จากผู้นำธุรกิจระดับโลก ผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ไปจนถึงนักสร้างสรรค์นวัตกรรมและบุคคลสำคัญในแวดวงสังคมและกีฬา Tatler Impact Awards ร่วมเฉลิมฉลองพลังแห่งอิทธิพลที่มิได้วัดด้วยชื่อเสียงหรือความมั่งคั่ง หากสะท้อนผ่านผลงานซึ่งสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจใน 5 สาขา พร้อมประกาศรายชื่อ 50 บุคคลในทำเนียบ Tatler Most Influential 2026 (Thailand) ในงาน Tatler Ball 2026
ค่ำคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 The Signature Grand Ballroom ของ Fairmont Sukhumvit Bangkok กลายเป็นสถานที่รวมตัวของบุคคลสำคัญจากหลากหลายแวดวง ทั้งผู้นำธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงอิทธิพลทางสังคม ตลอดจนผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมและนวัตกรรม ในงานเฉลิมฉลองประจำปี Tatler Ball Thailand 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The Art of Influence’ เพื่อยกย่องบุคคลผู้ใช้ศักยภาพและวิสัยทัศน์ของตนเองสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อสังคมไทยและระดับสากล
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวคือการตีความนิยามของคำว่า ‘ผู้ทรงอิทธิพล’ ให้ก้าวพ้นจากกรอบของชื่อเสียง สถานะทางสังคม หรือความมั่งคั่ง เพราะอิทธิพลที่แท้จริงมิได้เกิดจากการเป็นที่รู้จักเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงความสามารถในการนำพาผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นการลงมือทำที่ส่งผลดีต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ก้าวสู่ทศวรรษใหม่และการกลั่นกรองทำเนียบ Tatler Most Influential (TMI) 2026
งานในปีนี้ดำเนินรายการโดย แหวนแหวน ปวริศา เพ็ญชาติ ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยคำกล่าวต้อนรับจาก Stephanie Tay, Executive Managing Director ของ Tatler Thailand & Singapore ที่ได้เน้นย้ำถึงพันธกิจของ Tatler ในการเชื่อมโยงผู้คน การบอกเล่าเรื่องราวที่ทรงคุณค่า และการเตรียมพร้อมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Tatler Asia ที่กำลังจะมาถึง
ไฮไลต์สำคัญช่วงต้นงานคือการเปิดตัวทำเนียบ Tatler Most Influential (TMI) ประจำปี 2026 ซึ่งในปีนี้มีความพิเศษและเข้มข้นยิ่งกว่าปีก่อนๆ โดยมีการปรับลดรายชื่อจากเดิม 100 ท่าน เหลือเพียง 50 ท่าน เพื่อขับเน้นนิยามของคำว่า ‘ทรงอิทธิพล’ ให้เฉียบคมและทรงพลังสูงสุด โดยยึดหลักการพิจารณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งของทรัพย์สิน หากแต่วัดจากพลังแห่งการขับเคลื่อน การลงมือทำจริง และผลงานที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่สังคมไทย ภูมิภาคเอเชีย และประชาคมโลก ทั้งนี้ รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกจะถูกรวมอยู่ในเครือข่าย Tatler Most Influential ของ Tatler Asia ด้วย

Above รางวัล Tatler Impact Awards ประกอบด้วยสาขา Business, Culture, Humanity & Society, Innovation และ Sports (ภาพ: Tatler Thailand)
5 ผู้นำแห่งแรงบันดาลใจ ผู้คว้ารางวัล Tatler Impact Awards 2026
หัวใจหลักของงานกาล่าค่ำคืนนี้ คือพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ Tatler Impact Awards ใน 5 สาขา เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกอันโดดเด่นและจับต้องได้ ซึ่งทุกช่วงของการประกาศรางวัลเต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังที่กินใจและสร้างแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้ง
อ่านเพิ่มเติม: Tatler Most Influential (Thailand)
1. สาขา Business: William E. Heinecke ผู้บุกเบิกอาณาจักรบริการระดับโลกจากความพากเพียรที่ไร้ทางลัด
