Cyrille Vigneron คุยถึงหลากหลายโครงการของ Cartier Culture & Philanthropy ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกทั่วโลก ผ่านการสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่ การรักษามรดกทางวัฒนธรรม และการส่งเสริมโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ Cartier กำลังพยายามปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน
“เราฉลองผู้ประกอบการที่กำลังสร้างธุรกิจที่ทำให้โลกดีขึ้น และเราจะสร้างชุมชนที่สามารถเชื่อมโยงทั้งคน สถาบันการศึกษา ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มพันธมิตรและสถาบันนานาชาติ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้” Cyrille Vigneron ประธาน Cartier Culture & Philanthropy กล่าวบนเวทีเปิดงานรางวัล Red Club x Cartier Young Leader Awards (YLA) 2024 จัดขึ้นที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา
ในฐานะที่เป็นชุมชนระดับโลกของผู้ประกอบการและผู้นำรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม Red Club x Cartier ได้รวบรวมผู้มีวิสัยทัศน์ที่ใช้ธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมาที่งานประกาศรางวัล YLA ปีนี้ ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่สามแล้ว
ปีนี้ มีผู้ได้รางวัลร่วมกันสองคนเป็นครั้งแรก นั่นคือ Didi Gan ผู้ก่อตั้ง N&E Innovations ในสิงคโปร์และ Suraj Nandakumar ผู้ร่วมก่อตั้ง Recity Network ในอินเดีย เนื่องจากคณะกรรมการตัดสินและ Red Club x Cartier มองว่าผลงานของทั้งคู่มีความสำเร็จที่ใกล้เคียงกันมาก จึงตัดสินใจยกย่องทั้งสองคนจากผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นในด้านความยั่งยืนและผลกระทบทางสังคม
อ่านเพิ่มเติม: Cartier Women’s Initiative รางวัลเพื่อนักธุรกิจหญิง ผู้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก

Above ผู้ชนะรางวัล Red Club x Cartier YLA 2024 ได้แก่ Suraj Nandakumar ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของ Recity Network และ Didi Gan ผู้ก่อตั้ง N&E Innovations
“การเลือกเป็นเรื่องยากมาก ทุกคนล้วนมีเรื่องราวและข้อเสนอที่น่าทึ่งทั้งนั้น ทำไมเราต้องเลือกเพียงคนเดียวเท่านั้น” Cyrille บอกกับ Tatler เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพิธีมอบรางวัล
Cyrille ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Cartier มานาน 8 ปี และกำลังนำเอาประสบการณ์และวิสัยทัศน์ของเขามาสู่บทบาทใหม่ ในการดูแลโครงการด้านวัฒนธรรมและการกุศลของโดยเฉพาะ ซึ่งหัวใจสำคัญของโครงการเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นหลายแง่มุมของ Cartier ในการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืน
Fondation Cartier pour l’art contemporain ผลักดันความแตกต่างจากแบบแผนของสังคม

Above Cyrille Vigneron ประธาน Cartier Culture & Philanthropy
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา Cartier ได้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยและสนับสนุนแนวคิดที่ไม่เป็นไปตามขนบธรรมเนียม ผ่าน Fondation Cartier pour l’art contemporain ในกรุงปารีส เพราะมองว่าศิลปะร่วมสมัยไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือจากนักลงทุนเอกชนมากนักในสมัยนั้น
Cyrille พูดถึงความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเพื่อศิลปะร่วมสมัยของ Cartier กับสถาบันชั้นนำด้านการออกแบบและวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี Triennale Milano ที่จะมีร่วมกันไปอีก 8 ปี เพราะวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกันในด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยและการสร้างสรรค์ศิลปะ
ความตั้งใจของ Cartier ในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมยังต่อยอดไปถึงโครงการ Métiers d’Art ซึ่งเน้นเรื่องงานศิลปหัตถกรรม รวมถึง Maison des Métiers d’Art ที่เมืองลาโชเดอฟง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และสถาบันเครื่องประดับของ Cartier
จนมาถึงปี 2020 ที่เริ่มครอบคลุมประเด็นความยั่งยืน ต่อเนื่องมาจาก Cartier for Nature ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเพื่อสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ

Above เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี มูลนิธิ Cartier ขอเชิญคุณมาชมนิทรรศการ Olga de Amaral ภาพถ่ายโดย Martin Argyroglo
การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจาก Cartier Philanthropy
Cyrille อธิบายว่า มูลนิธิถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อการให้ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้นอย่างมียุทธวิธี
“เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน Cartier ในเกือบทุกตลาดและภูมิภาคมีส่วนร่วมโดยการจัดกิจกรรมระดมทุนและกาลาดินเนอร์ แล้วนำรายได้ไปบริจาค แต่เรารู้สึกว่าการใช้เงินกับกิจกรรมที่ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่ค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก”
ปัจจุบันมูลนิธิเน้นที่การสร้างความร่วมมือระยะยาว ซึ่งครอบคลุมมากกว่าการให้เงินทุน แต่รวมไปถึงการให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ การเชื่อมโยงกับผู้ให้ทุนรายอื่น และบริการให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ เช่น วิทยาการข้อมูลและการสร้างแบรนด์ ซึ่งรายงานประจำปี 2023-2024 แสดงให้เห็นว่ามูลนิธิทำงานร่วมกับพันธมิตรถึง 58 แห่งทั่วแอฟริกา อเมริกา เอเชีย และยุโรป
หนึ่งในความร่วมมือระยะยาวของมูลนิธิคือโครงการ Educate Girls ในประเทศอินเดีย ที่มุ่งแก้ไขปัญหาสำคัญด้านการศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิงในชนบท สถิติระบุว่าในแต่ละวัน มีเด็กหญิงกว่า 4 ล้านคน อายุระหว่าง 6 ถึง 14 ปี ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก สาเหตุมาจากอุปสรรคทางสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดการสนับสนุนจากครอบครัว ตั้งแต่โครงการเปิดตัวในปี 2007 ความช่วยเหลือได้ครอบคลุมถึงกว่า 29,000 หมู่บ้านใน 4 รัฐที่มีประชากรมากที่สุดในอินเดีย และได้ช่วยให้เด็กผู้หญิงกว่า 1.8 ล้านคนเข้าเรียนในโรงเรียน
อีกหนึ่งความร่วมมือที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมากคือ โครงการ Mothers2Mothers (m2m) เป็นการจ้างงานผู้หญิงที่มีเชื้อ HIV ให้ทำงานสนับสนุนผู้หญิงคนอื่นๆ ในชุมชนของพวกเธอเอง ผ่านการให้บริการสุขภาพที่จำเป็น โครงการยังทำงานร่วมกับแม่และหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกของพวกเธอด้วย
Cyrille เน้นว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแทรกแซงทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังต้องจัดการกับความสัมพันธ์ในสังคมชุมชนด้วย อย่างเช่น หากสามีเสียชีวิต เป็นเรื่องไม่แปลกที่พี่น้องของสามีจะเข้ามารับผิดชอบครอบครัว แต่นั่นอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคเพิ่มขึ้น โครงการ m2m จึงใช้วิธีการฝึกอบรมคุณแม่หลายๆ คนให้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงในชุมชน ช่วยส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีต่อสุขภาพภายในชุมชนเอง
“ผมเพิ่งได้คุยกับผู้บริหาร m2m และได้รับทราบข้อมูลว่าตอนนี้สามารถเข้าถึงผู้หญิงได้ถึง 15 ล้านคนแล้ว จากแอฟริกาใต้ ไปจนถึงยูกันดา...อัตราการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกลดลงจาก 41 เปอร์เซ็นต์เป็นศูนย์ ปีที่ผ่านมา ไม่มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเลย โครงการนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับหลายล้านชีวิต” Cyrille เล่าด้วยความกระตือรือร้น
รางวัล Red Club x Cartier Young Leader Award 2024

Above ดร. Lynne Lim จากสิงคโปร์ได้รับรางวัลชนะเลิศในประเภท Cartier Women's Initiative Science & Technology Pioneer Award
ความต้องการในการสร้างความเปลี่ยนแปลงของ Cartier ขยายไปถึงบรรดาผู้ประกอบการที่พยายามสร้างผลกระทบเชิงบวกในสังคมด้วย ซึ่งเป็นอีกเส้นทางที่จะสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการ Cartier Women’s Initiative (CWI) เริ่มต้นขึ้นในปี 2006 เป็นการสนับสนุนธุรกิจโดยผู้หญิงทั่วโลกเพื่อเสริมพลังให้พวกเธอสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม CWI ยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่เข้าร่วมโครงการได้แสดงออกบนเวทีต่างๆ และยังให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใช้ธุรกิจเป็นพลังในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดี
อ่านเพิ่มเติม: คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กับบทบาทผู้หญิงไทยคนแรกในคณะกรรมการโอลิมปิกสากล
โครงการ Red Club x Cartier ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 น่าจะเป็นหลักฐานอย่างดีถึงความมุ่งมั่นของ Cartier ในการส่งเสริมผู้นำที่ทำเพื่อสังคม โดยการรวบรวมผู้ประกอบการอายุระหว่าง 20 ถึง 40 ปี ที่มีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำอย่างมีจิตสำนึกจากหลากหลายวัฒนธรรม
