Cover เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงสาวที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ภาพ: Tatler Thailand)

เวลาเก้าปีที่ห่างหายไปจากหน้าจอบันเทิง เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ไม่เพียงแค่เปลี่ยน mindset ต่อการมองโลกและสังคมเท่านั้น วันนี้เธอกลับมาพร้อมเรื่องราวของการทำงานเพื่อความยั่งยืนที่น่าสนใจ

การปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของใครต่อใครมากมาย ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยแรงกาย แรงใจ และความอดทนหนักแน่น เพื่อให้ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปได้ และเชอรี่ เข็มอัปสร ยังคงทำเช่นนั้น

ในจอ เธอกลับมาด้วยบทบาทนางเอกที่หลงลืมหน้าที่ภรรยาจนเกิดปัญหาครอบครัว แต่นอกจอเธอสนุกกับผืนป่า สายน้ำ นาข้าว และท้องทุ่ง ทั้งยังสร้างพลังที่เป็นความหวังของผู้คนจำนวนมาก จนล่าสุดเป็น brand ambassador เพื่อสื่อสารภารกิจเรื่องน้ำร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขณะที่แบรนด์ข้าว “สิริไท” ก็พร้อมที่จะพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกไปไม่รู้จบ

อ่านเพิ่มเติม: คุยกับ เชอรี่-เข็มอัปสร เรื่องไลฟ์สไตล์คนรักธรรมชาติ และการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม

Tatler Asia
Above เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงสาวที่หลายคนยกให้เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ภาพ: Tatler Thailand)

สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้มาสนใจเรื่องข้าวเป็นพิเศษ
เริ่มจากการไปปลูกป่า เพื่อแก้ปัญหาป่าไม้และป่าต้นน้ำ พอไปเห็นวิถีชีวิตชาวนา ก็อยากช่วยชาวนา และจำนวนเกษตรกรในประเทศไทยเป็นชาวนาในสัดส่วนที่สูงมากด้วย อีกอย่างคือเชอรี่ยังชอบกินข้าวมาก รู้สึกว่าข้าวคือเอกลักษณ์ของของอาหารไทยและความเป็นไทย เราทำเรื่องข้าวที่สกลนครและยโสธร เพราะสนใจวิธีการปลูกข้าวแบบทางภาคอีสาน ซึ่งก่อนจะเป็นชุมชนนี้ เราดูอยู่หลายที่มาก แล้วเลือกจากการชิมข้าวร่วมๆ 20 สายพันธุ์ จากนั้นก็ค่อยๆ ตัดออก ตอนนั้นเชอรี่ว่าตัวเองเป็น expert เรื่องการกินข้าวเลยนะคะ (ยิ้ม) เพราะเราชอบกินข้าว เลยพอจะรู้ว่าพันธุ์ไหนหอม พันธุ์ไหนอร่อย

จุดเริ่มต้นของการทำงานด้านอนุรักษ์
ตอนที่ประเทศไทยมีน้ำท่วมหนักมากในปี 2011 เชอรี่ได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่รู้สึกว่าใหญ่มาก เราก็อยากทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือ แก้ไข แต่เราก็เป็นแค่คนตัวเล็กๆ จะไปทำอะไรได้ จนปี 2016 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงชวนไปลงพื้นที่ที่จังหวัดน่าน เหมือนไปดูว่าเขาหัวโล้นเกิดจากอะไร และทำให้เกิดปัญหาอะไรบ้าง ทริปนั้นเองที่เกิดแรงบันดาลใจมาก จนกลับมาทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการแรกของตัวเองชื่อ Little Forest เป็นการปลูกป่าให้ได้ป่าจริงๆ ด้วยการปลูกและดูแลอย่างต่อเนื่องมาอีกสามปี

อ่านเพิ่มเติม: แอนโทเนีย โพซิ้ว กับพลังผู้หญิงที่ขับเคลื่อนโลก

ทำร่วมกับหน่วยงานใด
ทำเองเลยค่ะ ตอนทำก็มีคนมาร่วมด้วยอย่างพี่โรจ (ภูภวิศ กฤตพลนารา) ซึ่งทำแบรนด์เสื้อผ้า Issue Thailand และอาจารย์อโณทัย ชลชาติภิญโญ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเรา จากนั้นเราก็ไปร่วมกับอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือตอนบน อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ วิทยาลัยชุมชนแพร่ จากนั้นก็ติดตามผล อัตราการรอดตายของต้นไม้เป็นเท่าไร ต้นไม้เราโตไปเป็นแบบไหน มีคนที่เป็นเจ้าหน้าที่มาคอยเฝ้าระวังไฟป่า ระวังการตัดทำลาย ทำให้เห็นว่าเวลาทำอะไรก็ตามไม่ใช่เกิดขึ้นได้เพียงแค่ในวันเดียว ไม่ใช่ปลูกต้นไม้หนึ่งวันแล้วจะได้ป่า แต่เราต้องรู้ว่าจะปลูกในพื้นที่แบบไหน เขาอยากให้เราไปปลูกตอนนั้นไหม จะมีคนมาร่วมกับเราไหม

