ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาเกมที่ช่วยฝึกสมาธิ หรือต้องการท้าทายเพื่อนด้วยกลยุทธ์อันเก่าแก่กว่า 800 ปี เกมกระดานจากเอเชียเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยวัฒนธรรม ความงดงาม และความลุ่มลึกในการวางหมาก
ในยุคของเกมมือถือสุดเพลิดเพลินอย่าง Candy Crush และการเล่น Elden Ring มาราธอนยาวนานถึงแปดชั่วโมง หลายคนอาจลืมไปว่า เกมที่งดงาม เต็มไปด้วยกลยุทธ์ และท้าทายจิตวิญญาณที่สุดในประวัติศาสตร์นั้น ถือกำเนิดขึ้นมานานก่อนจะมีคีย์บอร์ดไฟ RGB และหน้าจอโหลดเกมเสียอีก
เกมเหล่านี้เคยเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิ พระสงฆ์ใช้ในการทำสมาธิ และแม่ทัพในสนามรบใช้ฝึกฝนสติปัญญา ภายนอกอาจดูเรียบง่าย แต่ภายในคือสนามประลองทางความคิดอันลึกล้ำ พวกมันผ่านกาลเวลามานับศตวรรษ ผ่านพ้นมาแล้วทั้งยุคราชวงศ์ การล่าอาณานิคม และแม้กระทั่งความเหนื่อยล้าจากการประชุมออนไลน์แบบ Zoom
ในขณะที่โลกเริ่มอ่อนล้ากับเกมมือถือที่ไล่ล่าความสุขแบบเร็วๆ เกมกระดานสุดคลาสสิกเหล่านี้กำลังหวนคืนความนิยมอีกครั้ง และจะพิสูจน์ให้เห็นว่า “กลยุทธ์คือเสน่ห์” และ “ความอดทนคือพลังที่แท้จริง”
อ่านเพิ่มเติม: 15 รายการบันเทิง BTS ที่เหล่า Army และคนรักวัฒนธรรมป๊อปเกาหลีต้องดู
1. หมากล้อม (Go), จีน, ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช

Above หมากล้อมเริ่มจากกระดานที่ว่างเปล่า ผู้เล่นต้องสร้างจินตนาการให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการวางเม็ดหมากที่จะต้องใช้สมองทั้งซีกซ้ายและขวา หมากล้อมจึงเป็นก้าวแรกของการฝึกภาวะความเป็นผู้นำ (ภาพ: Elena Popova / Unsplash)
หมากล้อม หรือ Go กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในยุคปัจจุบันจากซีรีส์เกาหลี Reply 1988 ที่เรียกหมากล้อมว่า ‘พาดุก’ (바둑) นี่คือเกมที่เกิดจากการผสานกันของความมินิมอลกับความหฤโหดทางกลยุทธ์อย่างแท้จริง กำเนิดขึ้นในจีนโบราณเมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน ก่อนจะถูกพัฒนาให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในญี่ปุ่นและเกาหลี หมากล้อมเป็นเกมที่มีความซับซ้อนเสียจนทำให้ AI ต้องเหงื่อตก (ยังจำได้ไหม ตอนที่ AlphaGo เอาชนะมนุษย์ที่เก่งที่สุดในโลกเมื่อปี 2016)
กฎของเกมนั้นเรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ เพียงแค่ใช้หินสีดำหรือขาวล้อมพื้นที่ให้มากกว่าคู่ต่อสู้บนกระดานตาราง แต่ภายใต้กฎอันแสนเรียบง่ายนั้น กลับซ่อนเกมแห่งสงครามจิตวิทยาอันเข้มข้น สัญชาตญาณเชิงพื้นที่อันลึกซึ้ง และบางครั้ง...ก็อาจจุดชนวนวิกฤติอัตถิภาวะ (ความมีอยู่ของตนเอง) ได้เลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติม: 10 ชีวิตจริงผู้ใฝ่ความสำเร็จที่เป็นแรงบันดาลใจสู่จอภาพยนตร์/ซีรีส์
Above ภาพยนตร์เกาหลี “The Match” (2025) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงในช่วงปี 80s-90s ของเซียนหมากล้อม Cho Hun-hyun และลูกศิษย์อัจฉริยะของเขา Lee Chang-ho