รางวัล YLA ที่เปิดตัวในปี 2021 ก็เป็นการเสริมศักยภาพให้แก่ผู้นำรุ่นใหม่ โดยมอบทรัพยากร ให้คำปรึกษา และเชื่อมโยงเครือข่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืน
งานประกาศรางวัลปีนี้ใช้แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เป็นการเน้นบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาและความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
“เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี หรือว่าอยู่ตรงกลางกันแน่ ในที่สุดแล้ว เทคโนโลยีก็เป็นเพียงเทคโนโลยี อยู่ที่ว่าเราใช้งานมันอย่างไร สิ่งสำคัญคือเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน”
เจ้าของรางวัล YLA ปีนี้ ทั้ง Didi และ Suraj ต่างเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวคิดดังกล่าว
บริษัท N&E Innovations ของ Didi ในสิงคโปร์ได้พัฒนาสารต้านจุลชีพที่กินได้จากอาหารเหลือทิ้ง เทคโนโลยีที่เธอพัฒนาขึ้นกลายเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่าสารฆ่าเชื้อแบบดั้งเดิม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในทั้งการใช้งานแบบธุรกิจต่อธุรกิจและธุรกิจต่อผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน Suraj ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Recity Network ในอินเดีย ที่เป็นผู้นำด้านการจัดการพลาสติกหมุนเวียน เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างคุณค่าในทางสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดการและรีไซเคิลขยะพลาสติกหลังการบริโภค แนวทางของ Recity Network ทำให้สามารถติดตามและจัดการทรัพยากรอย่างมีจริยธรรม และยังมีส่วนส่งเสริมเศรษฐกิจแบบปิดวงจร เป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่และส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้ง Didi และ Suraj ได้รับทุนจำนวน 50,000 ยูโร ได้รับการนำเสนอออกสื่อต่างๆ และยังมีการให้คำปรึกษาและเรียนรู้หลายๆ ด้านจากเครือข่ายของ Red Club x Cartier นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ NUS Business School และมหาวิทยาลัยซิดนีย์อีกด้วย

Above จากซ้ายไปขวา: Suresh Cuganesan, Deputy Dean, Professor of Strategy, Innovation and Entrepreneurship, The University of Sydney Business School, Suraj Nandakumar ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของ Recity Network, Lu Zhang ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ Fusion Fund ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินของ YLA, Didi Gan ผู้ก่อตั้ง N&E Innovations, Cyrille Vigneron, Yanina Novitskaya (CEO ของ Cartier ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย), Jumana Zahalka, Deputy Dean, NUS Business School และ Richard Li (หัวหน้า Red Club สาขาซิดนีย์)
การให้การสนับสนุนแบบรอบด้านมาจากความเชื่อของ Cartier ที่ว่าเรื่องการเงินเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวเท่านั้น ยังมีด้านทรัพยากรและด้านเครือข่ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่จะช่วยนำผู้นำรุ่นใหม่ไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
“ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้พัฒนาธุรกิจของพวกเขาขึ้นมา พวกเขารู้ว่ามันเวิร์ก แต่มันเป็นเรื่องการทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้รับการมองเห็นมากขึ้น”
Cyrille เชื่อว่าการยอมรับและการถูกมองเห็นจะสามารถช่วยเปิดประตูสู่เงินทุนและพันธมิตรที่มากขึ้นอีก ผู้ชนะรางวัลสามารถใช้ความน่าเชื่อถือในการเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
“เงินกู้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ไปถึงผู้หญิง ซึ่งเป็นผลจากอคติทางสังคม ...ด้วยรางวัลนี้ พวกเธอสามารถกู้เงินจากธนาคารได้มากถึงห้าเท่า’”
Cyrille ยังเน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาที่จะช่วยฝึกฝนเหล่าผู้นำรุ่นใหม่ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยด้านการพัฒนาตัวเองและทักษะด้านต่างๆ เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน เพราะผู้นำอายุน้อยเหล่านี้มักต้องจัดการทีม ต้องจัดการกับความท้าทายที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

