นก ประภาวดี โสภณพนิช กับภารกิจในการผลักดันให้ ‘คริสตีส์’ (Christie’s) เป็นมากกว่าสถาบันการประมูล แต่คือแสงที่ส่องสว่างให้ผลงานศิลปินไทยได้เฉิดฉายและขับเคลื่อนแวดวงศิลปะไทยสู่เวทีโลก
ประวัติศาสตร์อันยาวนานเกือบ 260 ปีของคริสตีส์ (Christie’s) สถาบันการประมูลชั้นนำ ที่ให้บริการซื้อขายงานศิลปะ ของสะสม รวมถึงการประมูล ทั้ง Evening Sales, Day Sales และออนไลน์ รวมกว่า 350 ครั้งต่อปี ครอบคลุมกว่า 80 หมวดหมู่ และสนนราคาตั้งแต่ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์
สำหรับประเทศไทยแล้ว สำนักงานครีสตีส์ เพิ่งเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 1998 หลังวิกฤติต้มยำกุ้งหนึ่งปี จากที่เคยดูแลแค่พื้นที่ประเทศไทย ก็ขยับขยายมาดูแลตลาดอินโดไชน่า โดยมี นก ประภาวดี โสภณพนิช นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการคริสตีส์ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT)
แม้จะเป็นถึงหัวเรือใหญ่ของครีสตีส์ แต่ตลอดการให้สัมภาษณ์ เราสังเกตว่าผู้หญิงแถวหน้าคนนี้ ไม่ลืมที่จะกล่าวถึงผู้คนอื่นในแวดวงศิลปะอย่างให้เกียรติ ทั้งศิลปิน นักสะสม แกลเลอรี แม้กระทั่ง auction house ในประเทศ เธอย้ำเสมอว่า ‘เราทุกคนทำงานด้วยตัวคนเดียวไม่ได้’ การผลักดัน ecosystem จึงต้องก้าวไปด้วยกัน
อ่านเพิ่มเติม: ครบรอบหนึ่งปี 'บ้านพิพิธภัณฑ์ คุณาวงศ์' กับการสานต่อความฝันของพ่อ โดยทายาทสาว ดรีม เหมือนฝัน สิริกรณ์ คุณาวงศ์

Above บรรยากาศการประมูลคริสตีส์ (Christie’s)
ผลักดันศิลปินไทยสู่เวทีโลก
ย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อน นก ประภาวดี ได้รับการทามทามให้เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหาร คริสตีส์ ประเทศไทย โดยดูแลรับผิดชอบเฉพาะตลาดเมืองไทยเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลงานศิลปะไทยยังไม่เป็นที่รู้จักในเวทีระดับนานาชาติ ขณะที่ตลาดภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก
“ถ้าถามทีมคริสตีส์ที่ฮ่องกง หรืออังกฤษ แทบจะไม่มีใครรู้จักศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ยิ่งศิลปินไทยนี่น้อยมาก แม้แต่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็อาจจะมีแค่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวข้องกับศิลปะไทยจริงๆ ถึงจะรู้จัก ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงแรกเริ่ม คือทำให้คนรู้จักก่อนว่า Thailand คืออะไร”
ตลอดระยะเวลาการทำงาน เธอรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนช่วยทําให้ศิลปินไทยเริ่มเป็นรู้จักในวงของคริสตีส์ ซึ่งหมายโอกาสที่ผลงานไทยจะได้รับการยอมรับในสายตานักสะสมทั่วโลก โดยผลงานของศิลปินคนแรกๆ ที่ถูกนำไปจัดแสดง คืองานของ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2544) เนื่องจากอาจารย์ถวัลย์ นับได้ว่าเป็นบุคคลที่สําคัญที่สุดคนหนึ่งในวงการประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทย
“เราพยายามผลักดันผลงานอาจารย์ถวัลย์ไปโชว์ที่ Evening Sales ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับศิลปินระดับสากล และถือเป็นช่วงไฮไลต์ของตลาดศิลปะในปัจจุบัน โดยเราภูมิใจว่าสามารถ break world record ให้กับอาจารย์ได้สำเร็จ และทำให้นักสะสมเริ่มรู้จักงานของอาจารย์ถวัลย์มากขึ้น มองเห็นรูปก็รู้ว่านี่คืองานของถวัลย์ ดัชนี”
อ่านเพิ่มเติม: 5 ผลงานศิลปะราคาประมูลสูงสุด ในนิทรรศการ WWW ของ The Art Auction Center

Above นก ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการคริสตีส์ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี
อีกหนึ่งผลงานชั้นครูที่ถูกนำนำไปพรีเซนต์บนเวทีระดับนานาชาติ คือ งานของอาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ‘[ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2548] หนึ่งในศิลปินที่มีพรสวรรค์ ซึ่งผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเอง (self-taught artist) โดยผลงานชิ้นโบแดงของอาจารย์ได้ถูกนำไปจัดแสดง และทําให้อาจารย์ break world record ไปได้ถึงสองครั้ง
หลังจากนั้น ออฟฟิศประเทศไทย ก็พยายามผลักดันให้ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพให้มีพื้นที่ในการโปรโมตตัวเอง เช่น ก้องกาน กันตภณ เมธีกุล ศิลปินรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยความ unique และ universal ซึ่งเป็นจุดที่ทําให้คริสตีส์มองเห็นโอกาสและไว้ใจให้กรุงเทพฯ เป็น regional based ของอินโดไชน่า รวมถึงแต่งตั้งให้ นก ประภาวดี ดูแลรับผิดชอบ ทั้งตลาดประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของวงการศิลปะบ้านเรา
ทั้งนี้ ในงานประมูล 20th/21st Century Asia Spring Sales 2025 ของคริสตีส์ ผลงาน Flyte ของก้องกาน สามารถปิดประมูลที่ราคา 630,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งสูงกว่าราคาประเมิน 380,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ถึงเกือบสองเท่า สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความสนใจในผลงานศิลปะร่วมสมัยจากประเทศไทยที่กำลังเติบโตในตลาดศิลปะระดับนานาชาติ

Above ผลงานของอาจารย์ประเทือง เอมเจริญ

Above ผลงาน ‘Flyte’ ของก้องกาน กันตภณ เมธีกุล
อาเซียนพร้อม ไทยพร้อม
ช่วงเวลาหกปีที่ผ่านมา ผู้บริหารหญิงแห่งคริสตีส์ ยอมรับว่า เธอโชคดีที่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความพร้อมสำหรับการเติบโต
“หากย้อนกลับไปดูแค็ตตาล็อก Asian Art ของคริสตีส์ เมื่อหกปีที่แล้ว งานส่วนใหญ่จะเป็นของศิลปินจีน ซึ่งต่างจากในปัจจุบันที่ผลงานมีความหลากหลาย เราได้เห็นงานของศิลปินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น รวมถึงตัวเลขการเติบโตของแวดวงศิลปะในภูมิภาค ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ก็เติบโตขึ้นเป็น double digit”
ขณะที่ ecosystem ของประเทศไทยก็มีความแข็งแรง และมีศักยภาพที่จะเติบโตไปสู่ ‘Creative Hub’ ของภูมิภาคได้ไม่ยาก
“วงการศิลปะไทยค่อนข้างไปได้ดีมาก ดีเอ็นเอของคนไทยเป็นกลุ่มคนที่มีความสร้างสรรค์สูง เรามีศิลปินดีๆ ที่พร้อมจะไปโปรโมตผลงานในเวทีระดับภูมิภาค เรามีเทศกาลศิลปะอย่าง Biennale ที่ทำออกมาได้อย่างมืออาชีพ เรามีสถาบันศิลปะที่สำคัญอย่าง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ซึ่งคริสตีส์มีความร่วมมือในการฟูมฟักศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการ รวมถึงระบบแกลเลอรีที่ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล ปัจจุบันมีแกลเลอรีหลายแห่งที่สามารถไปแสดงงานใหญ่ๆ อย่าง Art Basel Hong Kong รวมถึง Art Basel in Basel นอกจากนั้น เรายังมีสถาบันการประมูลในไทย (local auction house) ทั้งสองแห่งที่มีศักยภาพ ซึ่งช่วยปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะให้แก่บรรดานักสะสม ก่อนที่พวกเขาจะ graduate ไปสู่เวทีการประมูลของคริสตีส์”
แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อต่อการเติบโต แต่ นก ประภาวดี ยอมรับว่า วงการศิลปะในบ้านเรายังต้องการองค์ประกอบบางอย่างที่มาช่วยเติมเต็ม โดยเฉพาะการสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาล
“หลายคนพูดถึงนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะเรื่องภาษี ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยจุดประกายให้นักสะสมสามารถเข้ามาซื้อผลงานของศิลปินไทยได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น โครงการศิลปินในพำนัก (Artist In Residency) ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างศิลปินไทยกับต่างประเทศ และเป็นโครงการที่ไม่ต้องใช้ทุนเยอะ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ และยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางด้านศิลปะวัฒนธรรมของภูมิภาคได้สำเร็จ”