จะเล่นหมากล้อมได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
เยี่ยมชมแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง OGS (Online Go Server) หรือในร้านเล่นหมากล้อมที่สงบเงียบสไตล์มินิมอลในโตเกียวและโซล รีสอร์ตหรูบางแห่งในญี่ปุ่นมีบริการสอนหมากล้อมสำหรับแขกผู้เข้าพักอีกด้วย
2. โชกิ (Shogi), ญี่ปุ่น, ราวศตวรรษที่ 8-12

Above โชกิมีต้นกำเนิดมาจากเกม ‘จตุรงค์’ ของอินเดีย และแพร่หลายเข้าสู่ญี่ปุ่นในช่วงยุคเฮอัน (ศตวรรษที่ 8-12) มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนการผสมผสานและปรับตัวทางวัฒนธรรม (ภาพ: Mahmoud Adel / Unsplash)
หากหมากรุกสากลคือสงครามที่เปี่ยมด้วยเกียรติยศ แต่ ‘โชกิ’ (将棋) คือสงครามที่มีการจารกรรม การทรยศหักหลัง และการกลับชาติมาเกิด โชกิ หรือที่รู้จักกันในชื่อหมากรุกญี่ปุ่นเคยเป็นเกมที่ซามูไรใช้เล่น และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มีทั้งการแข่งขันถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และปรากฏอยู่ในมังงะชื่อดัง (เช่น March Comes in Like a Lion)
สิ่งที่ทำให้โชกิแตกต่างอย่างมีเสน่ห์คือ คุณสามารถใช้หมากของฝ่ายตรงข้ามเป็นหมากของคุณเอง ตัวอย่างเช่น บิชอปของฝ่ายตรงข้ามอาจกลายมาเป็นนักฆ่าของคุณในตาถัดไป มันจึงมีทั้งความงดงาม โหดร้าย เหนือชั้น และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบ Kill Bill อย่างแท้จริง
จะเล่นโชกิได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
เมืองเท็นโด จังหวัดยามากาตะ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนโชกิอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ทุกปีในสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน ‘เทศกาลดอกซากุระเท็นโด ทัวร์นาเมนต์โชกิมนุษย์’ จะจัดขึ้นที่สวนยอดเขาไมซุรุ จะมีผู้หลงใหลเกมโชกิแห่กันมาเยี่ยมชม คุณอาจจะลองเล่นผ่านแอปพลิเคชั่นโชกิ หรือสัมผัสประสบการณ์ดั้งเดิมด้วยกระดานไม้แท้ที่ร้าน Nakamura Jōki ในโตเกียว (เปิดกิจการตั้งแต่ปี 1859) อีกทางเลือกคือรับชมแมตช์การแข่งผ่านการสตรีมสด ซึ่งปรมาจารย์ในชุดกิโมโนจะมาปะทะกันราวกับศึกแห่งปัญญาในแบบ WWE เวอร์ชั่นญี่ปุ่น
3. หมากรุกจีน (Xiangqi), จีน, ราวศตวรรษที่ 12-13

Above หมากรุกจีนถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคลึกล้ำและศิลปะอันเหนือชั้น จึงถูกจัดให้อยู่ในแถวหน้าของวัฒนธรรมหมากรุกโลก (ภาพ: Vyacheslav Koval / Unsplash)
หมากรุกจีนที่เรียกว่า ‘เซี่ยงฉี’ (象棋) คือผลลัพธ์ของการผสานกลยุทธ์การทหารเข้ากับปรัชญาแบบเต๋า กระดานของเกมนี้เปรียบเสมือนสนามรบที่สมจริง มีแม่น้ำคั่นกลางระหว่างสองกองทัพ และ ‘พระราชวัง’ ที่เป็นเขตปลอดภัยของกษัตริย์ (หรือแม่ทัพ) ปืนใหญ่ (cannon) สามารถกระโดดข้ามตัวหมากเพื่อโจมตีได้ ขณะที่ช้าง (elephant) ไม่สามารถข้ามแม่น้ำได้ ทุกการเคลื่อนไหวจึงเป็นการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์อย่างลุ่มลึก
