Natalie Dau, Project 1000
Cover Natalie Dau บอกเล่าถึงโครงการ 1000 ซึ่งเป็นการเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะทาง 1,000 กิโลเมตร จากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้คนกระทบไหล่อย่างใกล้ชิดในงาน Gen.T Summit 2026 ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคมนี้
Natalie Dau, Project 1000

ความสำเร็จในการเดินทางด้วยเท้าบนระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตรจากไทยสู่สิงคโปร์เพียง 12 วัน ทำให้ Natalie Dau ได้ครอบครองสถิติของสิงคโปร์ในฐานะผู้ที่วิ่งระยะทาง 1,000 กิโลเมตรจากไทยไปสิงคโปร์ได้เร็วที่สุด รวมถึงได้รับการบันทึกสถิติ Guinness World Record ในฐานะผู้ที่เดินทางข้ามคาบสมุทรมลายูด้วยเท้าได้เร็วที่สุด

ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นาตาลี เดา (Natalie Dau) นักกีฬาสาวหัวใจแกร่ง พร้อมออกก้าวเดินบนเส้นทางระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร เชื่อมโยงจากประเทศไทยสู่สิงคโปร์ โดยใช้เวลาเพียง 12 วัน เธอเปิดใจถึงแรงบันดาลใจของ ‘Project 1000’ เบื้องหลังการซ้อมอันเข้มข้น และความสุขที่เธอยังคงค้นพบแม้อยู่ท่ามกลางการทดสอบที่โหดหินที่สุดเท่าที่เคยเจอ

ย้อนกลับไปในวันที่เสียงปืนปล่อยตัวดังขึ้น Dau ออกสตาร์ทในศึกอัลตรามาราธอนครั้งแรกในชีวิต ทว่าเพียงแค่ห้ากิโลเมตรแรก หูฟังคู่ใจของเธอก็หยุดทำงานลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ยังเหลือระยะทางข้างหน้าอีกถึง 95 กิโลเมตร

สำหรับการแข่งขันอัลตรามาราธอน ซึ่งหมายถึงการวิ่งระยะทางที่ไกลกว่ามาราธอนมาตรฐาน (โดยทั่วไปคือ 50, 100 กิโลเมตร หรือ 50 และ 100 ไมล์) เธอยอมรับตามตรงว่าในตอนนั้นไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนโภชนาการและพลังงานระหว่างแข่ง

กระนั้นเมื่อวิ่งมาถึงครึ่งทาง เธอได้พบกับสามีที่มารอให้กำลังใจ พร้อมบอกข่าวดีว่าเธอกำลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการติดอันดับ Top 5 ของการแข่งขัน คำพูดนั้นกลายเป็นแรงขับให้เธอก้าวขาต่อไปไม่หยุดยั้ง

“วินาทีนั้นฉันค้นพบสภาวะอันน่าหลงใหล คือการได้อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง จนจิตใต้สำนึกปล่อยวางทุกเรื่องราว และฉันรักความรู้สึกนั้นเข้าอย่างจัง” Dau ย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้น โดยเธอได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในวิทยากรคนสำคัญบนเวที Tatler Gen.T Summit 2026 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคมนี้

อ่านเพิ่มเติม: ครั้งแรกในไทย! Tatler Gen.T Summit 2026 การรวมตัวของผู้นำรุ่นใหม่ระดับเอเชีย เปิดวิสัยทัศน์สู่อนาคต

Tatler Asia
Natalie Dau in action
Above Natalie Dau กลายเป็นคนที่เสพติดสภาวะลื่นไหล (flow state) ซึ่งการวิ่งอัลตรามาราธอนเปิดโอกาสให้เธอได้สัมผัส
Natalie Dau in action

Natalie Dau ก้าวสลับเท้าไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องทีละก้าว จนกระทั่งแซงผ่านนักวิ่งคนสุดท้าย และคว้าชัยชนะในศึกอัลตรามาราธอนครั้งแรกมาครองได้สำเร็จ โดยมีเพียง ‘อาหารเด็กแบบบด’ เป็นแหล่งพลังงานหลักตลอดเส้นทาง

“ตั้งแต่ช่วงเวลานั้น ฉันรู้เลยว่าตัวเองหลงเสน่ห์มันเข้าให้แล้ว” Dau ซึ่งเริ่มหันมาวิ่งอย่างจริงจังเมื่ออายุเข้าสู่วัย 30 กล่าว “ฉันเสพติดสภาวะ ‘flow state’ หรือการจดจ่ออย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสได้จากสิ่งอื่นใดเลยในชีวิต”

ตลอด 5 ปีนับตั้งแต่ชัยชนะครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อปี 2019 Dau สะสมถ้วยแชมป์อัลตรามาราธอนมาแล้วถึง 10 รายการ โดยทุกการแข่งขัน เธอไม่เพียงเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มนักวิ่งหญิงเท่านั้น แต่หลายครั้งยังคว้าตำแหน่งแชมป์โอเวอร์ออลมาครองอีกด้วย

การแข่งขันของเธอครอบคลุมระยะทางหลากหลาย และหมุดหมายที่ไกลซึ่งรวมถึงท้าทายที่สุดเท่าที่เธอเคยเผชิญ คือการแข่งขันระยะทาง 200 กิโลเมตร

“มันเป็นประสบการณ์ที่ก้าวข้ามเซฟโซนไปไกลมาก” Dau กล่าวถึง Titi 200km Ultra ในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2023 สนามวิ่งสุดโหดที่ทดสอบทั้งร่างกายและจิตใจจนเธอเริ่มเห็นภาพหลอนเมื่อใกล้เข้าเส้นชัย “ยอมรับเลยว่ามีหลายวูบในหัวที่คิดจะยอมแพ้”

ทว่าความสำเร็จที่ผ่านมาทั้งหมด อาจเทียบไม่ได้เลยกับภารกิจที่นักกีฬาในการดูแลของ Asics และแบรนด์แอมบาสเดอร์ด้านสปอร์ตแอนด์เวลเนสผู้นี้ลงมือทำใน Project 1000

ดูเพิ่มเติม: พลังสตรีผู้ขับเคลื่อนโลก: หลากเรื่องราวสุดซาบซึ้งและแรงบันดาลใจจากเวที Tatler Front & Female Awards 2026

Project 1000

วันที่ 25 พฤษภาคม 2024 Natalie Dau ในวัย 52 ปี เริ่มก้าวแรกจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในประเทศไทย มุ่งหน้าลงใต้ผ่านความยาวของคาบสมุทรมลายู เพื่อกลับสู่สิงคโปร์ ประเทศที่เธอใช้ชีวิตและเรียกว่าบ้านมานานกว่า 21 ปี โดยใช้เพียงสองเท้าของเธอตลอดเส้นทาง 1,000 กิโลเมตร

สำหรับ Project 1000 เธอต้องวิ่งเฉลี่ยวันละ 2 มาราธอน ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 12 วัน โดยการวิ่งสองมาราธอนสุดท้ายในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับ ‘วันวิ่งโลก’ (Global Running Day) จะเป็นการวิ่งข้ามเกาะสิงคโปร์ เริ่มต้นจากย่าน Woodlands สลับไปมาจนเข้าสู่เส้นชัย ณ โรงแรม The Westin Singapore

ภารกิจวิ่งระยะทาง 1,000 กิโลเมตรจากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์สำเร็จได้ภายในเวลา 12 วัน เธอจึงถูกจารึกชื่อใน Guinness World Record ในฐานะผู้ทำสถิติ “วิ่งข้ามคาบสมุทรมลายูได้เร็วที่สุด” พร้อมคว้าสถิติของสิงคโปร์ในการเป็น “นักวิ่งอัลตรามาราธอนไทย-สิงคโปร์ ระยะทาง 1,000 กิโลเมตรที่เร็วที่สุด”

“บางครั้งเราก็ต้องทำสิ่งที่ดูบ้าบิ่น เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนให้หันมามองประเด็นสังคมที่สำคัญ” Dau กล่าวถึงไอเดียของ Project 1000 ที่จุดประกายขึ้นเมื่อปี 2024

ในปี 2023 Dau ผ่านสนามแข่งขันมาอย่างโชกโชน ทั้งการจบอัลตรามาราธอนสี่รายการ และมาราธอนอีกสี่รายการ แต่นั่นกลับยิ่งจุดชนวนความปรารถนาภายใน ที่อยากใช้ทุกก้าวของการวิ่งสร้างประโยชน์และคุณค่าคืนสู่สังคม โดย Dau ได้ร่วมระดมทุนผ่าน Project 1000 เพื่อมอบให้แก่ GRLS องค์กรการกุศลระดับโลกที่มุ่งยกระดับและส่งเสริมศักยภาพของเด็กหญิงและผู้หญิงทั่วโลก ผ่านการเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย เพื่อช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและการปกป้องสิทธิของตนเอง

“เรื่องของเด็กผู้หญิงและผู้หญิงกับวงการกีฬาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กที่มีโอกาสเข้าถึงกีฬาอยู่แล้ว แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไร้โอกาส ดังนั้น Project 1000 จึงมุ่งเน้นการเปิดประตูโอกาสให้เด็กหญิงผู้ขาดแคลนได้สัมผัสสิ่งที่กีฬาให้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีม การเคารพและมั่นใจในรูปร่างเรือนร่างของตนเอง ตลอดจนการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นเต็มหัวใจว่ากีฬาบรรดาลให้เกิดขึ้นได้”

นอกจากนี้ Natalie Dau ยังตั้งใจสร้างผลกระทบเชิงบวกโดยตรงระหว่างเส้นทาง ด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนห้าแห่งในประเทศไทย พร้อมจับมือกับกิจการเพื่อสังคมอย่าง Luuna ในการแจกจ่ายผลิตภัณฑ์สุขอนามัยสำหรับประจำเดือนให้แก่สตรีและเด็กหญิง เพื่อทลายกรอบความเงียบและสร้างการรับรู้ในประเด็นที่มักถูกมองข้าม (Dau ยังเป็นผู้เขียนร่วมในหนังสือ Run Like A Woman ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการก้าวข้ามค่านิยมดั้งเดิมเกี่ยวกับประจำเดือนกับนักกีฬา รวมถึงการสร้างความเข้าใจในการใช้รอบเดือนเพื่อวางแผนการซ้อมอย่างชาญฉลาด)

ขณะเดียวกัน การเดินทางครั้งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่สะท้อนถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นทุ่มเท การไม่ยอมจำนน และการลุกขึ้นมาท้าทายไม่เพียงแค่ขีดจำกัดของตนเอง แต่รวมถึงความคาดหวังของสังคม

ธาตุแท้แห่งความแข็งแกร่ง

Tatler Asia
Natalie Dau running
Above Natalie Dau ตั้งตารอความท้าทายที่ไม่ใช่เรื่องการก้าวข้ามขีดจำกัดในโครงการ Project 1000 แต่เป็นการดื่มด่ำกับความรู้สึกที่ค่อยๆ วิ่งเก็บระยะทางไปทีละก้าวๆ ในแต่ละวัน
Natalie Dau running

“สิ่งที่ฉันตั้งตารอคอยที่สุด คือมิติที่นอกเหนือไปจากการแข่งขัน” Natalie Dau พูดถึงความรู้สึกต่อความท้าทายจาก Project 1000 “มันไม่ใช่เรื่องของการก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองทุกครั้งที่ก้าวเท้าวิ่ง ไม่มีใครวิ่งไล่ตามหลังฉันอยู่ ฉันแค่รอคอยที่จะละเลียดเวลา และค่อยๆ วิ่งเก็บระยะทางไปทีละวันให้สำเร็จ”

โดยปกติ ตารางฝึกซ้อมประจำสัปดาห์ของ Dau จะครอบคลุมการวิ่งหกวัน รวมระยะทางราว 100 ถึง 150 กิโลเมตร เสริมด้วยการฝึกเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่สำหรับการเตรียมพร้อมสู่ Project 1000 เธอจำเป็นต้องเพิ่มรอบการวิ่งเป็นวันละสองครั้ง ซึ่งเธอมองว่าเป็น “บทฝึกจิตใจชั้นยอด” เพราะต้องฝืนสวมรองเท้าออกไปวิ่งเหงื่อโทรมกายอีกครั้งในช่วงบ่ายของการซ้อมอันหนักหน่วง

แน่นอนว่าเธอยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสุนัขจรจัดซึ่งเธอเคยพบเจออยู่บ่อยครั้งระหว่างวิ่งอัลตรามาราธอนในมาเลเซีย รวมถึงความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ และปัญหากายภาพเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการผิวหนังเสียดสีที่อาจส่งผลรุนแรงเกินคาด ส่วนระบบย่อยอาหารนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเธอยอมรับตามตรงว่าคงต้องมีช่วงที่อาเจียนระหว่างทางอย่างแน่นอน “มันไม่ได้น่ากลัวสำหรับฉัน สิ่งสำคัญคือการมั่นใจว่าเราได้รับพลังงานทดแทนที่เพียงพอและสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ทัน”

ในด้านร่างกาย Natalie Dau พร้อมเต็มร้อยเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ “การซ้อมกายมีขีดจำกัดของมัน แต่เมื่อถึงจุดที่ยากลำบากที่สุด ทุกอย่างจะวัดกันที่จิตใจ” สำหรับการเตรียมจิตวิญญาณให้พร้อม เธอเลือกที่จะออกวิ่งระยะไกลโดยไม่ใส่หูฟัง เพื่อฝึกให้ตนเองคุ้นชินกับการอยู่กับความคิดและเสียงภายในจิตใจของตนเอง

“สำหรับฉัน ทุกอย่างย้อนกลับมาที่คำถามว่า ‘ฉันทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร’ เพราะบนเส้นทางนี้ต้องมีช่วงเวลาอันมืดมนรออยู่แน่นอน ฉันบอกตัวเองเสมอเวลาร่วมแข่งขันว่า ฉันเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง ไม่มีใครบังคับ และฉันไม่ได้กำลังวิ่งเพื่อกู้ชีวิตใคร แต่ฉันโชคดีมากแค่ไหนที่มีร่างกายสมบูรณ์พอ และได้รับโอกาสล้ำค่าให้มาทำสิ่งนี้ การมีข้อคิดเตือนใจเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

เมื่อเผชิญกับอุปสรรค Dau จะเตือนตัวเองถึง ‘เหตุผล’ เบื้องหลังเสมอ เส้นทางส่วนใหญ่ที่เธอต้องผ่านคือดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทว่าเธอกลับอ้าแขนรับความไม่แน่นอนนั้นอย่างเต็มใจ “ควบคุมสิ่งที่ควบคุมได้” Dau ทิ้งท้าย “เพราะชีวิตจริง ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไปเสียหมด”


มาร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจและกระทบไหล่ Natalie Dau อย่างใกล้ชิดในงาน Gen.T Summit 2026 การพบปะสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาคโดย Tatler ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2026


This story was originally written in English by Rachel Duffell. 

ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2026 โดย Rachel Duffell โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

Topics