Tatler พูดคุยกับอดีตบรรณาธิการแฟชั่นผู้ออกเดินทางสู่เกาะพะงันในช่วงเวลาของโรคระบาด กับโอกาสที่เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเชื่อมโยงและขอบคุณธรรมชาติ
คิมเคยเป็นบรรณาธิการแฟชั่น ชอบการตกแต่ง ความสวยงาม และเรียนมาทางด้าน illustration ด้วย เลยชอบทำอะไรด้วยมือ สนุกกับการสร้างภาพสวยงาม และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์อย่างมาก ช่วงโควิดที่ผ่านมา คิมรู้สึกขอบคุณมากที่มีโอกาสออกจากกรุงเทพฯ เพราะถึงจุดที่มันไม่เติมเต็มอีกต่อไป รู้สึกว่าต้องมีอะไรนอกเหนือไปจากนี้
ตอนคิมบอกว่าจะไปเกาะพะงัน พี่สาว (ลินน์ วิสุทธารมณ์) รู้จักกับฟาติมา นาจ์ม (Fatima Najm) ผ่านการทำงานสายครีเอทีฟ เขาชวนคิมไปอยู่บ้านเขาซึ่งเป็นบ้านไม้ไผ่ เน้นเรื่องความยั่งยืน 100 เปอร์เซ็นต์ และถือเป็น zero waste center ของคนรักงานคราฟต์ ไม่ว่าจะปั้นดิน ทำอีโคพริ้นต์ หรือย้อมสีธรรมชาติ ก็สามารถมาใช้พื้นที่ตรงนี้ร่วมกันได้
อ่านเพิ่มเติม: ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pipatchara กับความตั้งใจที่จะนำพาแฟชั่นความยั่งยืนสู่ระดับโลก
บ้านเขามีกฎเพียงข้อเดียวคือห้ามนำพลาสติก ขวด ถุง อะไรก็ตามที่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เข้ามาในบ้าน อย่างอื่นทำได้หมด อยากสนุกสนาน ไปปาร์ตี้ถึงกี่โมงทำได้หมด ไม่ว่าอะไรเลย ช่วง 2-3 อาทิตย์แรกที่คิมอาศัยอยู่ในบ้านเขา มีวันหนึ่งเราขับรถไปแถวอ่าวศรีธนู คิมสั่งกาแฟแล้วยังติดนิสัยซื้อใส่แก้วพลาสติก คิมไม่ได้คิดอะไรเลยแล้วขึ้นรถเขา แถมยังทิ้งแก้วไว้ในรถอีกด้วย วันรุ่งขึ้นเขาก็มาคุยว่าฉันรู้สึกผิดหวังนะ เพราะฉันยินดีให้เธอมาอยู่ในพื้นที่นี้ แต่เรามีแค่กฎเดียวที่สำคัญ เพราะระบบนิเวศตามธรรมชาติบนเกาะนั้นเล็กมาก
วินาทีนั้นเข้าใจเลยว่า สิ่งที่เราอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กในชีวิตของเรา แต่อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนอื่นๆ แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าทุกการกระทำมีผลกระทบกับคนรอบตัวและสิ่งแวดล้อม การที่เราอยู่ในเกาะ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้รับสิ่งต่างๆ จากธรรมชาติเยอะมาก แล้วเราจะตอบแทนเขายังไง เราต้องดูแลเขา อนุรักษ์เขา มันเป็นวงจรที่ไม่มีอะไรแยกจากตัวเราได้ เลยสัญญากับตัวเองว่าเราจะทำเท่าที่เราทำได้ที่จะไม่เลือกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าได้หลายมุม อยู่ที่การปรับนิสัย การเลือก รวมถึงเสื้อผ้า ตอนอยู่เกาะพะงัน คนมักใส่ชุดซ้ำ จะซักก็ตอนเลอะจริงๆ ก็ได้เห็นว่าจริงๆ ไม่ต้องมีเสื้อผ้าเยอะก็ได้…ดีกว่าด้วยซ้ำ แล้วจากภูมิหลังของเราที่คุ้นชินกับการแต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ เคยไม่กล้าออกจากบ้านเพราะไม่อยากให้คนเห็นเราตอนไม่แต่งหน้า ซึ่งอาจเป็นเพราะกฎของสังคม แต่ตอนไปอยู่เกาะ คิมรู้สึกถึงอิสรภาพ เราสามารถเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกกดดัน เพราะกฎเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริง แค่เป็นวิธีคิดซึ่งทำให้เรายิ่งไกลออกจากตัวเองมากขึ้น