สำหรับเกมกระดานแล้ว เซี่ยงฉีนั้นทั้งเร็ว ดุดัน และมักถูกเล่นโดยคุณลุงเสื้อกล้ามในสวนสาธารณะของปักกิ่ง ซึ่งเขาจะบดขยี้คุณได้อย่างไร้เยื่อใยในเวลาประมาณ 40 ตาเดิน
จะเล่นหมากรุกจีนได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
ลองเยี่ยมชมเว็บไซต์ xiangqi.com, Victoria Park ในฮ่องกง หรือ ลานหมากรุกในไทเป ซึ่งยังคงเป็นแหล่งรวมเซียนผู้เงียบขรึมและเก่งกาจ
4. หมากรุกไทย (Makruk), ไทย, ราวศตวรรษที่ 12-14
Above หนึ่งในเกมกระดานที่พัฒนามาจากเกม ‘จตุรงค์’ ของอินเดีย การเล่นหมากรุกไทยมีปรากฏในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่อง “รามเกียรติ์” ตอนราชาภิเษกพระราม (ภาพ: B20180 / Wikimedia Commons)
หมากรุกไทยคือหมากรุกเวอร์ชั่นที่สง่างามในแบบไทยๆ หลายคนเชื่อว่าเกมนี้ใกล้เคียงกับต้นกำเนิดของหมากรุกจากอินเดียมากที่สุด นั่นคือ จตุรงค์ (ซึ่งเราจะพูดถึงในภายหลัง) ในหมากรุกไทย ‘เบี้ย’ จะเปลี่ยนเป็น ‘ควีน’ หมากแต่ละตัวมีขอบเขตการเดินที่จำกัดมากกว่า และช่วงท้ายเกมก็เน้นการวางกลยุทธ์มากกว่าการสร้างความโกลาหล เปรียบได้กับการเล่นหมากรุกในชุดทักซิโด้ ที่ดูประณีต สุขุม เรียบหรู และนุ่มลึกกว่าที่คิด
หมากรุกไทยต่างจากเกมกระดานคลาสสิกอื่นๆ ที่ค่อย ๆ เลือนหายไป แต่หมากรุกไทยยังคงมีบทบาทในชีวิตจริง เด็กไทยยังได้เรียนหมากรุกที่โรงเรียน และยังถูกนำมาเล่นกันตามวัด ในงานรวมญาติที่เงียบสงบ หรือการล้อมวงสังสรรค์กับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ แม้จะไม่หวือหวาเท่าหมากรุกสากล แต่ก็แฝงความดุดันไม่แพ้กัน
จะเล่นหมากรุกไทยได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
มองหาการตั้งโต๊ะเล่นของชาวบ้านร้านตลาดในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ตามร้านกาแฟแบบดั้งเดิมในต่างจังหวัด หรือเยี่ยมชม ThaiChessAssociation.com ขณะที่โรงแรมหรูบางแห่งยังมีกระดานหมากรุกไว้บริการในห้องสมุดด้วย
5. เจาปร (Chaupar) และปจีสี (Pachisi), อินเดีย, ราวศตวรรษที่ 4 หลังคริสต์ศักราช

Above เจาปร และ ปจีสี มักถูกกล่าวถึงสลับกันไปมา และประวัติของทั้งสองเกมก็เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระดานของทั้งสองเกมเหมือนกัน ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าตัวอย่างทางโบราณคดีที่ค้นพบเป็นของเกมใดเกมหนึ่งโดยเฉพาะ (ภาพ: Jan Ranft / Unsplash)
เจาปร เป็นที่รู้จักกันในนาม ‘เกมแห่งราชสำนักอินเดีย’ มีอายุมากกว่า 1,000 ปี และมีบันทึกว่าเคยเล่นกันในพระราชวังของจักรพรรดิอักบาร์ โดยใช้ข้าราชบริพารจริงๆ เป็นเบี้ยบนกระดาน กระดานรูปกากบาทเป็นสัญลักษณ์ของกรรมและโชคชะตา ผสมผสานระหว่างโอกาสกับกลยุทธ์ โดยเจาปรจะใช้ลูกเต๋าเป็นแท่งสี่เหลี่ยมลูกบาศก์สองแท่ง ขณะที่ปจีสีจะคล้ายคลึงกับเจาปร แต่มักใช้หอยเบี้ย (cowrie) ที่แทบไร้ราคาแทนลูกเต๋าแท่ง (ปจีสีจึงมักถูกเปรียบเทียบเป็น ‘เกมของผู้ยากไร้’ และมักเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างเจาปรและปจีสี นอกจากนี้ปจีสีก็ยังมีกฎกติการเล่นที่ซับซ้อนกว่า)