Above นก ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการคริสตีส์ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เปิดคอลเล็กชั่นนักสะสมชื่อดัง
ไม่เพียงแต่คริสตีส์ที่พยายามโปรโมตศิลปินไทยให้เป็นที่รู้จักผ่านเวทีการประมูลในระดับภูมิภาค บรรดานักสะสม (serious collector) ผู้คร่ำหวอดในแวดวงศิลปะไทย ซึ่งเคยมีเพียง 5-6 รายในฐานข้อมูลของคริสตีส์เมื่อหกปีที่แล้ว ก่อนจะเติบโตเป็นหลักร้อยในปัจจุบัน ก็เริ่มให้ความสนใจเผยแพร่คอลเล็กชั่นส่วนตัวสู่สาธารณชนมากขึ้น
หัวเรือใหญ่คริสตีส์ เริ่มไล่เรียงรายชื่อตั้งแต่ กิ๊ก เยาวณี นิรันดร ผู้ก่อตั้งคริสตีส์ ประเทศไทย ที่ปัจจุบันไปเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 (129 Art Museum) ที่เขาใหญ่ และถือเป็นสารานุกรม (encyclopedic) ที่ดีที่สุดของงานศิลปะไทยก็ว่าได้
เช่นเดียวกับ มาริษา เจียรวนนท์ APAC Advisory Council ของคริสตีส์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์มาก ไม่ใช่แค่สำหรับในเมืองไทย แต่รวมถึงวงการศิลปะระดับโลก ตอนนี้เธอผันตัวมาเป็น art sharer กับการเปิดประสบการณ์ใหม่ บนแลนด์มาร์คที่แตกต่าง อย่าง Bangkok Kunsthalle และ Khao Yai Art Forest

Above พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 (129 Art Museum)

Above Khaoyai Art Forest

Above Khaoyai Art Forest
นอกจากนั้น แชง ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ลูกชายของเพชร โอสถานุเคราะห์ ก็กำลังจะเปิด Dib Bangkok (International Contemporary Art Museum) อย่างเป็นทางการในปลายปีนี้
“คุณพ่อเขาเหมือนเป็น life-time collector เขาเป็นคนที่รักในศิลปะจริงๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าแชงโชคดีที่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางงานศิลปะเหล่านี้ตั้งแต่อ้อนแต่ออก แม้ดนตรีและศิลปะจะอยู่ในสายเลือดของเขา แต่เรามั่นใจว่าแชงจะมีมุมมองเป็นของตัวเอง และเขาจะสามารถปักหมุดให้ Dib Bangkok ก้าวไปอยู่บนแผนที่โลกได้สำเร็จ ซึ่งพ่อของเขาจะต้องภูมิใจมากๆ”
เช่นเดียวกับ ณรงค์ อิงค์ธเนศ ผู้รวบรวมผลงานของอาจารย์ดํารง วงศ์อุปราช เอาไว้มากที่สุด และเป็นนักสะสมผู้สนับสนุนคริสตีส์มาอย่างยาวนาน ล่าสุดก็เพิ่งประกาศว่า กําลังจะเปิดพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (private museum) ให้ทุกคนได้ชมในช่วงปลายปีหน้า
นอกจากนั้น ยังมีนักสะสมอีกหลายท่านที่เริ่มเผยแพร่คอลเล็กชันส่วนตัว เพื่อช่วยยกระดับการศึกษาในแวดวงศิลปะ และทําให้เด็กรุ่นใหม่ๆ หันมาเริ่มสะสมหรือสนใจงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น

Above Dib Bangkok

Above The Museum of Narong Waleeporn Intanate Collection (MoNWIC)
ศิลปินที่คริสตีส์มองหา
ในระบบนิเวศน์ของโลกศิลปะ ภารกิจที่ยากที่สุดในมุมมองของ นก ประภาวดี คือการเป็น ‘ศิลปิน’ นั่นคงเพราะเธอคือผู้อยู่เบื้องหลังการเป็น promoter และ supporter มาโดยตลอด
“คนที่เป็นศิลปิน มันต้องมาจากส่วนลึกๆ ข้างใน เขาต้องมี voice เป็นของตัวเอง และ voice นั้นต้อง unique และ universal ด้วย ในโลกนี้มีศิลปินมากมายและหลากหลาย เราต้องคิดว่าอะไรที่จะเป็นจุดที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ดังนั้น อย่าไปหลงเทรนด์มาก เพราะว่าอะไรที่มันโตเร็ว มันก็จะหายไปเร็วด้วยเช่นกัน”
ผู้บริหารหญิงแห่งคริสตีส์ อธิบายว่า เธอพยายามเลือกศิลปินที่มีความ unique พร้อมผายมือไปที่ภาพธงชาติสีเหลืองด้านหลังเธอ ซึ่งเป็นผลงานอันโดดเด่นของ นที อุตฤทธิ์
“เวลาเราเห็นงานพี่นที เราจะรู้ได้ทันที เช่นเดียวกับงานของก้องกาน เพราะมันมีทั้งความ unique และ universal appeal ขณะที่ศิลปินเหล่านี้ก็ยังมีทั้งความเป็นมืออาชีพ และความต่อเนื่องในการผลิตผลงาน”

Above นก ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการคริสตีส์ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
นอกจากนั้น เธอยังให้คำแนะนำว่า ในยุคของโซเชียล มีเดีย อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับศิลปินบางคนที่พูดไม่เก่ง หรือไม่สันทัดมาร์เก็ตติ้ง แต่หากเราสามารถสื่อสารให้กับนักสะสมเข้าใจได้ว่า งานของเรา represent อะไร หรือมีคุณค่าความหมายอย่างไร ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผลงานของเราได้มากขึ้น
ท้ายที่สุด นก ประภาวดี อยากให้ศิลปินทุกคนเปิดใจให้กว้าง เพราะบางครั้งในระบบนิเวศน์ของวงการศิลปะ เราอาจมีมุมมองหรือกรอบความคิดที่แตกต่างกัน
“เราเชื่อว่าการจะได้รับความไว้วางใจจากศิลปินมันต้องใช้เวลา แต่อยากให้ศิลปินทุกคนมองว่า เราเป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่จะช่วยขยายตลาดให้เขา เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึกว่า เราทำงานร่วมกันได้ และโตไปด้วยกันได้”

Above นก ประภาวดี โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการคริสตีส์ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา (CLMVT) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)