Above ผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งสี่คน ได้แก่ Enrico Di Oto ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ OACP, Didi Gan ผู้ก่อตั้ง N&E Innovations, Aasawari Kane สมาชิกผู้ก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายการเติบโตที่ PadCare Labs และ Suraj Nandakumar ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของ Recity Network
รวมพลังเพื่อแข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกัน
หัวใจปรัชญาของ Cartier คือความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลได้ดีที่สุดเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือและการทำงานร่วมกัน
Cyrille บอกกับ Tatler ว่าวิธีการของ Cartier คือการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมงานขององค์กรอื่นๆ สนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั่วโลก แน่นอนว่า Cartier จะทำเดี่ยวๆ ก็ย่อมได้ แต่การร่วมมือกับหลากหลายองค์กรจะช่วยกระตุ้นความสนใจในโครงการเหล่านี้ได้มากกว่า
Cyrille เล่าถึง Young Presidents’ Organization (YPO) ในสหรัฐฯ เชื่อมโยงผู้บริหารระดับสูงที่ต่างให้ความสำคัญกับการเป็นผู้นำที่ดีขึ้น กับรางวัล Women in Science International โดย L’Oréal-UNESCO เป็นการสนับสนุนผู้หญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์ แม้ว่าองค์กรเหล่านี้จะแตกต่างจาก Cartier แต่ก็มีภารกิจที่คล้ายกันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก และเชื่อว่าโครงการที่องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ จะเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบวงคลื่นที่ดีงาม
มองไปยังอนาคต Cartier วางแผนที่จะขยายความพยายามในการสร้างชุมชน การมอบรางวัล Young Leader Awards ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปี 2026 โดยจะเปิดรับสมัครในฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 เป็นการเชื้อเชิญผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีให้เสนอแนวคิดที่สร้างความเปลี่ยนแปลง เป็นการขยายพันธกิจของ Cartier ในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระดับโลก
ปีหน้า Cartier ได้ร่วมจัด Women’s Pavilion ที่ Expo 2025 ในโอซาก้า คันไซ ประเทศญี่ปุ่น นับเป็นการจัดงานครั้งที่สองที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกียรติการมีส่วนร่วมของผู้หญิงต่อสังคม ภายใต้แนวความคิด “เมื่อผู้หญิงรุ่งเรือง มนุษยชาติก็รุ่งเรือง” (when women thrive, humanity thrives) ผู้นำจากหลายภาคส่วนจะมาร่วมกันพูดคุยเกี่ยวกับวิธีแก้ไขปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงการถูกบังคับให้พลัดถิ่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยากจน
Cyrille เขียนไว้ในรายงานการกุศลของ Cartier ว่าความทุกข์ที่แพร่หลายย่อมทำให้ต้องมีการดูแลที่แพร่หลาย ความเชื่อนี้เองที่เป็นหัวใจหลักของงานด้านมนุษยธรรม เกิดจากวิสัยทัศน์ของมนุษยชาติที่มีร่วมกันและแสดงออกถึงการคำนึงถึงมนุษย์ทุกคน
โครงการของ Cartier สะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่อการดูแลที่ครอบคลุม โดยแต่ละโครงการมีส่วนช่วยสร้างโลกที่เจริญรุ่งเรือง มีความหลากหลาย และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสริมพลังให้กับผู้นำรุ่นใหม่ การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง หรือการอนุรักษ์ศิลปะและความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติ Cartier ยังคงพยายามทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในระดับโลก
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Business of Good ซึ่งเป็นซีรีส์บทความที่สำรวจเรื่องราวของผู้นำระดับโลกที่ใช้ความมั่งคั่งและอิทธิพลของตนเองในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการกุศลและการกระทำเชิงบวก
อ่านบทความอื่นๆ ในซีรีส์นี้
Our Barehands กับนิยามใหม่ของแฟชั่นเชิงจริยธรรมผ่านการเสริมสร้างพลังให้กับช่างฝีมือ
คุยกับ Atul Satija ผู้ปฏิวัติกว่า 100 ธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อสร้างสรรค์โลกที่ปราศจากความยากจน
This story was originally written in English by Nafeesa Saini.
ต้นฉบับเขียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2024 โดย Nafeesa Saini โปรดคลิกที่นี่เพื่อดูเวอร์ชันภาษาอังกฤษ
อ่านเพิ่มเติม:
'มาริษา เจียรวนนท์' ผู้ชุบชีวิตตึกในตำนานและสานต่อโลกศิลปะ
'นครโต๊ะ' จากธุรกิจติดลบ สู่อาณาจักรให้เช่าอุปกรณ์จัดเลี้ยงครบวงจร
นิว พิมพ์พิชา อุตสาหจิต คลื่นลูกที่สามแห่ง 'อาณาจักรเสียงหัวเราะ'