เจาปรมีบทบาทสำคัญในวรรณคดีมหากาพย์ระดับโลกเรื่อง มหาภารตะ ในฉากการเล่นพนันตอนที่เรียกว่า ‘สภาบรรพ’ ระหว่างกษัตริย์ยุธิษฐิระ พี่ชายคนโตของกลุ่มพี่น้องปาณฑพ กับทุรโยธน์ พี่ชายคนโตของกลุ่มเจ้าชายพี่น้องเการพ (โดยมีลุงศกุนิที่เจ้าเล่ห์เป็นผู้ช่วย) ที่นำไปสู่มหายุทธล้างตระกูล ณ ทุ่งกุรุเกษตรในเวลาต่อมา หรือหากใครไม่ได้อ่านหรือไม่เคยชมภาพยนตร์/ละครเรื่องนี้ ก็ยังมีภาพจิตรกรรมจำนวนไม่น้อยในอินเดียที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ไว้ให้สัมผัส
Above “มหาภารตะ” (2013) มีแก่นเรื่องหลักคือมหาสงครามจากความละโมบของกลุ่มพี่น้องเการพ นำโดยทุรโยธน์ ที่คิดจะยึดครองดินแดนไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว จึงออกอุบายล่อลวงยุธิษฐิระ พี่คนโตของห้าพี่น้องปาณฑพ ด้วยเกมทอยลูกเต๋า (เจาปร) จนเสียทรัพย์สมบัติและดินแดนทั้งหมดที่มีอยู่ รวมถึงการถูกเนรเทศให้ไปอยู่ป่าของพี่น้องปาณฑพรวมถึงพระนางเทราปที มเหสีของทั้งห้าพี่น้อง เป็นเวลา 13 ปี
สำหรับปาจีสีกล่าวได้ว่ามันคือบรรพบุรุษที่งามสง่าของเกมปาร์ตี้ยุคใหม่อย่าง Ludo ขณะที่จอปัรจะยึดโยงกับรากฐานดั้งเดิมที่ถือเป็นเกมแห่งเกียรติยศของชนชั้นสูง โดยเป็นเกมที่พระศิวะทรงเล่นกับพระแม่ปารวตี และนั่นจึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดยุธิษฐิระยอมรับคำท้าทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะเกิดการใช้เล่ห์เพทุบายระหว่างการเล่นเกมลูกเต๋าหรือจอปัร
จะเล่นจอปัรและปจีสีได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
คุณยังหาซื้อเกมกระดานจอปัรและปจีสีได้ตามเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และสามารถพบกระดานนี้ที่วาดด้วยมือที่ยังมีวางขายอยู่ตามตลาดงานฝีมือในรัฐราชสถาน นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดเกมเวอร์ชั่นดิจิทัลมาเล่นไปพลางๆ ระหว่างรอลาเต้ร้อนๆ ก็ยังได้
6. ฮานาฟูดะ (Hanafuda), ญี่ปุ่น, ราวศตวรรษที่ 18

Above รู้หรือไม่ว่าผู้ให้กำเนิดฮานาฟูดะคือ Nintendo ซึ่งเป็นบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ทางด้านวิดีโอเกมที่มีอายุยาวนานที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดจนถึงปัจจุบัน (ภาพ: Marcus Richert / Wikimedia Commons)
เมื่อไพ่ตะวันตกถูกแบนในญี่ปุ่น นักพนันและผู้ต่อต้านจึงสร้างไพ่ของตัวเองขึ้นมา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ฮานาฟุดะ หรือ ‘ไพ่ดอกไม้’ ที่แต่ละใบแสดงถึงเดือนต่างๆ ด้วยภาพประกอบดอกไม้อันงดงาม (เช่น ซากุระ ไอริส ใบเมเปิล) จำนวนทั้งหมด 48 ใบ โดยใน 48 ใบนี้แบ่งออกเป็น 12 เดือน (มีการ์ด 4 ใบต่อหนึ่งเดือน) ถือเป็นเกมที่ผสมผสานระหว่างความจำและศิลปะเข้าด้วยกันอย่างงดงาม
