Tatler+
เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยความผันผวนและเทคโนโลยีขั้นสูง ผู้นำรุ่นใหม่ทั่วเอเชียร่วมกะเทาะเปลือกความสำเร็จ ถอดบทเรียนความทรหด สัญชาตญาณมนุษย์ และการสร้างแรงขับเคลื่อนระยะยาวที่แท้จริงในงาน Tatler Gen.T Summit 2026 ที่กรุงเทพฯ
ท่ามกลางชีพจรทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร ณ สยามพารากอน งานซัมมิทระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่าผู้นำรุ่นใหม่ทั่วเอเชีย Tatler Gen.T Summit 2026 ได้เปิดฉากขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบหนึ่งทศวรรษของ Tatler Gen.T ภายใต้แนวคิดหลัก ‘The Defining Generation’ โดยรวบรวมเหล่าผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่ในหลากหลายแวดวง จาก 10 ภูมิภาคทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมถอดบทเรียนทรงคุณค่าจากการเป็น ‘ผู้ที่กล้าลงมือทำเป็นคนแรก’
งานเริ่มต้นด้วยการต้อนรับสู่ ‘Gen.T House’ โดย Chong Xiaowei, Regional Senior Editor ของ Tatler Leadership ซึ่งตั้งคำถามชวนขบคิดท่ามกลางยุค Generative AI ว่า “หากสิ่งที่ฉันฝึกฝนมาตลอดชีวิต กลายเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายดายในเวลานี้ แล้วอะไรคือสิ่งที่มีเพียงฉันเท่านั้นที่ทำได้”
คำถามนี้ได้เปิดประตูสู่การแลกเปลี่ยนที่จริงใจ มุ่งเน้นการเปลี่ยนการตัดสินใจอันโดดเดี่ยวของผู้นำ ให้เป็นการเดินทางร่วมกันเพื่อค้นหาความชัดเจน ความยืดหยุ่น และคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์
อ่านเพิ่มเติม: ครั้งแรกในไทย! Tatler Gen.T Summit 2026 การรวมตัวของผู้นำรุ่นใหม่ระดับเอเชีย เปิดวิสัยทัศน์สู่อนาคต
นิยามใหม่แห่งขีดจำกัด: เจาะลึกบทเรียนก้าวข้ามขีดจำกัดกับ Natalie Dau
เวทีแรกเริ่มต้นขึ้น ณ ‘The Gym’ โดย Rachel Duffell ร่วมพูดคุยกับ Natalie Dau นักวิ่งอัลตรามาราธอนเจ้าของสถิติโลก ผู้เคยวิ่ง 1,000 กิโลเมตรจากไทยสู่สิงคโปร์ Natalie ได้ทลายมายาคติของความสำเร็จ และสะท้อนภาพวันที่ร่างกายเกือบแหลกสลายกลางแดด 40 องศาเซลเซียส ว่าแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงมาจากเป้าหมายภายใน “ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันต้องการพิสูจน์ให้ผู้หญิงทุกคนได้เห็นว่า พวกเรามีความสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่ใครๆ เคยบอกไว้เสมอ”
เมื่อต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บหรือความสงสัยในตัวเอง Natalie เลือกเปลี่ยนความล้มเหลวให้เป็นเชื้อเพลิง “เสียงข้างในมักจะบอกเราว่ามันเจ็บ มันทรมาน และมันคงจะสบายกว่านี้ถ้าเรายอมหยุด แต่เสียงเหล่านั้นไม่เคยบอกเลยว่า ‘คุณทำไม่ได้’ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ความเชื่อมั่นว่าคุณยังทำได้ และก้าวต่อไปข้างหน้า”
ในมิติของผู้นำ Natalie ยังชี้ว่าการประเมินตนเองผิดพลาดมักเกิดจากอีโก้ ความเป็นผู้นำไม่ใช่การออกคำสั่ง แต่คือการทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าร่วมกัน พร้อมกระตุ้นให้ผู้นำกล้าก้าวออกจาก comfort zone สู่การสร้างผลงานที่มีวินัยและสม่ำเสมอในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม: ถอดรหัสภารกิจสุดท้าทายของ Natalie Dau นักวิ่งอัลตรามาราธอน กับการวิ่ง 1,000 กิโลเมตรจากไทยสู่สิงคโปร์ ที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิต
Above Rachel Duffell และ Natalie Dau ในหัวข้อ ‘How to Tell a Real Limit from a False One’ (ภาพ: Tatler)
Made in Thailand, Wanted by the World: เมื่อคลื่นความคิดสร้างสรรค์ไทย ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ
ขยับเข้าสู่ห้องฉายภาพยนตร์กับการเสวนาว่าด้วยโอกาสอันไร้ขีดจำกัดของคอนเทนต์ไทย ดำเนินรายการโดย Curtis Chin จาก Milken Institute ร่วมด้วยสองหัวหอกผู้ขับเคลื่อนวงการสร้างสรรค์ ได้แก่ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับ สงคราม ส่งด่วน (Mad Unicorn, 2025) และ ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer, 2026) และ Nicholas Simon โปรดิวเซอร์มือทอง ผู้ก่อตั้ง Indochina Productions ผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างระดับโลกอย่าง Transformers 3: Dark of the Moon (2011) และ The White Lotus ซีซั่นสาม (2025)
ทั้งสองท่านเน้นย้ำตรงกันว่า ความสำเร็จในระดับสากลไม่มีทางลัด หากแต่เกิดจากการสั่งสมชั่วโมงบินและการบ่มเพาะฝีมืออย่างยาวนาน โดยณฐพลได้ถ่ายทอดถึงเส้นทางเกือบสองทศวรรษของตนเองว่า “ตลอด 19 ปีที่ผ่านมา คนทำหนังในไทยมักหาเลี้ยงชีพด้วยการกำกับงานโฆษณาและมิวสิกวิดีโอ ควบคู่ไปกับการฝึกปรือวิชา มันคือเรื่องของความทุ่มเท การสั่งสมชั่วโมงบิน และการค่อยๆ ค้นหาเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป”
ขณะที่ Simon ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการสร้างรากฐาน “จงก้าวต่อไป อย่าหยุด อย่าเร่งรีบ ค่อยๆ ใช้เวลาสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง เพราะถ้าเราไม่ได้สั่งสมประสบการณ์เอาไว้ เมื่อวันที่ความสำเร็จมาถึง เราอาจจะรับมือกับมันไม่ได้ หรือร้ายไปกว่านั้นคือ เราอาจทำตัวตนทางศิลปะหล่นหายไปโดยไม่รู้ตัว”
ในประเด็นการสร้างสรรค์ผลงาน ณฐพลนำเสนอมุมคิด ‘Local is Global’ โดยชี้ว่า เสน่ห์ที่แท้จริงคือความซื่อสัตย์ต่อบริบทท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องพยายามยัดเยียดหรือประดิษฐ์เพื่อเอาใจต่างชาติ เพราะอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นสากลของมนุษย์จะเชื่อมโยงถึงผู้ชมได้เอง ด้าน Simon มองว่าการที่ไทยไม่ได้มีคลังทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เก่าแก่อย่างมังงะแบบญี่ปุ่น กลับกลายเป็นแต้มต่อที่เปิดกว้างให้ครีเอเตอร์สร้างจักรวาลและตัวละครใหม่ๆ ขึ้นมาเอง ตั้งแต่ซีรีส์อย่าง สาธุ หรือ เด็กใหม่ ไปจนถึงกระแสซีรีส์วาย/ยูริ และคาแร็กเตอร์ระดับปรากฏการณ์อย่าง ‘น้องหมีเนย’
ส่วนมิติของ Generative AI ทั้งคู่มองตรงกันว่า แม้ AI จะช่วยทุ่นแรงในขั้นตอนเอกสารหรือเทคนิคภาพ แต่ไม่อาจแทนที่วิสัยทัศน์หรือการสบตาเชื่อมโยงจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์หลังเลนส์ได้ ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อเสนอให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันสร้าง ‘Startup Sandbox’ เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้กำกับรุ่นใหม่ได้กล้าเสี่ยงทดลองทำหนังยาวโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกดดันเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ก้าวแรก
Above การเสวนาในหัวข้อ ‘Made in Thailand, Wanted by the World’ (ภาพ: Tatler)
พลังแห่งความเชื่อมั่น: Khalida Popal กับการนิยามภาวะผู้นำที่ไร้อำนาจสั่งการ
ในเซสชั่น ‘How to Lead Without Authority’ ซึ่งดำเนินการเสวนาโดย Ying Staton จาก Milken Institute ได้พาผู้ฟังไปพบกับ Khalida Popal อดีตกัปตันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอัฟกานิสถาน และผู้ก่อตั้งองค์กร Girl Power
ในการพูดคุยแบบวิดีโอคอล Popal ถ่ายทอดบทเรียนการเป็นผู้นำในวันที่ไร้ตำแหน่งและแต้มต่อ เมื่อครั้งที่ตาลีบันเข้ายึดกรุงคาบูลในปี 2021 เธอใช้เครือข่ายระหว่างประเทศประสานงานอพยพนักกีฬาหญิงและครอบครัวข้ามพรมแดนได้สำเร็จ “ในฐานะผู้ลี้ภัยคนหนึ่ง ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า เรามีพลังอะไรเหลืออยู่บ้าง เราจะช่วยเหลือใครได้อย่างไรในเมื่อไม่มีทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่พื้นที่และเสียงที่เรามีอยู่นั่นแหละคือพลัง จงอย่าประเมินพลังของปัจเจกบุคคลต่ำเกินไป”
การใช้กีฬาเป็นเครื่องมือส่งเสียงสะท้อนจุดยืนว่า หากไม่ยอมลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเอง ก็จะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เธอแนะว่าการที่ผู้คนจะยอมเชื่อมั่นและเดินตามผู้นำที่ไร้อำนาจ เกิดจากสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความชัดเจนในจุดยืน การมองประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และการรับผิดชอบร่วมกัน ดังข้อคิดของเธอว่า “พวกเราทุกคนต่างเป็นจิ๊กซอว์คนละชิ้น หากขาดชิ้นส่วนใดไป ภาพนั้นก็ไม่มีวันสมบูรณ์ เมื่อ ‘เหตุผล’ และเป้าหมายของคุณชัดเจน ผู้คนจะเกิดความเชื่อมั่นและพร้อมยืนเคียงข้าง”
อ่านเพิ่มเติม: Khalida Popal จากเด็กหญิงผู้ท้าทายข้อห้าม สู่สตรีผู้ใช้ฟุตบอลเปลี่ยนชะตาชีวิตและสร้างความหวังให้ผู้หญิงทั่วโลก

Above Khalida Popal ผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติชุดแรกของอัฟกานิสถาน และ Ying Staton ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งดำรงตำแหน่ง Managing Director, Asia-Pacific ของ Milken Institute International
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเพื่อยกระดับเครือข่ายธุรกิจข้ามพรมแดน
หลังจากเข้มข้นกับการเสวนาภาคเช้าที่ Nex Hall สยามพารากอน บรรยากาศได้เปลี่ยนผ่านสู่ช่วงเวลาอาหารกลางวันภายใต้แนวคิด ‘The Defining Lunch with Elephants Inc.’ ณ ร้าน Sri’s Room ชั้น G สยามพารากอน ร้านอาหารไทยที่นำเสนอรสชาติดั้งเดิมท่ามกลางกลิ่นอายบรรยากาศการตกแต่งยุค 70s–80s
มื้อกลางวันนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้เหล่าผู้นำธุรกิจและแขกคนสำคัญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วภาคพื้นเอเชียได้พบปะ ทำความรู้จัก และเชื่อมโยงเครือข่ายความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเอง นำโดย Howie Zhang และพราว ลิ้มพงศ์พันธ์ จาก Elephants Inc. แพลตฟอร์มที่ช่วยยกระดับธุรกิจให้กว้างไกลยิ่งกว่าที่เคย พร้อมด้วยเหล่าผู้นำธุรกิจระดับภูมิภาคหลากหลายแวดวง อาทิ Yvette Kong (Arelyx and Transaversal Lab), Jaclyn Seow (Openspace Capital), Mo Qureshi (VEX Robotics), ชยธร กิติยาดิศัย และ นพ.จิรายุ เจตชยานนท์ (INGU), Kenny Chung (Tech Company), รายา จันทรมังกร (HDmall), ธนัญญา สุธีรชัย (Journal), Edgar Chiu (SparkLabs Taiwan), Jeff Hu (Turing Space), ศศินทร์ วิทูรปกรณ์ (Eastern Polypack), Jaslyn Lee (LD Technologia), Vivienne Lee (GoMama), Suwira Teo (Aleph Technologies) และ Fidy Ramamonjisoa (Relevan Advisory Partners) ฯลฯ
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารอันอบอุ่นนี้ช่วยถักทอสายสัมพันธ์นอกห้องประชุม พร้อมจุดประกายความร่วมมือครั้งใหม่ของเหล่าผู้นำ เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกธุรกิจและเศรษฐกิจของภาคพื้นเอเชียได้อย่างแท้จริง
ศิลปะแห่งความหรูหราทางปัญญา: ฝึกจำให้คม คิดให้ลึก ในวันที่ปัญญาประดิษฐ์ครองโลก
ในช่วงบ่าย Sean Lee-Davies ผู้ก่อตั้ง Awethentic และ AW Intelligence ได้ขึ้นเวทีชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในยุคที่ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด โดยเขากล่าวเตือนผู้นำยุคใหม่ไว้อย่างเฉียบคม “ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา เราต่างสร้างเครื่องจับเท็จขึ้นในใจเพื่อดูว่าใครกำลังโกหก แต่เรากลับไม่เคยฝึกสัญชาตญาณให้รู้ทันเลยว่า อัลกอริทึมกำลังป้อนข้อมูลที่ผิดเพี้ยนให้เราด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจเต็มร้อยเมื่อไร”
จากการทดสอบสดในห้องประชุม พบว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกภาพหรือคลิปเสียง Deepfake ได้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการพึ่งพา AI จนสูญเสียการคิดเชิงวิพากษ์ Lee-Davies จึงนำเสนอกรอบคิด GRIP Framework เพื่อใช้กำกับและควบคุมทิศทางการตัดสินใจ ประกอบด้วย G – Goal ตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ให้ตกผลึกก่อนป้อนคำสั่ง, R – Red Lines กำหนดเส้นตายทางจริยธรรมหรืองบประมาณที่จะไม่ยอมก้าวข้าม, I – Ignored ตรวจสอบรายละเอียดและบริบทสำคัญที่ AI อาจละเลยทิ้งไป, P – Proof สอบทานหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีข้อมูลจริงรองรับหรือไม่ พร้อมเปรียบเทียบว่า “การปล่อยให้ผู้นำใช้ AI ขั้นสูงโดยไร้กรอบควบคุมทางความคิด ก็เหมือนการยื่นกุญแจรถ Formula 1 ให้กับคนที่เคยขับเป็นแค่อีโคคาร์ มันแรง มันเร็วอย่างน่าทึ่ง แต่หากคุณไม่มีระบบเบรกที่ดี หายนะย่อมรออยู่ตรงหน้าอย่างแน่นอน”
นอกจากนี้ เขายังแนะนำเทคนิคการหายใจ Cyclical Breathwork เพื่อปรับสภาวะจิตใจคืนสู่ความนิ่งและโฟกัส ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ
Above Sean Lee-Davies ผู้ก่อตั้ง Awethentic และ AW Intelligence ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในยุคที่ AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด (ภาพ: Tatler)
Mid-Summit Check-in: พลังแห่งบทสนทนาที่ไม่ปรุงแต่ง
เมื่อเข้าสู่ช่วงคั่นรายการ บรรยากาศในห้องประชุมถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นกันเองและผ่อนคลาย สองผู้ดำเนินรายการ Valerie Lim, Digital Editor ของ Tatler Leadership และณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหาร Tatler Thailand ชวนผู้ร่วมงานมองภาพความประทับใจบนจอ LED ยักษ์ พร้อมเปิดคำถามชวนคุยสามข้อ ได้แก่ สิ่งสำคัญในงานที่คนอื่นควรรู้, ส่วนที่ท้าทายที่สุด และการตัดสินใจที่ดีที่สุดในปีนี้
ช่วงเวลานี้เปิดโอกาสให้เหล่าผู้นำรุ่นใหม่ได้ลุกขึ้นสร้างปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และแบ่งปันทั้งความท้าทายและความทะเยอทะยานระหว่างกัน สะท้อนหัวใจสำคัญของชุมชน Gen.T ที่ความหรูหราแท้จริงไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์ภายนอก หากแต่อยู่ที่พลังของการสร้างบทสนทนาที่มีความหมายร่วมกัน
ศิลปะแห่งการตัดสินใจบนเดิมพันสูง: ปุณณัตถ์ ปุณศรี กับวิธีคิดเมื่อไม่อาจเห็นภาพได้ครบทั้งหมด
การเสวนาถัดมา Chong Xiaowei ได้พูดคุยกับ ปุณณัตถ์ ปุณศรี โป๊กเกอร์มือหนึ่งของไทย เจ้าของรางวัล Global Poker Index (GPI) Player of the Year และแชมป์ Triton Super High Roller Series 6 สมัย ว่าด้วยการตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์
ปุณณัตถ์ย้ำว่า ผู้นำต้องโฟกัสที่คุณภาพของการคิดตามหลักค่าคาดหมาย (Expected Value: EV) มากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้นที่มีปัจจัยเรื่องโชคหรือความแปรปรวน (variance) เข้ามาเกี่ยวข้อง “เราไม่มีทางควบคุมผลลัพธ์ปลายทางได้ แต่เราควบคุมคุณภาพของการตัดสินใจของเราได้ และสำหรับผม นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”
เขาขจัดมายาคติเรื่อง ‘Poker Face’ โดยระบุว่าความเฉียบขาดอยู่ที่การจับรูปแบบพฤติกรรม และการเปิดใจสังเกตหน้างานจริงอย่างยืดหยุ่น ขณะเดียวกันความมั่นคงทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง คือรากฐานสำคัญที่ช่วยให้จิตใจนิ่งพอที่จะตัดสินใจตามกลยุทธ์ได้อย่างแท้จริง โดยเขาได้สรุปคุณสมบัติสามประการสู่ความเป็นเลิศ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การควบคุมอารมณ์ไม่ให้หัวร้อน และการตระหนักรู้ในตนเอง พร้อมฝากข้อคิดว่า “การกล้าเสี่ยงเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าหยุดอยู่แค่ความเสี่ยง ถ้าคุณมีภาพในหัวที่ชัดเจน จงอธิบายให้คนที่คุณรักเข้าใจ พร้อมทั้งเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ... เมื่อเหตุผลของคุณหนักแน่นและรอบคอบพอ คนที่รักคุณจะพร้อมสนับสนุนความฝันนั้นอย่างแน่นอน”
Above บทสนทนากับปุณณัตถ์ ปุณศรี โป๊กเกอร์มือหนึ่งของไทย ว่าด้วยการตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ (ภาพ: Tatler)
ถอดรหัสเปลี่ยน ‘สปอตไลต์ชั่วคราว’ สู่ ‘แรงขับเคลื่อนระดับปรากฏการณ์’
ในหัวข้อ ‘How to Turn a Moment Into Momentum’ ซึ่งดำเนินการพูดคุยโดย ชญาภา จูตระกูล แห่ง Directions Group (Thailand) ร่วมด้วยสามผู้นำคลื่นลูกใหม่ ได้แก่ Althea Lim ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Gushcloud International, โอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 และผู้ก่อตั้งโครงการ Opal For Her และ แบงค์ เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ Global Sport Ventures มาร่วมแบ่งปันกลยุทธ์การแปรความสนใจชั่วคราวให้กลายเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน
การสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง: Althea Lim ชี้ว่าเมื่อกลายเป็นไวรัล สิ่งแรกไม่ควรเป็นการรีบสร้างแบรนด์สินค้าเอง แต่ควรเป็นการจดลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์แล้วร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่มีระบบพร้อม
การสื่อสารความเป็นมนุษย์: โอปอล สุชาตา ใช้ชื่อเสียงและสปอตไลต์ขับเคลื่อนโครงการ Opal For Her เพื่อสร้างความตระหนักรู้โรคมะเร็งเต้านม “ผู้คนมักมองนางงามเป็นภาพฝันที่ต้องสมบูรณ์แบบ... แต่เป้าหมายของโอปอลคือการใช้พื้นที่นี้เผยความเป็นมนุษย์จริงๆ ให้ทุกคนเห็นว่าเราก็เจ็บเป็น รู้สึกเป็น และเราสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวงการแพทย์ไทยกับสากล เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ยังขาดโอกาส”
การเชิดชูรากเหง้าดั้งเดิม: แบงค์ เธียรชัย นำเสนอการยกระดับเวทีมวยราชดำเนินสู่สากล โดยรักษามรดกทางวัฒนธรรม เช่น พิธีไหว้ครู และวงปี่พาทย์มวยไทย ไว้อย่างสง่างามบนเวทีแสงสีระดับโลก
ในตอนท้าย Althea Lim ยังได้สรุปหัวใจของการยืนระยะผ่านความแตกต่างระหว่าง ‘passion’ และ ‘compassion’ ว่า “วันหนึ่ง ความหลงใหลหรือ passion ย่อมมีวันหมดไฟ... แต่สิ่งที่จะไม่มีวันมอดดับคือ compassion หรือความเห็นอกเห็นใจที่เรามีต่อผู้คนที่เราต้องการแก้ปัญหาให้เขา หากเรามี compassion... เราจะไม่มีวันหมดไฟ และคุณค่าของสิ่งที่เราทำจะยังคงอยู่แม้สปอตไลต์จะดับลง”
อ่านเพิ่มเติม: The Power of Influence: Althea Lim กับเส้นทางการปฏิวัติเศรษฐกิจครีเอเตอร์บนเวทีโลก
Above การเสวนาในหัวข้อ ‘How to Turn a Moment Into Momentum’ (ภาพ: Tatler)
ศิลปะแห่งการเดินเกมยาว: พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับนิยามของกลยุทธ์ จังหวะก้าว และการถักทอเครือข่ายไร้พรมแดน
การเสวนาปิดท้ายวันแรกเป็นการสนทนาระหว่าง Tamara Lamunière, President ของ Tatler Asia และผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม Tatler Gen.T ร่วมกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตผู้นำทางการเมืองในทำเนียบ Gen.T รุ่นบุกเบิก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Senior Fellow ณ Harvard Kennedy School
พิธาชี้ว่าการสร้างเครือข่ายที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนโลก ต้องตั้งต้นจากยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและความกระหายใคร่รู้ทางปัญญาอย่างจริงใจ “กลยุทธ์คือการเลือกอย่างเด็ดขาดว่าจะ ‘ไม่ทำอะไร’ เช่นเดียวกับการสร้างสายสัมพันธ์ข้ามพรมแดน เราต้องวางกลยุทธ์ให้มาก่อนตัวบุคคล โดยขับเคลื่อนด้วยความกระหายใคร่รู้ทางปัญญาอย่างแท้จริง และการสร้างคุณค่าที่แลกเปลี่ยนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”