มีคำถามเยอะไหมเรื่องไม่ได้เล่นละคร แล้วมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมแทน
มีมาตลอดค่ะ ตั้งแต่แรกที่เริ่มทำแล้ว ตั้งใจไม่รับละครเพราะเป็นช่วงเวลาที่หันมาสนใจเรื่องนี้พอดี และอ่านบทละครแล้วก็ยังไม่เจอบทที่ใช่ พอความสนใจมาอยู่ตรงนี้ก็รู้สึกสนุก แต่ก็เหมือนเหรียญสองด้าน คือมีแรงเสียดทานตั้งแต่ตอนแรกเลย อย่างคุณพ่อถามว่าทำไมไม่ทำงาน มัวทำอะไรอยู่ หลายคนก็สงสัยในสิ่งที่เราทำ เพราะเมื่อเก้าปีที่แล้วยังไม่มีการพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเท่าทุกวันนี้ มันเลยเป็นความยากลำบากในการสื่อสาร

วิธีแก้คือเชอรี่ทำงานนี้ให้เหมือนเป็นงานประจำ มี commitment ในรูปแบบบริษัท เลยเกิดเป็นบริษัทที่ทำแบรนด์ข้าวสิริไทนี่ล่ะค่ะ เพื่ออยากทำเรื่องข้าวให้ต่อเนื่อง แต่พอเริ่มทำก็เจอโควิดพอดี การใช้เงินส่วนตัวช่วยเกษตรกรซื้อข้าวจะช่วยได้แค่ครั้งเดียว แต่ถ้าสร้างแบรนด์ เราจะได้ลูกค้าที่เห็นด้วยกับการสนับสนุนชุมชน  และในฐานะผู้ผลิต เราอยากทดลองในเรื่องบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งล้วนมีต้นทุนของมัน ถ้าหวังผลกำไรเราก็จะถอดใจ แต่ถ้าไม่หวังและทำด้วยความรู้สึกว่าเป็นการเรียนรู้ เราก็จะได้เรียนรู้ เพราะนี่คือของจริง ไม่ใช่ในห้องเรียนหรือจากหนังสือ ซึ่งที่ทำมานับว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากในหลายๆ เรื่อง

ถ้าหวังผลกำไรเราก็จะถอดใจ แต่ถ้าไม่หวังและทำด้วยความรู้สึกว่าเป็นการเรียนรู้ เราก็จะได้เรียนรู้ เพราะนี่คือของจริง

- เข็มอัปสร สิริสุขะ -

ปัญหาที่เจอคืออะไรบ้าง
เยอะแยะค่ะ ตลอดทาง เจอปัญหาตั้งแต่ตอนทำ non profit ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคน ในการที่เราต้องประสานงานหรืออะไรต่างๆ คนเป็นปัจจัยสำคัญมาก ตั้งแต่เรื่องการสื่อสาร ต้องสื่อสารให้เขาเข้าใจว่าทำไมเราต้องทำสิ่งนี้ ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการสื่อสาร ใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน หรือให้เขาเข้าใจภาพรวมถึงสิ่งที่เราจะทำ

สามารถใช้ชื่อเสียงของเราช่วยเรื่องการสื่อสารได้บ้างไหม
อาจช่วยได้ในเบื้องต้น เวลาจะทำโครงการ เราลงไปชุมชน เชอรี่จะเริ่มพูดคุยก่อน ว่าเขาอยากร่วมกับเราไหม เพราะมันเป็นโครงการระยะยาวสามปี แรกๆ ความมีชื่อเสียงอาจช่วยตรงนี้ คือพอเราเข้าไปพี่ๆ น้องๆ ในหมู่บ้านก็ตื่นเต้นขอถ่ายรูป พอเราพูดก็เหมือนเขาตั้งใจฟัง ว่าสิ่งที่เรากำลังจะบอกคืออะไร แต่ถ้าเราสื่อสารอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำ ไม่มีความต่อเนื่อง หรือไม่มีความจริงใจกับคนในพื้นที่ถึงเรื่องที่จะทำจริงๆ เขาก็จะไม่มากับเราอีก