การเล่นฮานาฟูดะมีสามแบบ ได้แก่ โคอิโคอิ (Koi-Koi) สำหรับผู้เล่นสองคนซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด, ฮานะอาวาเซะ (Hana-Awase) และ ฮาจิฮาจิ (Hachi-Hachi) ซึ่งสองเกมหลังเล่นกันสามคนขึ้นไป
จะเล่นฮานาฟูดะได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
คุณยังหาซื้อสำรับฮานาฟูดะลวดลายประณีตได้ตามร้านหัตถกรรมในเกียวโต (Nintendo ที่เริ่มต้นจากการผลิตไพ่ฮานาฟุดะ และปัจจุบันคือบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ ยังคงมีสายการผลิตอยู่) หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นมาเล่นก็ได้ เกมโคอิโคอิ (Koi-Koi) ถือเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเกมนี้
7. จตุรงค์ (Chaturanga), อินเดีย, ราวศตวรรษที่ 6

Above จตุรงค์เป็นเกมกระดานแรกๆ ที่มีคุณสมบัติสำคัญสองประการที่เป็นแนวคิดหลักของหมากรุกทุกรูปแบบในเวลาต่อมา ได้แก่ ตัวหมากที่แตกต่างกันมีอำนาจการเดินที่แตกต่างกัน กับชัยชนะที่ขึ้นอยู่กับการจับ ‘King’ ตัวหมากสำคัญที่สุด (ภาพ: Chaturaji / Wikimedia Commons)
นานมาแล้ว ก่อนที่เบี้ยจะฝันถึงการเลื่อนขั้น หรือบิชอปจะเคลื่อนเฉียงได้อย่างสง่างาม ได้มีเกม ‘จตุรงค์’ ที่ถือเป็นปฐมบทของเกมกระดานทั้งมวล
จตุรงค์ หรือ จตุรังคะ แปลว่า สี่เหล่า(ทัพ) เป็นเกมกลยุทธ์ทางการทหารจากอินเดียโบราณ ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบของหมากรุกในแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เกมนี้เล่นบนกระดานขนาด 8x8 ช่อง โดยมีหมากแทนหน่วยทหารสี่เหล่าของกองทัพอินเดียโบราณ ได้แก่ ทหารราบ ม้า ช้าง และรถศึก นับเป็นการจำลองยุทธวิธีในสงครามแบบผลัดกันเดินอย่างแม่นยำ
เกมจตุรงค์ออกเดินทางไปทางตะวันตก สู่เปอร์เซีย [ที่ซึ่งกลายเป็นหมากรุกเปอร์เซียที่เรียกว่า ‘ชะตรันช์’ (shatranj)] ผ่านโลกอิสลาม กระทั่งเข้าสู่ยุโรปในยุคกลาง ที่พัฒนาปรับเปลี่ยนจนเกิดเป็นราชินี (queens) บิชอป (bishops) และป้อมปราการ (castles) ที่เราคุ้นตาในหมากรุกปัจจุบัน
แม้หมากรุกสมัยใหม่จะลดทอนรากเหง้าจากภาษาสันสกฤตลงไปมาก แต่จิตวิญญาณของเกมก็ยังคงเป็นแบบเอเชียโดยแท้ และหากสงสัยว่า ‘รุกฆาต’ (checkmate) มาจากไหน คำนี้ก็มีรากศัพท์จากภาษาเปอร์เซีย ‘shāh māt’ แปลว่า พระราชาถูกทำให้ไร้ทางสู้ นั่นเอง
จะเล่นจตุรงค์ได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
การจำลองจตุรงค์สมัยใหม่สามารถพบได้ในพิพิธภัณฑ์เกมประวัติศาสตร์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ หากต้องการดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง พิพิธภัณฑ์และคาเฟ่เกมบางแห่งในอินเดียจะมีการจัดคืนบอร์ดเกมแบบดั้งเดิมที่มีเกมคลาสสิกโบราณอย่าง จตุรังคะ ปาชิสิ และบันไดงูโบราณ [ใช่แล้ว เกมบันไดงูก็มีต้นกำเนิดจากอินเดีย ที่เรียกว่า ‘โมกษปาต’ หรือ ‘โมกษปาตะ’ (Moksha Patam)]