Seizing

Above คิม วิสุทธารมณ์ กับเสื้อผ้าย้อมสีธรรมชาติ
คิมเริ่มย้อมสีธรรมชาติครั้งแรกเมื่อปี 2017 ซึ่งพี่ลินน์เขาสนใจเรื่องการทอผ้า เขาก็ไปอยู่เชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ประมาณเดือนกว่าๆ แล้วมาชวนเราไปเวิร์กช็อปบาติก ใช้เทียนเขียนวาด จุ่มคราม ละลายเทียนออก ชิ้นงานก็จะเป็นลายที่วาดเอาไว้
โมเมนต์นั้นทำให้รู้สึกว่าเราสามารถเป็น co-creator เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามได้ และจำได้ว่าอาจารย์ของพี่ลินน์มีร้านชื่อ ฝ้ายซอคำ ที่เชียงใหม่ แต่ก่อนเป็นร้านเล็กมากๆ (แต่ตอนนี้เป็นร้านใหญ่แล้ว) แล้วเขาก็อยู่แบบเรียบง่าย เขาเลี้ยงหนอนไหม มีหม้อครามมะเกลือ เขาทำเสื้อผ้าที่หลายชิ้นมีความพิเศษมากเพราะทอด้วยมือ ย้อมด้วยมือ รู้สึกว่าเป็นชีวิตที่ลงตัวมาก
หลังจากนั้นคิมมีโอกาสได้รู้จักวิธีการย้อมสีธรรมชาติมากขึ้น เพราะเพื่อนเรา คู่สามี-ภรรยา พี่ฟิลิป (ฟิลิป ฮวง) และพี่ชมวรรณ (ชมวรรณ วีรวรวิทย์) กำลังเริ่มทำแบรนด์ของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นการย้อมครามทั้งหมดเลย แล้วเป็นย้อมสีธรรมชาติด้วย
เวลานั้นคิมยังได้ร่วมงานกับแพรรี่พาย (อมตา จิตตะเสนีย์)ในแคมเปญ Unknown Together ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแคมเปญออนไลน์ผ่าน Facebook กับสหประชาชาติ ประเทศไทย (United Nations Thailand) ซึ่งเราได้ชวนคนมาทำความเข้าใจช่วงเวลาของโรคระบาด ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในด้านการดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ซึ่งมีปัจจัยสัก 4-5 อย่าง คือ physical, mental emotional, spiritual และ social
เมื่อถึงเรื่องปัจจัยสุดท้าย เราก็โชคดีมากเพราะการล็อกดาวน์ได้ถูกยกเลิกไป ทำให้สามารถจัดอีเวนต์ได้ เราจึงจัดกิจกรรมย้อมสีธรรมชาติ โดยใช้เศษอาหาร เศษดอกไม้ ตอนแรกคาดว่าน่าจะมีคนมาร่วมงานไม่เกิน 200 คน เพราะเป็นงานที่ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เขาสามารถนำผ้ามาเองหรือนำเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาชุบชีวิตใหม่ แต่ปรากฏคนมาร่วมงานกว่า 600 คน ตอนนั้นคิมเองก็เพิ่งเริ่มย้อมเลยไม่มีประสบการณ์ในการสกัดสี ทีมของแพรเลยวุ่นกันมาก ไม่ได้พักเลย แต่จากงานนี้เหมือนเราได้รับมนตร์เสน่ห์และความมหัศจรรย์ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนที่มาร่วมงาน เขาว้าวตอนแกะผ้าออกมา เพราะไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน ซึ่งคิมยังรู้สึกตื่นเต้นอย่างนั้นกับการย้อมผ้าตั้งแต่วันแรก…จนถึงวันนี้
Learning

Above อีโคพริ้นต์ เป็นการย้อมสีธรรมชาติ จากพวกเปลือกไม้ ดอกไม้ เป็นสกัดร้อน