เขายกตัวอย่างการสร้าง Talent Bank เพื่อเชื่อมโยงคนเก่งระดับหัวกะทิของภูมิภาคในซิลิคอนแวลลีย์กลับมาช่วยวางนโยบายพัฒนาประเทศ และเน้นย้ำถึงการทำความเข้าใจใน ‘จังหวะก้าว’ (cadence) มากกว่าความอดทนเฉยๆ “ความอดทนหลายครั้งเป็นแค่การนั่งรอเวลา แต่ cadence คือจังหวะจะโคน คือการรู้ว่าช่วงไหนควรผ่อนสปีดลงอย่างนุ่มนวลเพื่อสะสมชัยชนะทีละก้าว และช่วงไหนที่ต้องลงมืออย่างเฉียบขาดและทรงพลัง”
ในช่วงท้าย พิธาได้ฝากบทเรียนที่ตกผลึกทางความคิดว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านนิยามแห่งความสำเร็จ “40 ปีแรกของชีวิต มันคือเรื่องของ ‘competing’ หรือการมุ่งแข่งขันเพื่อพิสูจน์ตัวเองและเป็นที่หนึ่ง แต่ 40 ปีหลังจากนี้ มันคือเรื่องของ ‘completing’ ซึ่งเป็นการเติมเต็มและพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยแข่งกับตัวเองเมื่อวานนี้ก็เพียงพอแล้ว”
Above Tamara Lamunière, President และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สนทนากันในหัวข้อ ‘How to Build a Network for the Long Game’ (ภาพ: Tatler)
UOB Private Dinner: ค่ำคืนแห่งการเชื่อมต่อข้ามพรมแดนผ่าน Borderless Fine Dining
ปิดท้ายค่ำคืนวันแรกอย่างสมบูรณ์แบบด้วยดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อเหล่าผู้นำรุ่นใหม่และแขกคนสำคัญกับ ‘UOB Private Dinner’ ณ ห้องอาหาร Sra Bua by Nhum Weerawat โรงแรม Siam Kempinski
ค่ำคืนนี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษผ่านความร่วมมือของสองยอดเชฟ ได้แก่ เชฟวีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ และ เชฟ Dimitrios Moudios จาก Orē ซึ่งร่วมกันถ่ายทอดแนวคิด Borderless Fine Dining ได้อย่างประณีตและงดงาม โดยมีแขกคนสำคัญระดับภูมิภาคเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ ผู้บริหารจาก UOB Management ประกอบด้วย Michelle Foo, Lena Tan และ Jarunee Chaiprapar รวมถึง Stephanie Tay จาก TatlerAsia, สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025, Jon Low จาก Elephants Inc., วรินธร วมาสิริ, อรนภัส บุญอนันตพัฒน์, ธนเสฏฐ์ โฮวัฒนพานิช, วนิดา อำไพพร, อิทธิศักดิ์ จันทร์ปิ่นเพชร, พริษฐ์ เที่ยงธรรม, ธีระชาติ ก่อตระกูล, เอกชัย สุขุมวิทยา, อุกฤษ อุณหเลขกะ, Benjamin Wong, Fidy Ramamonjisoa จาก Relevan Advisory Partners ฯลฯ
มื้อค่ำอันอบอุ่นและเป็นส่วนตัวนี้ได้สร้างบรรยากาศแห่งบทสนทนาที่ช่วยเชื่อมต่อเหล่าผู้นำระดับภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง สะท้อนและตอกย้ำถึงคุณค่าของการเชื่อมต่ออันเปี่ยมด้วยความหมายที่ Tatler Gen.T Summit ให้ความสำคัญเสมอมา
ก้าวสู่วันถัดไปของ The Defining Generation
ตลอดทั้งวันแรกของ Tatler Gen.T Summit 2026 บทเรียนจากทุกเวทีได้สะท้อนภาพชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นบนลู่วิ่งอัลตรามาราธอน ในสมรภูมิเรียกร้องสิทธิ บนโต๊ะตัดสินใจของผู้นำและนักเจรจา ภายใต้แสงสปอตไลต์ของสื่อ หรือในกระดานยุทธศาสตร์ระดับชาติ พลังของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือกระแสนิยมชั่วคราว หากแต่วัดกันที่ความลึกซึ้งของวิสัยทัศน์ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความกล้าหาญที่จะนิยามเส้นทางของตนเองอย่างยั่งยืน



















































































