เมจิ อโณมา
Cover เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สุขภาพผู้ลงลึกเรื่องโภชนาการและสุขภาพด้วยการเรียนจบคอร์สโภชนาการจาก Harvard Medical School (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เมจิ อโณมา

เมจิ อโณมา ชื่อนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเธอเป็นคนรักสุขภาพและเป็นไอดอลเรื่องการออกกำลังกาย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเธอลงลึกถึงขั้นเรียนจบด้านโภชนาการจาก Harvard

การเรียนจบคอร์ส Nutrition by Harvard Medical School ของเมจิ อโณมา เป็นสิ่งที่ต่อยอดจากความหลงใหลด้านสุขภาพ นอกจากนี้เธอยังบอกด้วยว่า “เป็นการให้เกียรติผู้ที่เราไปสอน เวลาเราไปสอนใคร เรามีใบ certification ที่เชื่อถือได้จาก Harvard”

การเรียนคอร์สนี้ลงลึกไปถึงพฤติกรรมการกิน ที่เธอบอกกับเราว่าน่าสนใจมาก และนำความรู้นั้นมาใช้ในการให้คำปรึกษาได้จริง ที่สำคัญคือเป็นการเรียนเชิงวิเคราะห์

“สิ่งที่ชอบในคอร์สนี้คือ Harvard บอกว่าจริงๆ แล้วปัญหาการกินของมนุษย์บนโลกใบนี้ไม่ใช่อยู่ที่ว่าโปรแกรมไหนดีที่สุด ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเรื่องการกินสำหรับใคร โดยเฉพาะว่าต้องกินอะไรหรือใช้สูตรคุมน้ำหนักแบบใด แต่ Harvard สอนในเชิงวิเคราะห์ว่าปัญหามักเกิดจาก "attitude, behavior, culture and financial, stages of life”

อ่านเพิ่มเติม: เมจิ อโณมา: บททดสอบจาก Everest Marathon ที่เปลี่ยนความคิดเธอไปตลอดกาล

Tatler Asia
เมจิ อโณมา
Above เมจิ อโณมา ขณะออกกำลังกายเพื่อฝึกซ้อมร่างกายให้แข็งแรงเสมอ (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
Tatler Asia
เมจิ อโณมา
Above เมจิ อโณมา ฝึกซ้อมการปั่นจักรยาน อีกหนึ่งกีฬาที่ทดสอบความแข็งแกร่งของร่ายกาย (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
เมจิ อโณมา
เมจิ อโณมา

เมื่อเอ่ยชื่อ เมจิ อโณมา หลายคนคิดว่าน่าจะมีความรู้เรื่องสุขภาพเยอะแล้ว ทำไมจึงตัดสินใจเรียนคอร์ส Nutrition by Harvard Medical School อีก
ที่เลือกเรียนวิชานี้เพราะนำมาใช้งานได้จริงเลย อย่างที่บอกว่าเมจิทำงานเป็นที่ปรึกษาและผู้บรรยายเรื่องการกินและสุขภาพให้กับองค์กรต่างๆ ด้วย การเรียนที่ Harvard เมจิคิดว่าตรงกับที่ต้องการ เพราะเรียนออนไลน์ร่วมกับคนทั่วโลก ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมการกินจากประเทศต่างๆ เพราะที่ Harvard บอกไว้ว่า วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการกินของคนเรา

นอกจากวัฒนธรรมแล้ว มีปัจจัยอื่นหรือไม่ที่ส่งผลต่อการกิน
ที่เรียนมา Harvard จะสอนในเชิงวิเคราะห์ อย่างที่บอกว่าปัญหาการกินนั้นเกิดจาก attitude, behavior, culture and financial, stages of life คำว่า culture ในที่นี้ไม่ใช่วัฒนธรรมในเชิงสังคมวิทยาที่หมายถึงความเชื่อ ศาสนา แต่จะหมายถึง culture  ขององค์กร culture ของครอบครัว culture ของตัวเราเอง Harvard เขาสอนว่า culture คือลัทธิบางอย่างที่เราตั้งขึ้นมาแล้วมันกลายเป็น circle of life ของเรา

Tatler Asia
เมจิ อโณมา
Above เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพที่พิชิต Everest Marathon ได้สำเร็จ (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
Tatler Asia
เมจิ อโณมา
Above เมจิ อโณมา บนเส้นทางพิชิต Everest Marathon (ภาพ: Facebook.com / @Meiji Anorma)
เมจิ อโณมา
เมจิ อโณมา

ยกตัวอย่าง เราทุกคนมี culture ของตัวเอง เช่น เวลาเริ่มงานต้องกินกาแฟต้อง 1 แก้ว เวลาเบรกงานต้องเดินไปสูบบุหรี่ culture ของเมจิ คือ ตื่นเช้าต้องดื่มคาปูชิโน่ก่อน 1 แก้ว แล้วไปออกกำลังกาย เขาบอกว่า pain ของการแก้ไขพฤติกรรมการกินอยู่ตรงนี้เลยค่ะ 

เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนได้ เขาเรียกว่า transition culture เหมือนเขาอยู่ในวงกลม A และต้องการข้ามไปวงกลม B คนส่วนใหญ่ก็จะแค่ให้เขาทิ้งวงกลม A แล้วไป B เลย แต่มันผิดวัฒนธรรมของเขาไงคะ เพราะระหว่างทางที่จะไปวงกลม B นั้นอาจจะมีภูเขาอยู่สามลูก คนส่วนใหญ่เจอภูเขาลูกแรกก็อาจล้มเลิกแล้ว เพราะมันยาก นี่เป็นหลักวิเคราะห์ว่า structure การกินของมนุษย์มันไม่ได้เกิดจาก structure of food เท่านั้น มันเกิดจาก structure of culture and financial ด้วย

อ่านเพิ่มเติม: เช็คเทรนด์สุขภาพมาแรง พร้อมรู้จักศาสตร์บำบัดแบบครบวงจรที่ Rakxa wellness

Tatler Asia
เมจิ อโณมา
Above เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สุขภาพที่มีอีกงานหนึ่งคือการเป็นที่ปรึกษาสุขภาพ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เมจิ อโณมา

ในฐานะที่ปรึกษาที่ต้องเจอคนหลากหลาย การให้ทางแก้เรื่อง financial ที่ส่งผลกระทบต่อการกินนั้นต้องทำอย่างไร

ที่ Harvard จะสอนให้วิเคราะห์และ observe ค่ะว่า คนที่มาขอคำปรึกษาเรามี financial ที่ระดับไหน และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องไม่ไปกวน financial ของเขา ถ้าเขามี financial ในระดับดี เขาอาจอยากจ้างเทรนเนอร์มาเลย เราก็อย่าไปกวน เพราะเขาจ่ายได้ 

ส่วนคนที่ financial อยู่อีกระดับ เราก็ต้องปรับวิธีการสอนเขาและหาวิธีที่เหมาะกับเขา ยกตัวอย่างเรื่อง culture ของการกินก็ได้ว่า ไขมันดีมีในอะโวคาโด แซลมอน ทีนี้คนที่หาของเหล่านี้ไม่ได้จะทำอย่างไร หน้าที่ของที่ปรึกษาคือ หาไขมันดีใน culture เราให้ได้ สุดท้ายเมจิหาข้อมูลเจอว่า ไขมันดีจากปลาดุกก็ใช้ได้เหมือนกัน ซึ่งคนไทยเราก็ต้มปลากินกันอยู่แล้ว หรือแม้แต่คนญี่ปุ่นก็นำปลามาต้มซุปเหมือนกัน   

ทีนี้เมจิก็เลยหาแหล่งของสารอาหารดีใน culture เราอีก เช่น โพรไบโอติก ถ้าเป็นญี่ปุ่นจะมีนัตโตะ เกาหลีก็เป็นกิมจิ เม็กซิกันก็คือโยเกิร์ต ไทยเราก็คือปลาร้านั่นเอง ส่วนคำว่ากินผักเยอะๆ เราอาจนึกถึงสลัดแบบฝรั่ง แต่จริงๆ แล้วส้มตำสักจานหรือกินขนมจีนที่แกล้มผักเยอะๆ นั่นก็ทำให้เราได้กินผักเยอะแล้ว

Tatler Asia
เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สุขภาพผู้ลงลึกเรื่องโภชนาการและสุขภาพด้วยการเรียนจบคอร์สโภชนาการจาก Harvard Medical School
Above เมจิ อโณมา (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เมจิ อโณมา อินฟลูเอนเซอร์สุขภาพผู้ลงลึกเรื่องโภชนาการและสุขภาพด้วยการเรียนจบคอร์สโภชนาการจาก Harvard Medical School

ควรพาตัวเองออกไปเจอสภาวะธรรมชาติ เจอลม เจอแดด ได้ฟังเสียงนก เสียงต้นไม้ รู้ไหมคะว่าแรงสั่นสะเทือนที่ดีที่สุดคือแรงสั่นสะเทือนจากธรรมชาติ

- เมจิ อโณมา -

จากความรู้ที่เรียนมาทำให้รู้ว่าการกินอยู่ให้สุขภาพดีนั้นพื้นฐานคือเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีรูปแบบตายตัวใช่ไหม
คนจะถามเมจิตลอด ทำอย่างไรให้สุขภาพดี กินยังไงให้ดี พื้นฐานคือ อย่ากินอะไรซ้ำๆ ออกกำลังกาย เคลื่อนไหวให้หลากหลาย สัมผัสกับธรรมชาติบ้าง 

กินดียังไงก็อย่างที่เมจิบอกว่าเราต้องดู culture ของเราและหาวัตถุดิบใกล้ตัว กินหลากหลาย เรื่องออกกำลังกายที่จริงต้องพูดว่าเคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุด ถ้าเราไม่ได้ออกกำลังกายอย่าไป worry บางทีงานเราเยอะ ไม่มีเวลา แค่เปลี่ยนอิริยาบถนั่งกับยืน เอาที่มันมีหลาย movement ในออฟฟิศ เช่น ถ้าต้องขึ้นรถไฟฟ้าก็เลือกยืนเอา เพราะเรานั่งในที่ทำงานมานานแล้วจนปวดหลัง แต่ถ้าวันไหนมีงาน แล้วเราต้องเดินทั้งวัน ต้องออกกอง ต้องถ่ายรูป อย่าไปกังวลนั่นคือ physical ไปแล้วในตัว

ถ้าอยากมีเวลาออกกำลังกายจริงๆ หาเวลาออกกำลังกายที่คิดว่าเราทำได้ทุกวัน วันละน้อยๆ ไม่ต้องเยอะ บางคนอาจชอบออกกำลังกายตอนเช้า แล้วรู้สึกว่ามัน fresh แต่บางคนออกกำลังกายตอนเช้าแล้วง่วง ก็ไม่เป็นไร ไปเลือกตอนเย็น เอาเวลาที่ตัวเองรู้สึกว่าทำได้ดี

นอกจากนี้เราควรพาตัวเองออกไปเจอสภาวะธรรมชาติ เจอลม เจอแสงแดด ได้ฟังเสียงนก เสียงต้นไม้ รู้ไหมคะว่าแรงสั่นสะเทือนที่ดีที่สุดคือแรงสั่นสะเทือนจากธรรมชาติ แค่เสียงนก เสียงต้นไม้ก็เป็นเสียงที่มีหลายมิติ ต่างจากเสียงที่เราฟังจากหูฟังที่สมองจะจับจุดกำเนิดได้แค่จุดเดียว เพราะเสียงจากธรรมชาตินั้นมีเลเยอร์หลายชั้น 

หรือเปรียบเทียบเวลาที่ดูภาพถ่ายภูเขากับการได้ไปเห็นภูเขาจริงๆ ตามนุษย์เราทำงานคนละแบบเลยนะคะ ภูเขาที่เราเห็นในชีวิตจริง เมื่อตามองเห็น สมองเราจะทำงานหลายชั้นกว่ามาก เขาถึงบอกว่าเสาร์-อาทิตย์ออกไปทะเลเจอธรรมชาติบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้เจอธรรมชาติบ่อยๆ จึงจะครบระบบที่ healthy การดูแลสุขภาพจึงที่ไม่ใช่อยู่ที่การกินคลีนเท่านั้น

การออกกำลังกายนั้น บางทีไม่ต้องหักโหม แค่เบาๆ แล้วทำสม่ำเสมอดีกว่า

- เมจิ อโณมา -

โดยส่วนตัวเมจิดูแลสุขภาพอย่างไร
หลักสูตรของเมจิคือ 80:20 ค่ะ 80 เปอร์เซนต์ คือเราสร้างรูทีนเรื่องการกินให้เป็นระบบก่อน ส่วนอีก 20 เปอร์เซนต์ คือเราก็กินตามใจได้ ไม่ว่าจะเป็นชาไข่มุก พิซซ่า ลูกชิ้น เพราะเราสร้างอิทธิพลส่วนใหญ่ให้ชีวิตไว้เป็นระบบที่ดีแล้วถึง 80 เปอร์เซนต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซนต์นั้นคือน้ำหล่อเลี้ยงวิญญาณเรา เรากินมันได้แบบมีความสุข ไม่รู้สึกผิด เพราะรู้ว่าของไม่ดีเหล่านั้นทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ได้กินทุกวัน ส่วนคนธรรมดานั้นเมจิแนะนำว่าลองแบ่งสัดส่วนที่ 70:30 ก่อนก็ได้ ค่อยๆ สร้างไป

อยากให้กำลังใจคนที่เริ่มออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพว่า เป็นธรรมดาที่จะขี้เกียจ ท้อ หรือ burnout ซึ่งเมจิก็เป็นหมือนกัน แต่เมจิรู้ว่าการที่เราออกกำลังกาย กว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องฝ่าภูเขาหลายลูก ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานก็จะลำบากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายนั้น บางทีไม่ต้องหักโหม แค่เบาๆ แล้วทำสม่ำเสมอดีกว่า

Topics

Panit Tanasuk
Features Editor, Tatler Thailand
Tatler Asia

ผานิต ธนะสุข เป็นบรรณาธิการ Features Editor ประจำ Tatler Thailand ดูแลเนื้อหาบทความเชิงลึกตั้งแต่บทสัมภาษณ์เจาะลึกบุคคลที่น่าสนใจ เรื่องราวของความยั่งยืน ผู้หญิงแถวหน้าในหลายแวดวง และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เธอมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากว่า 10 ปี