รางวัลแรกของค่ำคืนเริ่มต้นด้วยสาขา Business โดยมี ณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหาร Tatler Thailand เป็นผู้ขึ้นกล่าวนำและบอกเล่าเส้นทางชีวิตของ William E. Heinecke ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Minor International PCL.) จากจุดเริ่มต้นของเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่หยิบยืมเงิน 1,200 ดอลลาร์มาตั้งต้นธุรกิจเมื่อปี 1967 ก่อนพัฒนากิจการอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจระดับนานาชาติที่ดำเนินงานครอบคลุมโรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในหลายประเทศทั่วโลก จนปัจจุบันขยายสาขาไปกว่า 600 โรงแรม และร้านอาหารกว่าพันแห่งในมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
ความสำเร็จดังกล่าวมิใช่ผลลัพธ์จากการเติบโตทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนความสามารถในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง การมองเห็นโอกาสในตลาด และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมบริการ โดยเฉพาะแบรนด์โรงแรมที่มีรากฐานจากประเทศไทยอย่าง Anantara ซึ่งเติบโตขึ้นจนเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
ณัฐวุฒิยังถ่ายทอดคำแนะนำที่เคยได้รับจากการสัมภาษณ์ Heinecke ว่า การสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความอดทน การพัฒนาแบรนด์ให้แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นในเส้นทางของตนเอง โดยไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
อีกหนึ่งแนวคิดที่สะท้อนบุคลิกของนักธุรกิจผู้นี้คือความกระตือรือร้นในการเรียนรู้อยู่เสมอ แม้จะผ่านประสบการณ์การทำงานมายาวนานหลายทศวรรษ เขายังคงมองว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ชีวิตการทำงานมีความหมาย “จงอดทน แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นด้วยเวลาหลายทศวรรษ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ปี และไม่มีทางลัดใดๆ ทั้งสิ้น... วันใดที่ผม (Heinecke) หยุดเรียนรู้ วันนั้นคือวันที่ผมจะเกษียณ”
Be patient, great brands are built over decades, not years. And there are no shortcuts... The day I stop learning is the day I retire.
ขณะขึ้นรับรางวัล Heinecke กล่าวขอบคุณครอบครัว ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานที่ร่วมกันสร้าง Minor International พร้อมแสดงความภาคภูมิใจในศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะความสามารถในการนำเสนอประสบการณ์ด้านการบริการและไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก “Most of all, we believe that Thailand has so much to offer... We tried to lead with Minor Hotels and Anantara, and all of our brands. I hope most of you have experienced it. I'm very proud.” (เหนือสิ่งอื่นใด เราเชื่อมั่นเสมอว่าประเทศไทยมีสิ่งล้ำค่ามากมายพร้อมมอบให้แก่โลก... เราพยายามขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ และผมภูมิใจอย่างยิ่งในสิ่งที่เราได้ร่วมกันสร้างขึ้น)
สำหรับเขา ความสำเร็จของธุรกิจจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่ยังรวมถึงโอกาสในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และการพัฒนาแบรนด์ที่สามารถแข่งขันได้อย่างภาคภูมิใจบนเวทีนานาชาติ
2. สาขา Culture: จินา โอสถศิลป์ ผู้ทำให้ภาพยนตร์ไทยกลายเป็นอาชีพและความภาคภูมิใจ
รางวัลสาขา Culture ได้รับการเปิดตัวด้วยความประทับใจเมื่อ เก้ง จิระ มะลิกุล Head Producer แห่งจีดีเอช ขึ้นมากล่าวแนะนำผู้บริหารหญิงแกร่งคู่ใจ จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีดีเอช 559 ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างรากฐานและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการไล่เรียงรายชื่อภาพยนตร์ที่คุ้นเคยกับผู้ชมชาวไทย ตั้งแต่ แฟนฉัน, เพื่อนสนิท, รถไฟฟ้า มาหานะเธอ, กวน มึน โฮ, พี่มาก..พระโขนง, ฉลาดเกมส์โกง ไปจนถึง หลานม่า รวมถึงผลงานซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง สงคราม ส่งด่วน