เขาฟังแล้วเชื่อไหม ว่าเราจะทำจริง
แรกๆ เขาคงไม่เชื่อ คงสงสัยว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เพราะเราก็ไม่ได้อยู่ในวงการเกษตร ไม่ได้มีความรู้ ไม่มีเหตุผลที่เขาต้องเชื่อเราอยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ความที่เราเป็นคนดื้อ อยากทำให้ได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร เราพร้อมแก้ไขและลุยไปกับมัน ซึ่งพอเราใช้ระยะเวลาไปอย่างนี้ ความรู้สึกของคนในชุมชนก็เปลี่ยนไป เขาเชื่อเรา เพราะเรามีการสร้างฝายด้วย นอกเหนือจากการปลูกต้นไม้สองหมื่นต้น และดูแลต่อเนื่องสามปี

ระหว่างทางก็คือการสร้างฝายปูนขนาดใหญ่ 25 เมตร ซึ่งใช้เงินเป็นล้าน ก็ต้องหาเงิน หาคนมาสร้าง นอกจากที่เราได้เรียนรู้วิธีการสร้างจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงแล้ว เรายังนำตัวแทนหมู่บ้านไปเรียนรู้ด้วยกัน แล้วกลับมาสอนคนในพื้นที่อีกเพื่อช่วยกันสร้าง โดยมีคนมาลงชื่อกันเยอะมาก ฝายๆ หนึ่งที่ใช้เวลาสร้าง 45 วัน เราใช้เวลาเพียง 22 วันก็สร้างเสร็จแล้ว

การเป็นผู้หญิงที่ทำงานกับชุมชนเป็นอย่างไรบ้าง และชุมชนเปิดใจรับมากน้อยแค่ไหน
เรื่องความเป็นผู้หญิงมีทั้งข้อดีและข้อเสียนะคะ ข้อดีคือเราใช้ความอ่อนโยนและความเข้าอกเข้าใจให้เป็นประโยชน์ ซึ่งปกติทุกชุมชนยินดีอยู่แล้วหากใครจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็ต้องพิสูจน์ด้วยเวลาและการกระทำ เพราะที่ทราบมาคือส่วนใหญ่อกหักจากการที่คนเข้าไปช่วยทำแล้วไม่จริงจัง มาแล้วก็ไป หรือบางทีก็เป็นเรื่องของ CSR ที่คนอาจยังไม่เข้าใจ ว่าควรเป็นการทำเพื่อสังคมจริงๆ เลยดูเหมือนทำแล้วไม่เกิดผล

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของความต่อเนื่องด้วย พอชุมชนเจออย่างนั้นบ่อยๆ เขาก็ท้อ และเหนื่อยกับการที่ต้องคุยกับคนใหม่ๆ การทำอย่างต่อเนื่องแล้วเกิดผลต่างหากถึงจะซื้อใจคนได้ เชอรี่คิดว่าพอเป็นผู้หญิง มีความเข้าอกเข้าใจ เหมือนเรารับฟัง มันก็เป็นข้อดีถ้าเปรียบเทียบกับผู้ชายที่อาจมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์มากกว่า

ส่วนข้อเสียของความเป็นผู้หญิงในการทำงานก็มี เช่นเรื่องสร้างฝาย เชอรี่ต้องคุมงานเหมือนโฟร์แมนยืนอยู่หน้างานเลย เพราะเราต้องเป็นคนสอนเขา ต้องคุมรายละเอียดว่างานไหนผ่านไม่ผ่าน และต้องถ่ายภาพให้นักวิชาการที่มาดูเรื่องการสร้างฝายให้เราด้วยว่าผ่านไหม เหมือนเป็นการตรวจงานกับอีกทีม ซึ่งคนงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เราก็ต้องวางตัวในแบบที่จะสั่งงานเขาได้ และมีระยะที่เหมาะสม ต้องมีวิธีการพูดเพื่อให้เกิดความเคารพและเชื่อฟังเรา ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินและเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เขาได้ทำงานอย่างมีความสุข เพราะทุกคนเป็นอาสาสมัคร เราต้องมีความเป็นหัวหน้าแต่ไม่ใช่การบังคับทำ มันเป็นศิลปะในการทำงานเมื่ออยู่ตรงนั้น ความเป็นผู้หญิงจึงไม่ง่าย

Tatler Asia
Above เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ (ภาพ: Tatler Thailand)

ถ้าเปรียบเทียบกับงานที่ทำมาคือการเป็นนักแสดง กับงานที่ทำขณะนี้ เป็นอย่างไร
เหมือนได้ออกไปท่องโลกค่ะ จริงๆ มันเอื้อกันนะคะ ปกติเชอรี่เป็นคนขี้อาย แต่การเป็นนักแสดงทำให้เราได้ฝึกฝนการพูดกับผู้คนมากมาย โดยเก็บอาการอายเอาไว้ คือเราทำงานด้านนี้ เราต้องพูดกับคนเยอะ ไปเจอคนที่ไม่รู้จักมากมาย สมัยก่อนเป็นคนไม่ถนัดคุยกับคนแปลกหน้าเท่าไร แต่พอไปเจอโลกกว้าง เจอคนจากหลากหลายเส้นทาง ทั้งจากชุมชน นักวิชาการ องค์กร หน่วยงานต่างๆ มันทำให้เราคุยกับใครก็ได้ และสื่อสารได้ชัดเจน ตรงประเด็นมากขึ้น

ทำงานด้านนี้มาเก้าปี พอกลับมาเล่นละครเรื่อง ลมเล่นไฟ ของ พี่นก จริยา (แอนโฟเน่) ก็ตื่นเต้นมาก ว่าจะเล่นได้หรือเปล่า เราจึงขอเขาทำเวิร์กช็อปเพราะกลัวแสดงไม่ได้ แต่ปรากฏว่าวันแรกที่เข้ากอง ความกังวลหายไปเลย ความที่เราฝึกด้านนี้มา เป็นวิทยากร เป็น speaker ซึ่งเป็นอะไรที่ยังต้องพูดอยู่ ทำให้เชอรี่พูดได้ดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ เมื่อก่อนคำยากๆ บางทีเราพูดแล้วไม่ถนัดปาก เช่น ภาษาไทยบางคำตัวหนังสือมันต่อกัน การออกเสียงยาก แต่พอมาทำงานด้านนี้ซึ่งมีคำยากเยอะ และหลากหลาย เลยทำให้เราพูดได้จนเป็นความปกติใหม่ของเรา เมื่อมาเล่นละครซึ่งในเรื่องรับบทเป็นศัลยแพทย์หัวใจ มีคำศัพท์หมอยากๆ กลับทำให้เราจำบทได้ดีด้วย เลยรู้สึกว่าทั้งสองงานมีส่วนเกื้อหนุนในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ช่วยเสริมกัน

Tatler Asia
Above เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ (ภาพ: Tatler Thailand)

เก้าปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้าง
เยอะเลยค่ะ หลายสิ่งหลายอย่างก็คือเรียนรู้แบบจริงๆ ธรรมชาติช่วยเปลี่ยนทัศนคติ และสอนเชอรี่เยอะมาก อย่างเช่นทำให้รู้ว่าอะไรที่ต้องรอคอย ก็ต้องรอคอย มันไม่สามารถเร่งรัดตัดกระบวนการได้ ถ้าต้องใช้เวลาก็ต้องใช้เวลา มันสอนให้เราฝึกความอดทนได้มากขึ้น และมีความสุขด้วย ไม่ใช่เป็นการอดทนที่ทรมาน เพราะหนทางมันยาวไกล และเราไม่ได้มองอุปสรรคเป็นศัตรูอีกต่อไป แต่มองเป็นเพื่อนที่ทำให้เราเดินไปอย่างแข็งแรงขึ้นในทุกๆ การก้าวเดิน

เหมือนเป็นคนที่ทำอะไรแล้วก็พยายามหาช่องทางให้เหมาะกันพอดีกันไหม
ใช่ค่ะ คือเชอรี่เชื่อในพลังอะไรไม่รู้บางอย่างบนโลกนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม แต่ทำให้เราได้เป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ความตั้งใจแต่แรก อย่างการเป็นนักแสดง หรือจู่ๆ เราก็มาสนใจด้านสิ่งแวดล้อม แล้วก็ทำจนมาเป็นผู้สื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง

เราไม่รู้หรอกว่าชีวิตจะนำพาเราไปทางไหน แต่ไม่ว่าจะทางไหน เราจะทำให้ดีที่สุดตามความตั้งใจ ความสามารถ และจะทำอย่างมีความสุข สิ่งเหล่านี้จะมาเจอกันเองในเส้นทางที่เราเดินไป

Topics

Nongnath Kamalasana Na Ayudhya
Editor-in-Chief, Tatler Thailand
Tatler Asia