซึ่งประกอบด้วยไอคอนเรียบง่ายขนาด 12x12 พิกเซล จำนวน 176 รูป แนวคิดนี้ส่วนหนึ่งมาจากปฏิกิริยาเชิงลบของสาธารณชนเมื่อมีการถอดอีโมจิรูปหัวใจออกจากเพจเจอร์ของบริษัท ทำให้ผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น ในระหว่างการออกแบบ Kurita ได้แรงบันดาลใจจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย รวมถึงสัญลักษณ์พยากรณ์อากาศและการ์ตูนมังงะ

Tatler Asia
Japanese designer Shigetaka Kurita speaks onstage at the 27th Annual Webby Awards in New York (Photo: Getty Images)
Above Shigetaka Kurita นักออกแบบชาวญี่ปุ่น กล่าวสุนทรพจน์บนเวทีในงานประกาศรางวัล Webby Awards ครั้งที่ 27 ที่นิวยอร์ก (ภาพ: Getty Images)
Japanese designer Shigetaka Kurita speaks onstage at the 27th Annual Webby Awards in New York (Photo: Getty Images)

จุดเปลี่ยนสำคัญระดับโลกเกิดขึ้นเมื่อมีการบรรจุอีโมจิเข้าสู่ Unicode Standard ซึ่งเป็นระบบที่รับประกันว่าตัวอักษรจะปรากฏเหมือนกันในอุปกรณ์และแพลตฟอร์มต่างๆ นั่นหมายถึง อีโมจิรูปหน้ายิ้มที่ส่งจากโทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะปรากฏบนอีกเครื่องหนึ่งได้อย่างถูกต้อง ทำให้พวกมันได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ในตอนแรก เราออกแบบเพื่อตลาดญี่ปุ่นเท่านั้น ผมไม่ได้คิดเลยว่าอีโมจิจะแพร่หลายและเป็นที่นิยมในระดับนานาชาติ” Kurita กล่าวกับสื่ออังกฤษ The Guardian “แต่หากมองว่าอีโมจิเป็นภาษาที่ไร้พรมแดน ก็ไม่น่าแปลกใจที่มันจะเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง”

อ่านเพิ่มเติม: 8 สุดยอดบอร์ดเกมประวัติศาสตร์จากทวีปเอเชีย

เมื่ออีโมจิเป็นพยานในศาล

ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าอีโมจิถูกส่งเป็นจำนวนถึง 5 พันล้านครั้งต่อวันบน Messenger ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นส่งข้อความฟรีของ Facebook ตามรายงานของยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียแห่งนี้ และจากรายงาน Global Emoji Trend Report ปี 2022 ของ Adobe มีผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 92 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้อีโมจิเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษา โดยอีโมจิรูปหัวใจคือสัญลักษณ์ที่ถูกใช้มากที่สุด รองลงมาคืออีโมจิความสุข

อีโมจิยังได้ก้าวเข้าสู่ห้องพิจารณาคดีในศาล โดยศาสตราจารย์ Eric Goldman ผู้สอนกฎหมายจากมหาวิทยาลัย Santa Clara ซึ่งติดตามความคิดเห็นของศาลสาธารณะ เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ ว่า จำนวนคดีในสหรัฐฯ ที่อ้างอิงถึงอีโมจิเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นจาก 33 คดีในปี 2017 เป็น 53 คดีในปี 2018 โดยมักปรากฏในคดีล่วงละเมิดทางเพศ คดีอาญา และคดีข้อพิพาทในที่ทำงานที่เพิ่มขึ้น

Tatler Asia
The release of Emoji 16.0 in September 2024 brought the total number of emojis to 3,790 (Photo: Getty Images)
Above การเปิดตัว Emoji 16.0 ในเดือนกันยายน 2024 ทำให้จำนวนอีโมจิทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 3,790 รูป (ภาพ: Getty Images)
The release of Emoji 16.0 in September 2024 brought the total number of emojis to 3,790 (Photo: Getty Images)

สิ่งนี้สร้างความท้าทายให้กับผู้พิพากษาและคณะลูกขุนที่ต้อง “ถอดรหัสเจตนาทางดิจิทัล” ยกตัวอย่างเช่น อีโมจิรูปพนมมือ (🙏🏻) สามารถหมายถึงการสวดมนต์ การขอบคุณ หรือแม้กระทั่งการทักทายแบบไฮไฟฟ์ ในขณะที่ นิ้วโป้ง (👍🏻) เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นมิตรในหลายประเทศตะวันตก แต่กลับเป็นการแสดงความไม่สุภาพในบางส่วนของตะวันออกกลาง

ภาษาของ Gen Z

รู้หรือไม่ว่า การใช้อีโมจิของคุณสามารถเปิดเผยอายุของคุณได้ในทันที เพราะคนต่างยุคสมัยได้พัฒนา “สำเนียง” อีโมจิเป็นของตนเอง ซึ่งความหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผู้ใช้งานที่มีอายุมากกว่าอาจไม่เข้าใจ

ทั้งนี้ จากการสำรวจคำแห่งปี 2015 ของพจนานุกรม Oxford คือ อีโมจิรูปใบหน้ามีน้ำตาแห่งความสุข (😂) นับเป็นอักษรภาพแรกที่ได้รับรางวัลนี้ แต่สำหรับชาว Zoomers (Gen Z) จำนวนมาก การใช้สัญลักษณ์นี้โดยไม่มีความหมายแฝงถือว่า “เชย” (cringe) พวกเขาหันไปใช้รูปหัวกะโหลก (💀) ซึ่งหมายถึง “ตลกจนแทบตาย” หรือภาพใบหน้าร้องไห้ (😭) ซึ่งหมายถึง “ร้องไห้” จากการหัวเราะหนักเกินไปแทน

เมื่อการสื่อสารดิจิทัลยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ภาษาภาพนี้จะพัฒนาไปทางใด เจเนอเรชั่น Alpha ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI จะสร้างรหัสใหม่ในการสื่อสารหรือไม่ อีโมจิจะยังคงอยู่ หรือเรากำลังจะก้าวสู่ภาษาภาพรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครคาดถึง?


This story was originally written in English by Yoyo Chow.

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2025 โดย Yoyo Chow โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด