จากสนามฟุตบอลเล็กๆ ในอัฟกานิสถาน สู่การเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องสิทธิสตรีบนเวทีโลก เรื่องราวของ Khalida Popal อดีตกัปตันทีมฟุตบอลหญิงผู้เปลี่ยนความเจ็บปวดจากการลี้ภัยให้กลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ก่อนเดินทางมาร่วมถ่ายทอดบทเรียนชีวิตและภาวะผู้นำในงาน Tatler Gen.T Summit 2026 ที่กรุงเทพฯ
เสียงหัวเราะของเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางลานดินที่รายล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตสูง ลูกฟุตบอลเก่าๆ ถูกส่งต่อจากเท้าหนึ่งสู่อีกเท้าหนึ่ง ขณะที่ก้อนหินสองก้อนทำหน้าที่แทนเสาประตู สำหรับคนทั่วไป ภาพตรงหน้าอาจเป็นเพียงการละเล่นธรรมดาของเด็กวัยเรียน แต่สำหรับเด็กหญิงชาวอัฟกันที่เติบโตท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคม การได้วิ่งไล่ลูกฟุตบอลกลับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่พวกเธอมีอิสระในการตัดสินใจและเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
หนึ่งในเด็กหญิงกลุ่มนั้นคือ คาลิดา โปปาล (Khalida Popal) ผู้ซึ่งเวลาต่อมาจะกลายเป็นผู้ร่วมบุกเบิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอัฟกานิสถาน ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกัปตันทีม และใช้กีฬาที่เธอรักเป็นเครื่องมือเรียกร้องความเท่าเทียมให้แก่ผู้หญิงนับไม่ถ้วน
อ่านเพิ่มเติม: ถอดรหัสภารกิจสุดท้าทายของ Natalie Dau นักวิ่งอัลตรามาราธอน กับการวิ่ง 1,000 กิโลเมตรจากไทยสู่สิงคโปร์ ที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิต
เส้นทางดังกล่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยการข่มขู่ ความรุนแรง การพลัดพรากจากบ้านเกิด และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะผู้ลี้ภัย ทว่าประสบการณ์เหล่านั้นกลับหล่อหลอมให้เธอค้นพบว่า พลังที่แท้จริงของฟุตบอลไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะในสนามเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน
วันนี้ Khalida Popal เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Girl Power Organisation องค์กรที่ใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมโอกาสให้แก่ผู้หญิงและผู้ลี้ภัยทั่วโลก และกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์คนสำคัญของงาน Tatler Gen.T Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคม ณ สยามพารากอน กรุงเทพฯ
เมื่อการเตะฟุตบอลคือการท้าทายโชคชะตา
ชีวิตวัยเด็กของ Khalida Popal เติบโตขึ้นท่ามกลางความไม่สงบทางการเมืองของอัฟกานิสถาน เมื่อกลุ่มตาลีบันเข้าควบคุมประเทศในช่วงทศวรรษ 1990 สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้หญิงจำนวนมากถูกจำกัดอย่างรุนแรง โรงเรียนสำหรับเด็กหญิงถูกปิด การทำงานและการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ครอบครัวของเธอจึงตัดสินใจอพยพไปยังปากีสถาน ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดภายหลังการสิ้นสุดการปกครองของตาลีบันในปี 2001
ในบทสัมภาษณ์กับ Gariwo Foundation เธอเล่าว่า การต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ได้รู้จักความหมายของคำว่า ‘ผู้ลี้ภัย’ เป็นครั้งแรก ทั้งยังตระหนักว่าการได้รับการศึกษาและเสรีภาพที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา สามารถถูกพรากไปได้ในชั่วข้ามคืน
เมื่อกลับมายังกรุงคาบูล เธอเริ่มค้นพบความสุขจากการเล่นฟุตบอลในบริเวณโรงเรียนที่มารดาทำงานเป็นครู ช่วงแรกมีเพียงเธอและเด็กหญิงอีกคนชื่อ Samira ที่ฝึกเตะบอลด้วยกัน ก่อนค่อยๆ ชักชวนเพื่อนนักเรียนมาร่วมเล่นมากขึ้น จนกลายเป็นกลุ่มเด็กหญิงที่สามารถแบ่งทีมแข่งขันกันเองได้