8. ไพ่นกกระจอก (Mahjong), จีน, ราวกลางทศวรรษ 1800s

Above ไพ่นกกระจอกเป็นมากกว่าแค่เกมกระดานสำหรับชาวจีน แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรวมญาติมิตรมาใช้เวลาร่วมกัน และสร้างความผูกพันทางสังคม (ภาพ: Jing Bo Wang / Unsplash)
บางคนบอกว่าไพ่นกกระจอกคือเกม บางคนบอกว่ามันคือไลฟ์สไตล์ ไม่ว่ามันจะถูกเชื่อมโยงกับอะไร ไพ่นกกระจอกซึ่งถือกำเนิดในราชวงศ์ชิง และถูกกำหนดกติกาอย่างเป็นทางการในศตวรรษที่ 19 นี้ นับเป็นการละเล่นที่ผสมผสานความจำ กลยุทธ์ โชค (และความขัดแย้งในครอบครัว!) ที่มีเพียงโต๊ะเกมและเก้าอี้สี่ตัวสำหรับสี่คนเท่านั้นที่จะสร้างโมเมนต์ชิงชัยนี้ได้
ด้วยตัวไพ่ที่สลักลวดลายอย่างงดงามและเสียงกระทบกันที่มีเสน่ห์ ไพ่นกกระจอกจึงไม่ได้เป็นแค่เกมที่เล่น แต่มันคือการแสดงออกอย่างมีชีวิตชีวา ทั้งยังสะท้อนอุดมคติของขงจื้อในเรื่องความกลมกลืนและสมดุล รวมถึงความซับซ้อนที่ทำให้คนหลายรุ่นติดงอมแงม
จากละเล่นในประเทศจีน ไพ่นกกระจอกเดินทางไปกับชุมชนชาวจีนที่อพยพในต้นศตวรรษที่ 20 และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงชาวยิวอเมริกันในยุค 1920s (ความสัมพันธ์นี้ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้)
Above ภาพยนตร์ “The Joy Luck Club” (1993) ที่ใช้การเล่นไพ่นกกระจอกเป็น ‘พื้นที่’ แบ่งปันเรื่องราวชีวิต ความสุข ความทุกข์ และความหวัง ระหว่างแม่ชาวจีนสี่คนและลูกสาวซึ่งเกิดและเติบโตเป็นคนจีนอเมริกันรุ่นแรกของครอบครัวในอเมริกา
ปัจจุบันไพ่นกกระจอกบางชุดให้ทั้งความหรูหรา ผสมผสมผสานกับงานฝีมืออันประณีต และวัสดุคุณภาพสูง ที่มักจะกลายเป็นของตกแต่งบ้านนอกเหนือจากการเป็นอุปกรณ์สำหรับการเล่นเกมที่ใช้งานได้จริง แบรนด์แฟชั่นลักซ์ชูรีอย่าง Louis Vitton, Hermès, Tiffany & Co., Prada, Gucci และอีกหลายแบรนด์ ได้สร้างชุดเกมไพ่นกกระจอกอย่างหรูหรา ซึ่งบางชุดก็มีราคาสูงหลายพันดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับแบรนด์ วัสดุที่ใช้ (ไม้หายาก โลหะ หิน อัญมณีล้ำค่า) และรายละเอียดที่ซับซ้อน
จะเล่นไพ่นกกระจอกได้ที่ไหนในปัจจุบัน:
แวะไปที่โรงน้ำชาในฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ หรือตลาดกลางคืนในไต้หวัน ที่คุณจะได้พบกับเซียนมือเก๋าและผู้เล่นมือใหม่ประลองฝีมือกันอย่างดุเดือดตลอดวัน และยังสามารถหาชุมชนไพ่นกกระจอกได้ตามไชน่าทาวน์ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะนิวยอร์ก หรือแวนคูเวอร์ นอกจากนี้ร้านไพ่นกกระจอกยังคงเป็นศูนย์รวมสังคมที่สำคัญ แบรนด์อย่าง Mahjong Line ยังได้ให้การปรับโฉมใหม่สำหรับเจน Z ด้วยการออกแบบที่หลากสีสันและชุดที่ถ่ายรูปขึ้น Instagram ได้
This story was originally written in English by Sarah Lim.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2025 โดย Sarah Lim โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ












