ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้ที่อุทิศตนเพื่อบอกให้คนรักทะเลมากว่า 40 ปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Cover ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้ที่อุทิศตนเพื่อบอกให้คนรักทะเลมากว่า 40 ปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้ที่อุทิศตนเพื่อบอกให้คนรักทะเลมากว่า 40 ปี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

โลกร้อน ทะเลเดือด ปะการังฟอกขาว ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สนทนาถึงความจริงที่คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมจะได้ยิน

นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล ผู้นำทางความคิด ผู้ปฏิบัติการเชิงรุก นักอนุรักษ์ นักผลักดันเชิงนโยบาย นักสื่อสารปัญหาโลกร้อน นักเขียนด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ หลากหลายคำนิยามเมื่อเอ่ยถึง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่อุทิศตนเพื่อบอกให้คนรักทะเลมากว่า 40 ปี

“จริงๆ ผมเป็นแค่ ‘เซเลบ’ ที่รักธรรมชาตินะครับ” ดร.ธรณ์ออกตัวอย่างอารมณ์ดีเมื่อ Tatler Thailand ขอให้เขาให้คำจำกัดความถึงตัวเอง ก่อนจะพร่างพรูถึงสถานการณ์โลกร้อนที่ยังคงเดินหน้า และปัญหาระบบนิเวศทางทะเลที่ยากจะฟื้นฟู กระทั่งตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนที่กลายเป็นวาระระดับโลก ที่เรามักได้ยินคำศัพท์สวยหรูอย่าง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล), net zero หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนถูกหยิบยกมาอ้างอิงอยู่เสมอ

“สุดท้ายแล้วเราก็ทำได้แค่ในพื้นที่เล็กๆ ที่เราพอจะมีกำลังทำได้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา แม้คำตอบจะดูเหมือนไร้ความหวังว่าทะเลไทยซึ่งมีพื้นที่แนวปะการังทั้งหมด149,182 ไร่ (ข้อมูลปี 2025) จะฟื้นตัวกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อกาลก่อน กระนั้นตลอด 40 ปีผ่านมา บุรุษผู้นี้ก็ยังไม่เคยท้อถอยหรือหันหลังหนีหายไปจากเส้นทางอนุรักษ์ทางทะเลไทยแต่อย่างใด

“วันนี้คนทั้งโลกเข้าใจแล้วว่าโลกร้อน แต่คำถามสำคัญคือ… แล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน”

อ่านเพิ่มเติม: 7 แบรนด์จิวเวลรี ที่มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ทะเล “เดือด”

เมื่อปีที่แล้ว (2025) องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration ─ NOAA) ระบุว่า มหาสมุทรดูดซับพลังงานความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากก๊าซเรือนกระจกไว้ถึงประมาณ 91 เปอร์เซ็นต์ของระบบภูมิอากาศโลก ซึ่งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นในมหาสมุทร โดยชั้นน้ำทะเลส่วนบน (0-700 เมตร) มีการสะสมความร้อนรวดเร็วที่สุด คิดเป็นประมาณ 63 เปอร์เซ็นต์ของความร้อนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งแน่นอนว่าอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การทำลายระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะแนวปะการังและสัตว์น้ำที่พึ่งพาปะการัง ซึ่งในปี 2023-2024 ได้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งใหญ่ที่นับว่ารุนแรงที่สุด และส่งผลกระทบต่อแนวปะการังมากกว่า 84 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ

อ่านเพิ่มเติม: 9 ที่เที่ยวสุดสวยในเอเชีย สำหรับคนรักธรรมชาติ

Tatler Asia
“จริงๆ ผมเป็นแค่ ‘เซเลบ’ ที่รักธรรมชาตินะครับ” ดร.ธรณ์ให้คำจำกัดความถึงตัวเองอย่างอารมณ์ดี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above “จริงๆ ผมเป็นแค่ ‘เซเลบ’ ที่รักธรรมชาตินะครับ” ดร.ธรณ์ให้คำจำกัดความถึงตัวเองอย่างอารมณ์ดี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
“จริงๆ ผมเป็นแค่ ‘เซเลบ’ ที่รักธรรมชาตินะครับ” ดร.ธรณ์ให้คำจำกัดความถึงตัวเองอย่างอารมณ์ดี (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

ขณะเดียวกันในประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับวิกฤติ “ทะเลเดือด” โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน 2024 ที่ผ่านมาพบว่า อุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ควรจะเป็นในช่วงเวลานั้นที่ประมาณ 30 องศาเซลเซียส และในบางพื้นที่อาจสูงได้ถึง 34 องศาเซลเซียส ซึ่งเทียบเท่ากับความร้อนของน้ำในออนเซน การเพิ่มขึ้นนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ ทำให้ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลตาย และเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเขียวบ่อยขึ้น

นอกจากนี้จากรายงานสถานภาพปะการังไทยปี 2024-2025 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า แนวปะการังในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มีสภาพปะการังเกิดการฟอกขาวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยแนวปะการังเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ทั้งนี้ จากการสำรวจในพื้นที่จำนวน 103,122 ไร่ (ประมาณ 48.45 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่แนวปะการังทั้งหมด) พบว่ายังมีพื้นที่ปะการังที่มีชีวิตจำนวน 50,765.1 ไร่ โดยปะการังที่มีสภาพสมบูรณ์ดีมาก 53 เปอร์เซ็นต์ สมบูรณ์ปานกลาง 23 เปอร์เซ็นต์ เสียหายมาก 24 เปอร์เซ็นต์ และจากข้อมูลหลังการฟอกขาวครั้งใหญ่ล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2025 การสำรวจโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบพื้นที่ปะการังมีชีวิต ประมาณ 11,658 ไร่ (45 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่แนวปะการังที่ทำการสำรวจ) ซึ่งเป็นการฟื้นตัวดีขึ้นกว่า 40-60 เปอร์เซ็นต์

โอกาสและความหวัง

ในวันที่สังคมส่วนใหญ่เริ่มรับรู้ถึงปัญหาโลกร้อน และจากการสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติ ผู้คนจำนวนมากมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) คือภัยคุกคามอันดับหนึ่งของโลก มากกว่าสงครามหรือเศรษฐกิจเสียอีก

ทว่าในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกหรือการเดินหน้าไปสู่ net zero กลับยังเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ดร.ธรณ์ จึงมองเห็นสิ่งที่น่ากังวลลึกไปกว่านั้น คือความรู้สึกไร้ทางออกของมวลมนุษยชาติ “เรารู้ว่าโลกร้อน เรากลัวโลกร้อน เรากำลังพูดถึง net zero ในอีก 30-40 ปีข้างหน้า แต่กว่าจะไปถึงวันนั้น โลกจะรอเราได้นานขนาดนั้นหรือเปล่า”

ดร.ธรณ์กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ในท้องทะเลไทยจึงเข้าขั้นวิกฤติอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ “มีพื้นที่ศึกษาปะการังที่เราทำวิจัยกันมานานกว่า 20 ปี” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะเล่าต่อ “พอเกิดคลื่นความร้อนในทะเล ปะการังตายหมดเป็นหลักแสนก้อน”

ดร.ธรณ์คาดการณ์ว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า ปะการังทั่วโลกอาจเหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับในไทยเอง พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นสุสานใต้น้ำอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการฟอกขาวที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “ปะการังเหมือนถูกต้มในน้ำร้อน พอฟื้นก็โดนต้มใหม่ด้วยความร้อนที่สูงขึ้นและนานขึ้นทุกครั้ง จนในที่สุดมันก็ไม่อาจตั้งตัวได้อีก” เขายังเปรียบเทียบแนวโน้มปริมาณปะการังเป็นเส้นกราฟ “เส้นกราฟของจำนวนปะการังไม่ได้เอียงลงแล้วฟื้นตัวแบบพาราโบลา แต่มันตกเหวเหมือนตลาดหุ้น พอเด้งขึ้นมา ตั้งตัวใหม่ได้นิดเดียว ก็จะโดนเอลนีโญครั้งหน้าซ้ำจนตกเหวที่ลึกกว่าเดิม”

Tatler Asia
Coral reef scenery with soft corals and tropical fish. Andaman Sea, Thailand. (photo: Georgette Douwma / Getty Images)
Above จากรายงานสถานภาพปะการังไทยปี 2024-2025 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า แนวปะการังเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น (ภาพ: Georgette Douwma / Getty Images)
Coral reef scenery with soft corals and tropical fish. Andaman Sea, Thailand. (photo: Georgette Douwma / Getty Images)

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายคนอาจถอดใจกับวิกฤติโลกร้อน แต่อาจารย์ธรณ์กลับเน้นย้ำเรื่องการสร้างทางรอดในพื้นที่ขนาดเล็ก (small scale success) เพราะในโลกอุดมคติ การฟื้นฟูแนวปะการังคงเป็นภารกิจระดับมหภาค แต่ในโลกแห่งความจริง สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำได้ในวันนี้อาจเป็นเพียงการรักษาพื้นที่เล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ “ตอนนี้เราไม่มีกำลังมากพอไม่ว่าทั้งทุนทรัพย์หรือกำลังคนที่จะรักษาพื้นที่ใหญ่ๆ ได้” เขายอมรับ “ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือการรักษาจุดเล็กๆ ที่ยังพอสู้ต่อไหว”

ตัวอย่างหนึ่งคือพื้นที่อนุรักษ์บางแห่งในทะเลอันดามัน เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ ที่พอจะฟื้นตัวได้ เพราะค่อนข้างห่างไกลจากฝั่ง หรือที่เกาะตาชัย ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างปิดฟื้นฟูมาตั้งแต่ปี 2016 จากปัญหาการท่องเที่ยวที่มากเกินไป โดยมีแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในปีนี้ และจะเน้นแนวทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 100 คนต่อวัน พร้อมจำกัดเวลาอยู่บนเกาะหกชั่วโมง เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและป้องกันปัญหาธรรมชาติเสื่อมโทรม “บางที่ต้องยอมปิด เพื่อให้ปะการังมีโอกาสอยู่รอด” ดร.ธรณ์กล่าว

“คนที่อยากเห็นปะการังให้รีบไปเสียตอนนี้เลย เพราะในอนาคตคุณอาจไม่ได้เห็นแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์เหมือนในวันนี้อีกแล้ว”

ไม่เพียงแต่ปะการัง สัตว์ทะเลหายากที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของทะเลไทยอย่าง พะยูน ก็กำลังเผชิญกับชะตากรรมที่น่าใจหาย “จากจำนวน 300 ตัว ลดลงเหลือเพียง 60 ตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ดร.ธรณ์ชี้ให้เห็นความจริงอันเจ็บปวดว่า การที่อัตราการตายของพะยูนดูเหมือนจะลดลงในช่วงหลังนั้น ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ดีขึ้น แต่เป็นเพราะจำนวนพะยูนเหลืออยู่จำนวนน้อยมากจนไม่มีตัวจะให้ตายนั่นเอง

สิ่งที่เราทำได้คือการรักษาจุดเล็กๆ ที่ยังพอสู้ต่อไหว

- ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ -

บุรุษที่ไม่เคยยอมแพ้

เมื่อถามว่าเคยรู้สึกจิตตกกับสถานการณ์เหล่านี้บ้างไหม “ผมทำมาจนอายุ 60 แล้ว จะจิตตกได้ยังไง” ดร.ธรณ์หัวเราะ ก่อนจะเฉลยเคล็ดลับที่ทำให้เขาไม่ย่อท้อ และเป็นประโยคที่เขานำมาเป็นวรรคทอง “ผมจะทำเฉพาะเรื่องที่มั่นใจว่าทำได้ ทำในเรื่องที่เรารู้ เรื่องไหนถ้าแน่ใจว่าแพ้ ผมก็ไม่เริ่มตั้งแต่แรก”

แม้จะเผชิญกับความสูญเสียซ้ำๆ เช่น เมื่อปะการังที่เขาศึกษาและพยายามฟื้นฟูมากว่า 20 ปีในเขตระยองตายหมดจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นในปี 2024 เขาก็เพียงแจ้งไปยังองค์กรที่ให้การสนับสนุนสั้นๆ ว่าต้องขอยุติโครงการ แล้วตัดใจโดยไม่โอดครวญ นั่นคือวิถีของเขา─ทำในสิ่งที่พอทำได้ แล้วปล่อยสิ่งที่ทำไม่ได้ทิ้งไปโดยไม่เสียเวลา

ดร.ธรณ์ยังนิยามตัวเองว่าเป็น “คนที่ตามใจตัวเองถึงที่สุด” และเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่วันแรกที่เลือกเรียนวิทยาศาสตร์ทางทะเลในยุคที่เพื่อนรุ่นเดียวกันพากันเรียนแพทย์หรือวิศวกรรม เขาไม่แคร์สายตาใคร และเลือกเดินตามใจตัวเองในเส้นทางนั้นมาตลอด จนถึงปัจจุบัน ดร.ธรณ์คือหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางความคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในแวดวงนโยบายสิ่งแวดล้อมที่แทบหาผู้ทัดเทียมได้ยาก

Tatler Asia
ดร.ธรณ์ ได้รับรางวัลจากบทบาทนักสื่อสารเพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ในงาน Thailand Science Communication Awards And Network 2025 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Above ดร.ธรณ์ ได้รับรางวัลจากบทบาทนักสื่อสารเพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ในงาน Thailand Science Communication Awards And Network 2025 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ดร.ธรณ์ ได้รับรางวัลจากบทบาทนักสื่อสารเพื่อสิ่งแวดล้อมมาแล้วมากมาย รวมถึงรางวัลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ในงาน Thailand Science Communication Awards And Network 2025 (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

บทบาทในงานอนุรักษ์และอาจารย์สอนหนังสือ ทำให้ ดร.ธรณ์ ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย อาทิ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ดีเด่น ในงาน Thailand Science Communication Awards And Network 2025 โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), รางวัล Thailand Sustainability Shaper Award ประจำปี 2021 รวมถึงรางวัล Tatler Most Influential (Thailand) ทั้งในปี 2025 และ 2024 ขณะเดียวกันในบทบาทนักการสื่อสารวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ก็ยังทำให้เขามีผลงานเขียนกว่า 50 เล่ม โดยมีหลายเล่มที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ Facebook ของเขาก็มีผู้ติดตามกว่า 300,000 คน ที่สำคัญคือในพื้นที่โซเชียลมีเดียที่ผู้ติดตามใช้เป็นห้องเรียนสาธารณะนี้ เขาเลือกไม่รับเงินโฆษณาแม้แต่สตางค์เดียว เขาเปิดพื้นที่แห่งนี้เพราะชอบ ไม่ใช่เพราะต้องการเงิน นั่นจึงทำให้ “เสียง” ของเขามีน้ำหนักอย่างยิ่ง

คนที่อยากเห็นปะการังให้รีบไปเสียตอนนี้เลย เพราะในอนาคตคุณอาจไม่ได้เห็นแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์เหมือนในวันนี้อีกแล้ว

- ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ -

ในช่วงท้าย เราถามถึงอนาคตของทะเลไทยในอีกสัก 10-20 ปีข้างหน้า ดร.ธรณ์ตอบโดยไม่ต้องคิดนานและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่เอาอกเอาใจ─ปะการังจะแทบไม่เหลือ พะยูนอาจมีจำนวนต่ำกว่า 20 ตัว แต่ยังไม่ถึงกับสูญพันธุ์ ส่วนวาฬบรูด้าอาจลดลงบ้างแต่ก็ยังอยู่ได้… ฟังดูเหมือนเป็นภาพอนาคตที่มืดหม่น แต่ก็ยังไม่ถึงกับหมดสิ้นความหวัง จากแรงใจแรงกายของมนุษย์อย่าง ดร.ธรณ์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ยังคงอุทิศตนอยู่ที่นั่น

“เราดีกว่าเดิมทุกอย่าง ทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี เครื่องมือต่างๆ แต่มันก็ยังไม่พอ เราควรทำตั้งแต่ตอนที่ผมพูดเรื่องโลกร้อนเป็นครั้งแรกเมื่อ 40 ปีก่อน”

ดร.ธรณ์ ยังเปิดเผยว่าเขาเตรียมตัวที่จะออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่นอกรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เพราะอยากไปดูธารน้ำแข็งก่อนที่มันจะละลายหายไปจากโลก “ต้องไปดูก่อนที่โลกมันจะไม่เหลือให้ดู” รอยยิ้มผุดพรายขึ้นอย่างผ่องใส ก่อนเสริมว่าแม้จะออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็จะยังทำงานอนุรักษ์ต่อไปในแบบของตัวเอง เพราะความรับผิดชอบต่อทะเลไม่ได้ผูกอยู่กับตำแหน่งหรือเงินเดือน…

บทสนทนากับ ดร.ธรณ์ ไม่ได้ทิ้งความหวังฟูฟ่องไว้ให้ แต่ทิ้งบางอย่างที่หนักแน่นกว่าไว้ นั่นคือความจริง และความมุ่งมั่นของบุรุษที่ล่วงเข้าวัย 60 ปีแล้ว ยังคงเลือกที่จะไม่หันหลัง

อ่านเพิ่มเติม:

เบื้องหลัง OceanX: ภารกิจของ Ray และ Mark Dalio ในการสำรวจทะเลที่ไม่มีใครเคยทำแผนที่มาก่อน

ถอดรหัสไลฟ์สไตล์เรือยอชต์ในยุคนี้: Jonathan Sit กับการปั้น Singapore Yachting Festival 2026

7 เส้นทางเดินป่าที่ดีที่สุดในเชียงใหม่ ที่คุณอาจยังไม่รู้จัก ตั้งแต่ป่าทึบไปจนถึงภูเขาสูงอันงดงาม

Topics

Usanisa Wongmongkolrit
Assistant Editor, Power & Purpose, Tatler Thailand
Tatler Asia

อุษณิษา ว่องมงคลฤทธิ์ ผู้ดูแลเนื้อหาด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารจัดการสินทรัพย์ พร้อมขยายพรมแดนความมั่งคั่งไปยังพื้นที่แห่งความสุข เช่น การดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ ด้วยความเชื่อว่าความรื่นรมย์อยู่ในทุกช่วงจังหวะของชีวิต และสามารถสร้างพลังงานใหม่ๆ ให้กับผู้คนได้ไม่สิ้นสุด