พวกเธอต้องมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อใช้เวลาว่างเล่นฟุตบอล บางคนสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับการเล่นกีฬา บางคนวิ่งด้วยเท้าเปล่าบนพื้นหิน แต่ไม่มีใครใส่ใจกับความไม่พร้อมเหล่านั้น เพราะความสุขจากการได้เล่นกีฬาร่วมกันมีความหมายมากกว่าความสมบูรณ์แบบของสนามหรืออุปกรณ์
อย่างไรก็ตาม ความสุขกลับต้องแลกด้วยความเสี่ยง วันหนึ่งกลุ่มผู้ชายบุกรุกเข้ามาในบริเวณโรงเรียน ตะโกนดูหมิ่นเด็กหญิงที่กำลังเล่นฟุตบอล ก่อนใช้มีดแทงลูกบอลของพวกเธอจนเสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการทำลายอุปกรณ์กีฬา แต่เป็นการข่มขู่ว่าเด็กหญิงเหล่านี้ไม่ควรมีพื้นที่ของตนเองในสังคม
Popal ถ่ายทอดเหตุการณ์นี้อย่างละเอียดในหนังสืออัตชีวประวัติ My Beautiful Sisters ซึ่งหนังสือพิมพ์ The Guardian นำบางส่วนมาตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2024 โดยเธออธิบายว่า “การได้ลงสนามทำให้เด็กหญิงได้เรียนรู้การคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง ทั้งที่สังคมภายนอกแทบไม่เปิดโอกาสให้พวกเธอทำเช่นนั้น”
เหตุการณ์วันนั้นจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญของเธอว่า หากยอมเลิกเล่นฟุตบอลเพียงเพราะความหวาดกลัว ก็เท่ากับยอมรับว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง
จากทีมฟุตบอลเล็กๆ สู่เสียงของผู้หญิงทั้งประเทศ
ความหลงใหลในฟุตบอลของ Khalida Popal ค่อยๆ พัฒนาเป็นภารกิจที่ใหญ่กว่าตัวเธอเอง จากการรวมตัวของเด็กหญิงเพียงไม่กี่คน สู่ความพยายามสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงอัฟกันมีโอกาสเล่นกีฬาอย่างจริงจัง และนำไปสู่การก่อตั้งทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอัฟกานิสถานในปี 2007 โดยเธอเป็นหนึ่งในผู้ร่วมบุกเบิกและต่อมาก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีม
การถือกำเนิดของทีมฟุตบอลหญิงในประเทศที่ผู้หญิงต้องเผชิญข้อจำกัดมากมาย นับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์กีฬาของอัฟกานิสถาน แต่สำหรับ Popal ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงจากการมีชื่อทีมอยู่ในระบบการแข่งขัน หากหมายถึงการทำให้เด็กหญิงรุ่นต่อไปเชื่อว่า พวกเธอมีสิทธิฝันถึงอนาคตที่แตกต่างจากกรอบซึ่งสังคมกำหนดไว้
ฟุตบอลจึงกลายเป็นเครื่องมือในการส่งสารถึงสาธารณชนว่า ผู้หญิงสามารถเป็นนักกีฬา ผู้นำ และผู้กำหนดอนาคตของตนเองได้ แต่ยิ่งเธอและเพื่อนร่วมทีมได้รับความสนใจมากเท่าใด แรงต่อต้านก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น การออกมาเรียกร้องสิทธิสตรีทำให้เธอต้องเผชิญคำข่มขู่และความเสี่ยงต่อความปลอดภัย จนท้ายที่สุดจำเป็นต้องเดินทางออกจากอัฟกานิสถานในช่วงต้นทศวรรษ 2010 และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเดนมาร์ก
อ่านเพิ่มเติม: จากเด็กสาวโฮมสคูลสู่การล้มแชมป์โลก: Judit Polgár ผู้ทำลายทุกขีดจำกัดแห่งกระดานหมากรุก
Girl Power เปลี่ยนชีวิตผู้ลี้ภัยให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
การเดินทางมายังเดนมาร์กเปิดบทใหม่ในชีวิตของ Khalida Popal จากอดีตกัปตันทีมฟุตบอลหญิงผู้ถูกบังคับให้ละทิ้งบ้านเกิด สู่ผู้ก่อตั้ง Girl Power Organisation องค์กรที่มีเป้าหมายใช้กีฬา การศึกษา และการสร้างเครือข่ายทางสังคม เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้หญิงและเด็กหญิง โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยและผู้ที่เติบโตในสภาพแวดล้อมซึ่งมีข้อจำกัด
Girl Power ช่วยสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงจากภูมิหลังที่แตกต่างได้มาพบปะ เรียนรู้ และสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยขยายการทำงานไปยังชุมชนในยุโรป สหราชอาณาจักร แอฟริกา ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ในบทความที่เธอเขียนให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เนื่องในวันสตรีสากลปี 2024 Popal อธิบายว่า ฟุตบอลทำให้เธอค้นพบเป้าหมายในชีวิต และตระหนักว่าผู้ลี้ภัยไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่สามารถสร้างคุณค่าและมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมใหม่ที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่ได้เช่นเดียวกัน
วันที่ฟุตบอลกลายเป็นภารกิจช่วยชีวิต
เดือนสิงหาคม 2021 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ Khalida Popal เมื่อกลุ่มตาลีบันกลับเข้ายึดอำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้ง ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ทำให้เธอตระหนักว่า ประวัติศาสตร์ที่เคยสร้างบาดแผลให้ชีวิตวัยเด็กกำลังย้อนกลับมา และครั้งนี้ผู้หญิงที่เคยกล้าออกมายืนในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะนักฟุตบอลหญิง กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างยิ่ง
สำหรับผู้เล่นทีมชาติที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าด้านสิทธิสตรี การมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในฐานะนักกีฬาอาจกลับกลายเป็นสิ่งที่คุกคามความปลอดภัยของพวกเธอและครอบครัว Popal จึงใช้เครือข่ายที่สั่งสมมาจากการทำงานด้านกีฬาและสิทธิมนุษยชน ประสานความร่วมมือกับรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ และบุคคลในวงการฟุตบอล เพื่อช่วยเหลือนักฟุตบอลหญิงชาวอัฟกันให้สามารถเดินทางออกจากประเทศได้อย่างปลอดภัย
ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การอพยพสมาชิกทีมฟุตบอลหญิงชุดใหญ่ ทีมเยาวชน และครอบครัวจำนวนหนึ่งออกจากอัฟกานิสถาน โดยออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่ให้ความช่วยเหลือและต้อนรับนักกีฬาเหล่านี้
เบื้องหลังปฏิบัติการช่วยเหลือไม่ได้มีเพียงความซับซ้อนด้านการเดินทางหรือเอกสาร แต่ยังเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ที่ยังอยู่ในประเทศ เพราะการหลบหนีของผู้หญิงคนหนึ่งอาจทำให้ครอบครัวของเธอต้องเผชิญอันตรายตามไปด้วย Popal รู้จักความรู้สึกดังกล่าวดีจากประสบการณ์การลี้ภัยของตนเอง และนั่นทำให้เธอไม่เคยมองว่าการช่วยเหลือนักฟุตบอลหญิงเป็นเพียงภารกิจด้านมนุษยธรรมที่สิ้นสุดลงเมื่อพวกเธอเดินทางถึงประเทศปลายทาง แต่ยังรวมถึงการดูแลอนาคตและโอกาสที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตในฐานะนักกีฬาอีกครั้ง
ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าถ้วยรางวัล
หลังการอพยพในปี 2021 นักฟุตบอลหญิงอัฟกันจำนวนมากต้องใช้ชีวิตกระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศ แม้จะรอดพ้นจากอันตราย แต่พวกเธอกลับสูญเสียโอกาสในการแข่งขันภายใต้ธงชาติของตนเอง สำหรับ Khalida Popal การสูญเสียครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการถูกตัดขาดจากวงการกีฬา เพราะฟุตบอลคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงอัฟกันรู้สึกภาคภูมิใจในตัวตนและประเทศบ้านเกิด แม้สถานการณ์ภายในประเทศจะไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเธออีกต่อไป เธอจึงเดินหน้ารณรงค์ให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA เปิดโอกาสให้นักฟุตบอลหญิงอัฟกันที่ลี้ภัยสามารถกลับมาแข่งขันในระดับนานาชาติได้อีกครั้ง
ความพยายามที่ดำเนินมาอย่างยาวนานเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในเดือนพฤษภาคม 2025 เมื่อ FIFA สนับสนุนการจัดตั้งทีม Afghan Women United เพื่อเปิดโอกาสให้นักฟุตบอลหญิงชาวอัฟกันที่อาศัยอยู่ต่างประเทศกลับมาฝึกซ้อมและลงแข่งขันร่วมกัน ก่อนทีมจะเข้าร่วมการแข่งขัน FIFA Unites Women's Series ที่ประเทศโมร็อกโกในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

Above Khalida Popal อดีตกัปตันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอัฟกานิสถาน กล่าวระหว่างการประชุมประจำปีของ FIFA ว่าด้วยความเสมอภาคและการมีส่วนร่วม (FIFA Annual Conference for Equality & Inclusion) ที่สำนักงานใหญ่ FIFA เมื่อปี 2017 ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ภาพ: Valeriano Di Domenico - FIFA via Getty Images)
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 หลังคณะกรรมการ FIFA อนุมัติการแก้ไขระเบียบด้านธรรมาภิบาล เพื่อเปิดทางให้ทีมตัวแทนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษสามารถเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างเป็นทางการได้ นับเป็นการสร้างแนวทางใหม่ให้ผู้เล่นหญิงอัฟกันมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศอีกครั้ง แม้จะยังไม่สามารถกลับไปแข่งขันในบ้านเกิดก็ตาม
สำหรับ Popal ช่วงเวลาที่ FIFA ประกาศการตัดสินใจดังกล่าวต่อหน้านักฟุตบอลหญิงอัฟกัน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่งดงามและมีความหมายที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ Popal กล่าวกับ FIFA ถึงความรู้สึกของการได้ตัวตนกลับคืนมาว่า “การสูญเสียตัวตนเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ราวกับว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ใดเลย” เธอยังย้ำว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตัวนักฟุตบอลเท่านั้น แต่เพื่อเด็กหญิงทุกคนที่เคยมีความฝันและยังคงฝันถึงอนาคตของตนเอง
เสียงที่ยังคงดังไปไกลกว่าสนามฟุตบอล
แม้การกลับคืนสู่เวทีนานาชาติของนักฟุตบอลหญิงอัฟกันจะเป็นความสำเร็จสำคัญ แต่ Khalida Popal ไม่เคยมองว่าภารกิจของเธอสิ้นสุดลงแล้ว ตรงกันข้าม เธอเชื่อว่ากรณีของอัฟกานิสถานเป็นบทเรียนที่องค์กรกีฬาทั่วโลกควรนำไปพิจารณา เพื่อสร้างระบบคุ้มครองนักกีฬาในสถานการณ์ความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ในเดือนมีนาคม 2026 เธอออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ของนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังเกิดประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัยและการขอลี้ภัยของนักกีฬาบางส่วนระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงเอเชียนคัพที่ออสเตรเลีย ในบทความที่เธอเขียนให้ The Observer เธออธิบายว่า นักกีฬาที่เผชิญแรงกดดันทางการเมืองมักตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เพราะแม้การขอลี้ภัยจะช่วยให้ตนเองปลอดภัย แต่อาจนำอันตรายมาสู่ครอบครัวที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศบ้านเกิด
เธอเรียกร้องให้องค์กรกำกับดูแลกีฬามีระบบรับมือและมาตรการคุ้มครองนักกีฬาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่ากีฬามิอาจแยกออกจากบริบททางสังคมและการเมืองได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในประเทศที่การเล่นกีฬาของผู้หญิงยังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน
มุมมองดังกล่าวสะท้อนความเชื่อที่ Popal ยึดมั่นมาตลอดว่า ผู้มีชื่อเสียงหรือมีพื้นที่สื่อสารต่อสาธารณะย่อมมีโอกาสใช้เสียงของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และบางครั้งการเลือกที่จะไม่เงียบก็มีความสำคัญไม่ต่างจากการลงมือกระทำ
นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก Popal ยังร่วมทำงานกับองค์กรท้องถิ่นเพื่อจัดกิจกรรมฟุตบอลให้แก่เด็กผู้ลี้ภัยและชุมชนเปราะบาง พร้อมตั้งคำถามถึงมรดกทางสังคมที่มหกรรมกีฬาระดับโลกควรทิ้งไว้หลังเสียงเชียร์ในสนามเงียบลง
เธอมองว่า ความสำเร็จของการแข่งขันกีฬาไม่ควรวัดจากรายได้ การลงทุน หรือจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากควรพิจารณาด้วยว่าโอกาสและทรัพยากรที่เกิดขึ้นสามารถส่งต่อประโยชน์ให้ชุมชนได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน เธอยังตั้งข้อสังเกตถึงการเติบโตของธุรกิจกีฬาสตรี ซึ่งแม้จะสร้างรายได้และโอกาสใหม่มากมาย แต่ก็อาจทำให้เสียงเรียกร้องทางสังคมของนักกีฬาถูกลดความสำคัญลง หากองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เชิงพาณิชย์มากกว่าบทบาทของนักกีฬาในฐานะผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง

Above Khalida Popal พบปะกับ Malala Yousafzai เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมด้วยสมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอัฟกานิสถาน ที่สนาม Ultra Football ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2023 (ภาพ: Kelly Defina/Getty Images)
ภาวะผู้นำที่เริ่มต้นจากความเชื่อมั่น
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ Khalida Popal แตกต่างจากบุคคลผู้ประสบความสำเร็จทั่วไป อาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนรางวัลหรือความสำเร็จที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่อยู่ที่รูปแบบภาวะผู้นำซึ่งเธอเรียนรู้และพัฒนาขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่แทบไม่มีแบบอย่างให้เดินตาม
เธอเริ่มต้นจากการเป็นเด็กหญิงที่ชวนเพื่อนมาเตะฟุตบอล ก่อนพัฒนาสู่การเป็นกัปตันทีมที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้เล่น เป็นผู้ลี้ภัยที่ต้องสร้างเครือข่ายใหม่ในต่างแดน และกลายเป็นนักเคลื่อนไหวที่สามารถประสานผู้คนกับองค์กรหลากหลายระดับให้ร่วมกันผลักดันเป้าหมายเดียวกัน
ความสำเร็จในการช่วยเหลือนักฟุตบอลหญิงออกจากอัฟกานิสถาน ตลอดจนการรณรงค์ให้ FIFA เปิดพื้นที่แก่นักกีฬาที่พลัดถิ่น ล้วนสะท้อนว่าภาวะผู้นำไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากตำแหน่งหรืออำนาจอย่างเป็นทางการเสมอไป หากอาจเริ่มจากความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ ทำให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าของเป้าหมายร่วมกัน และเปลี่ยนความเชื่อมั่นนั้นให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าว Deutsche Welle ของเยอมนีเมื่อเดือนกันยายน 2026 Popal กล่าวถึงนักฟุตบอลหญิงอัฟกันรุ่นใหม่ว่า พวกเธอต้องแบกรับทั้งบาดแผลทางใจจากการพลัดถิ่น ความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ และการต่อสู้เพื่อสิทธิในการลงสนามแข่งขัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอมีความหวังคือความเข้มแข็งของผู้หญิงเหล่านี้ รวมถึงศักยภาพในการนำพาความเปลี่ยนแปลงไปสู่คนรุ่นถัดไป
เส้นทางของ Popal จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความกล้าหาญในการต่อต้านความไม่เป็นธรรม แต่ยังเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความอดทน การสร้างพันธมิตร และการทำงานร่วมกับสถาบันต่างๆ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และบทเรียนดังกล่าวจะเป็นหัวใจสำคัญของการปรากฏตัวในงาน Tatler Gen.T Summit 2026 ซึ่งเธอจะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างความน่าเชื่อถือ การได้รับความไว้วางใจ และการรวมพลังผู้คนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน
เมื่อโลกเริ่มหลงลืมอัฟกานิสถาน เราจะยังคงส่งเสียงต่อไป เพราะเราคือกระบอกเสียงของผู้หญิงที่ไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว
มาร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจและกระทบไหล่ Khalida Popal อย่างใกล้ชิดในงาน Gen.T Summit 2026 การพบปะสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาคโดย Tatler ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2026