จิระเล่าถึงคำถามสำคัญเมื่อ 20 ปีก่อนที่เคยถามจินาว่า “เราสามารถทำให้หนังไทยเป็นอาชีพที่คนทำผ่อนบ้านผ่อนรถได้โดยไม่ต้องไปทำอาชีพอื่นได้ไหม” ซึ่งคำตอบของจินาไม่ใช่คำพูด แต่คือการร่วมก่อตั้งสตูดิโอและการยืนหยัดต่อสู้ผ่านผลงานภาพยนตร์กว่า 80 เรื่อง “สิ่งที่จินาติดตั้งเป็นอย่างแรกที่ออฟฟิศคือข้าวแกงตอนกลางวันฟรีแก่พนักงานและทีมงานทุกคน... เรื่องไหนได้ตังค์พี่จินาฉลองใหญ่ เรื่องไหนไม่ได้ตังค์ เราก็กลับมากินข้าวแกงตอนกลางวันเหมือนเดิม พี่จินาอดทนและพยายามอย่างยาวนานในธุรกิจที่เสี่ยงที่สุด หนังหนึ่งเรื่องเตรียมงาน 2 ถึง 4 ปีเพื่อชี้ชะตาใน 4 วันแรกที่เข้าฉาย จากกำไรบาทแรกของ แฟนฉัน จนมาถึงวันที่ หลานม่า ติด shortlist 15 เรื่องของออสการ์ มันคือความอดทนที่ยิ่งใหญ่มาก”
ขณะที่จินากล่าวรับรางวัลด้วยการชวนทุกคนย้อนนึกถึงภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งที่แม้จะดูจบไปนานแล้ว แต่บางฉาก บางคำพูด หรือความรู้สึกยังคงอยู่ในความทรงจำ “หนังที่ดีไม่ได้จบเรื่องราวอยู่บนจอค่ะ แต่มันยังคงให้ความรู้สึก ความคิด และสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิตของเราได้เลย”
เธออธิบายว่า คุณค่าของภาพยนตร์มิได้มีเพียงการมอบความสุขหรือความบันเทิง แต่ยังสามารถจุดประกายความคิด ทำให้ผู้ชมกลับมาทบทวนความสัมพันธ์กับครอบครัว หรือมองเห็นชีวิตผ่านมุมมองใหม่ๆ
หนังที่ดีไม่ได้จบเรื่องราวอยู่บนจอ แต่มันยังคงให้ความรู้สึก ความคิด และสามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อชีวิตของเราได้เลย
จินายังย้ำว่าความภาคภูมิใจของเธอมิได้เกิดจากการที่ภาพยนตร์ไทยประสบความสำเร็จในต่างประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้คนทำหนังไทยเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง และเห็นว่าผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยสามารถได้รับการยอมรับจากผู้ชมทั่วโลก
รางวัลนี้จึงเป็นเกียรติยศที่เธอต้องการแบ่งปันให้บุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยทุกฝ่าย ทั้งผู้กำกับ นักเขียนบท นักแสดง โปรดิวเซอร์ และทีมงานเบื้องหลัง ตลอดจนผู้ชมที่ให้การสนับสนุนภาพยนตร์ไทยเสมอมา “รางวัลนี้เป็นของคนทำหนังไทยทุกคน... เราอยากพิสูจน์ร่วมกันว่า ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยสามารถไปยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างน่าชื่นใจ และนั่นคือ impact ที่ GDH มุ่งมั่นจะสร้างต่อไป”
3. สาขา Humanity & Society: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พลังของการทำงานร่วมกันเพื่อเมืองที่ดีขึ้น
รางวัลสาขา Humanity & Society มอบให้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้มีบทบาทในการผลักดันแนวทางบริหารเมืองที่ให้ความสำคัญกับประชาชน การมีส่วนร่วม และการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง
ความพิเศษของช่วงประกาศรางวัลนี้อยู่ที่ผู้ขึ้นกล่าวแนะนำมิใช่บุคคลในแวดวงการเมืองหรือผู้บริหารองค์กร หากเป็นน้องแสนดี แสนปิติ สิทธิพันธุ์ บุตรชายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งขึ้นเวทีเพื่อถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อบิดาที่สะท้อนความผูกพันและยกย่องคุณพ่อว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในฐานะผู้ว่าฯ เพื่อดูแลประชาชนทุกคน สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองให้กับค่ำคืนแห่งเกียรติยศ
ในการกล่าวรับรางวัล ชัชชาติแสดงความขอบคุณ Tatler พร้อมยืนยันว่ารางวัลนี้มิได้เป็นเกียรติของเขาเพียงคนเดียว แต่เป็นของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและบุคลากรของกรุงเทพมหานครที่ร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนาเมือง
ผมขอรับรางวัลนี้ในนามของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ และทีมงาน กทม. ทุกคนครับ ผู้ว่าฯ คนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนเมืองได้ แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน
เขาเน้นย้ำแนวคิดสำคัญว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่สามารถเปลี่ยนเมืองได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนร่วมมือกัน หนึ่งในตัวอย่างที่เขาหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง คือแอปพลิเคชั่น Traffy Fondue ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนแจ้งปัญหาต่างๆ ภายในเมือง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถรับทราบและดำเนินการแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้รับเรื่องร้องเรียนกว่า 1.5 ล้านเรื่อง และแก้ไขสำเร็จไปแล้วกว่า 1.2 ล้านเรื่อง พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคประจำตัว “This award is a big reminder for our team that we have to work, work, work... ทำงาน ทำงาน ทำงาน เพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน”
4. สาขา Innovation: กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล นวัตกรรมที่มีหัวใจ และการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมนุษยชาติ
ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างรวดเร็ว รางวัล Tatler Impact Award สาขา Innovation มอบให้แก่ กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมแห่งอนาคต ธนาคารกสิกรไทย, ผู้ก่อตั้ง HOW Club และ และหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพและนวัตกรรมของประเทศไทย โดยรางวัลสาขานี้ได้รับเกียรติจาก จันทนารักษ์ ถือแก้ว ผู้เป็นภรรยา ขึ้นกล่าวแนะนำคู่ชีวิตและผู้นำสตาร์ทอัพ ที่ได้ฉายภาพชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จที่กระทิงต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและสุขภาพ จากเด็กต่างจังหวัดสู่สแตนฟอร์ดและซิลิคอนแวลลีย์ จนถึงการเฝ้าวอร์รูมแก้ปัญหาระบบธนาคารไม่ให้สะดุดแม้แต่วินาทีเดียว
“รางวัลเทคโนโลยีมันไม่ได้หมายถึงการที่เขาสร้างเทคโนโลยีอะไรดีๆ ได้ แต่มันหมายถึงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวธรรมดาในต่างจังหวัด เขากล้าคิด กล้าฝันใหญ่ กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เชื่อ และไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตัวเองเลย”
และเมื่อขึ้นรับรางวัล กระทิงเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงประสบการณ์ในฐานะนักลงทุน Venture Capital ที่เคยลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพจำนวนมาก พร้อมหยิบยกเรื่องราวความสำเร็จและความล้มเหลวมาสร้างอารมณ์ขัน พร้อมกล่าวขอบคุณภรรยาซึ่งเรียกรอยยิ้มด้วยการยกย่องภรรยาว่าเป็น ‘ยูนิคอร์นตัวจริง’ ของชีวิต ก่อนจะเปิดมุมมองความคิดต่อความหมายของนวัตกรรมแห่งอนาคตไว้อย่างทรงพลัง “อย่าให้ความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นบทสุดท้ายของชีวิตคุณ... นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตที่ผมทำมา คือการลงทุนกับผู้คนและการสร้างผู้คน”
นวัตกรรมที่ดีคือนวัตกรรมที่สร้างความก้าวหน้าให้กับมนุษยชาติ เป็นนวัตกรรมที่มีมนุษย์อยู่ในหัวใจ สร้างขึ้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ
ขณะเดียวกันเขายังตั้งคำถามถึงความหมายของนวัตกรรมในโลกยุคปัจจุบันว่า แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่มนุษยชาติต้องการอย่างแท้จริงคือนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความก้าวหน้า และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน “นวัตกรรมมันไม่มีความหมายเลยถ้ามันสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเงิน หรือสร้างเทคโนโลยีเพียงเพื่อจะบอกว่ามีเทคโนโลยี แต่นวัตกรรมที่ดีคือนวัตกรรมที่สร้างความก้าวหน้าให้กับมนุษยชาติ เป็นนวัตกรรมที่มีมนุษย์อยู่ในหัวใจ สร้างขึ้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ และมุ่งสร้าง ‘impact’... และไม่ว่าโลกข้างหน้าจะมืดมิดเพียงใด ทุกคนสามารถช่วยกันเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้เสมอ”
ถ้อยคำของเขาทำให้รางวัลสาขา Innovation มีความหมายกว้างไกลกว่าการเชิดชูความสำเร็จทางเทคโนโลยี เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความก้าวหน้าที่แท้จริงอาจมิได้วัดจากสิ่งประดิษฐ์ที่ซับซ้อนที่สุด หากวัดจากจำนวนชีวิตที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมนั้น
5. สาขา Sports: โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร พลังแห่งศรัทธาที่ทลายขีดจำกัดสรีระ สู่ประวัติศาสตร์วอลเลย์บอลไทย
รางวัลสุดท้ายของค่ำคืนในสาขา Sports มอบให้แก่ โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬา และวางรากฐานความสำเร็จของวงการวอลเลย์บอลหญิงไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยมี “กัปตันกิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อดีตกัปตันทีมชาติชุด 7 เซียนในตำนาน ขึ้นกล่าวนำรางวัล
กัปตันกิ๊ฟได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน ในวันที่นักกีฬาหลายคนยังไม่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง โค้ชอ๊อดคือบุคคลที่ปลูกฝังความคิดว่าข้อจำกัดด้านรูปร่างและสรีระไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการก้าวสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ “มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาบอกกับพวกเราว่า ‘ให้จำสีหน้าและแววตาเวลาที่คู่แข่งดูถูกเราเอาไว้ แล้วกลับไปฝึกซ้อมให้หนัก เพื่อกลับมาให้เขามองเราด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป’ โค้ชอ๊อตสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเราที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ว่า ข้อจำกัดทางสรีระร่างกายไม่สามารถหยุดยั้งเราจากการไปยืนในเวทีระดับโลกได้”
ความเชื่อดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมทีม 7 เซียน และส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังนักกีฬารุ่นหลัง โดยมีความฝันร่วมกันคือการพาทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยก้าวเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ความเชื่อในวันนั้นได้ส่งต่อมาจนถึงน้องๆ รุ่นปัจจุบัน จนทำให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยกลายเป็น 1 ใน 12 ทีมของโลกที่คว้าตั๋วไปโอลิมปิกเกมส์ที่ลอสแอนเจลิส 2028 ได้สำเร็จ”
แม้โค้ชอ๊อดไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้เนื่องจากติดภารกิจในต่างประเทศ แต่ได้ส่งวิดีโอแสดงความขอบคุณมายังผู้ร่วมงาน โดยกล่าวว่ารางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของตนเอง ครอบครัว และสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย
ความเพียรพยายาม ความศรัทธา และความเสียสละที่เราทุ่มเทร่วมกัน มันสามารถกลายเป็นความจริงได้
เขายังเน้นย้ำว่าความสำเร็จทางกีฬาไม่อาจเกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของฝ่ายบริหาร ทีมผู้ฝึกสอน บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และที่สำคัญที่สุดคือนักกีฬา
สำหรับเป้าหมายการแข่งขันโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิสในปี 2028 โค้ชอ๊อดมองว่านี่คือความฝันที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งความมุ่งมั่น ความเสียสละ และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อสร้างช่วงเวลาที่คนไทยจะได้ร่วมภาคภูมิใจในความสำเร็จของทีมชาติ
“ความเพียรพยายาม ความศรัทธา และความเสียสละที่เราทุ่มเทร่วมกัน มันสามารถกลายเป็นความจริงได้ วินาทีที่เราทำตามความฝันได้สำเร็จเพื่อไปโอลิมปิก 2028 สิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจที่สุด คือการได้เห็นคนไทยมีความสุข และเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการกีฬา”
จากนั้นค่ำคืนแห่งเกียรติยศประจำปีก็ปิดฉากลงด้วยภาพประวัติศาสตร์ของการรวมตัวของผู้ได้รับรางวัล Tatler Impact Awards ทั้ง 5 ท่าน และคณะผู้บริหารของ Tatler บนเวที เป็นบทสรุปอันงดงามที่ตอกย้ำว่า ‘อิทธิพลที่แท้จริง’ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงชื่อเสียง เกียรติยศ หรือความสำเร็จส่วนบุคคล หากแต่คือการใช้พลัง วิสัยทัศน์ และหัวใจที่มีอยู่ สร้างความเปลี่ยนแปลงและส่งต่อแรงบันดาลใจอันไม่รู้จบให้แก่สังคมและมนุษยชาติต่อไป



