Above การย้อมครามเป็นการย้อมเย็นตามธรรมชาติ (คือการย้อมที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส)
การย้อมครามเป็นการย้อมเย็น (คือการย้อมที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส) ซึ่งเราต้องเข้าใจว่า การทำงานกับครามจะมีความยากง่ายตรงไหน อย่างเช่นยากตรงที่เราต้องเลี้ยงคราม (การหมักครามให้ถูกขั้นตอนตามกรรมวิธี) แต่การย้อมครามนั้นสามารถนำผ้าไปแช่น้ำให้ใยผ้าเปิด เพื่อรับสีได้ง่ายขึ้น แล้วเอาไปจุ่มลงในหม้อได้เลย คือครามจะทำงานให้เราเพราะเขาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นการหมักที่ใช้จุลินทรีย์ต่างๆ เป็นการทำงานร่วมกับธรรมชาติซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าเราต้องดูแลเขา แล้วเขาก็จะดีกับเรา เหมือนมันเป็นความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วมกัน
แต่ถ้าอีโคพริ้นต์ มันเป็นการย้อมสีธรรมชาติ ย้อมพวกเปลือกไม้ ดอกไม้ ก็จะเป็นสกัดร้อน คือเราต้องต้มสี เราต้องใช้ใบหรือเปลือกไม้ค่อนข้างเยอะในการสกัดสี มันก็จะเป็นการทำงานอีกแบบหนึ่ง เราต้องเข้าใจวิธีการสกัดสี วิธีการฟิกซ์สี ซึ่งจะเริ่มซับซ้อน เราจะทำอย่างไรให้สีติดทนได้นาน และแน่นอนว่าในการย้อมสีธรรมชาติ สีจะไม่ติดทนเหมือนสีเคมี ซึ่งคิมว่ามันเป็นเสน่ห์ของสีธรรมชาติ ซึ่งในคอมมูนิตี้ของคนที่สนใจจะมีคนที่ถูกยกย่องเป็นผู้ทรงภูมิปัญญา พวกเขาจะย้อมสีได้สวยมาก ติดทนดีมาก
คิมเคยเรียนกับอาจารย์โก๋-สุรโชติ (สุรโชติ ตามเจริญ ครูศิลป์ของแผ่นดิน จังหวัดสุรินทร์ สาขาย้อมสีธรรมชาติ) ที่สุรินทร์ มีคนเคารพนับถือ มีชื่อเสียงด้านย้อมครั่ง และผ้าโหนซึ่งเป็นสไตล์ของการทอผ้าที่จะมีรากฐานแบบไทยเขมร อาจารย์โกะก็ถือว่าเป็นคนรุ่นเก่า เพราะเขาใช้ชีวิตกับสีธรรมชาติ เขาสามารถมองหม้อคราม ใช้การชิมหม้อคราม กลิ่น ในการกะว่าสีพร้อมไหม เพราะว่าเป็นสีธรรมชาติไม่ใช้เคมี
ตอนเรียนคิมก็เป็นคนที่เป๊ะ ต้องรู้ให้ได้ว่าต้องใช้กี่อะไร ขนาดไหน ซึ่งเขาก็บอกไม่ถูก เพราะอยู่กับมันมาตลอด เราก็คิดว่าจะทำยังไงดีเพื่อจะเรียนรู้ได้ เราก็เคารพเขามาก แล้วที่สกลนคร มีการย้อมครามเช่นกัน แต่จะมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างอาจารย์ของคิม คือพี่แมน (ปราชญ์ นิยมค้า) สอนทำอีโคพริ้นต์ เขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องคราม จะสอนเรื่องวิทยาศาสตร์ของขั้นตอนต่างๆ ว่ามีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งทำให้คิมเข้าใจมากขึ้นจนสามารถปรับและดัดแปลงได้
ที่จังหวัดแพร่ก็น่าสนใจมาก ทุกที่ที่คิมได้ไป อย่างน้อยจะมีคนรุ่นใหม่หนึ่งคนที่ทำเรื่องนี้ หรือที่ปายก็จะมีคุณป้าที่ทำอีโคพริ้นต์ เขาเป็นฮิปปี้ก็จะทำสไตล์ชิลๆ เราก็ไปใช้สตูดิโอของเขา ส่วนภาคใต้ก็มีฟาติมาที่เกาะพะงัน ที่ใช้เทคนิค hapa-zome คือการใช้ค้อนทุบใบออกมาเป็นเทคนิคที่มีคุณอินเดีย ฟลิ้นท์ (India Flint) สร้างคำศัพท์ขึ้นจากภาษาญี่ปุ่น
อ่านเพิ่มเติม: Pomme Chan ศิลปินที่พร้อม set zero ให้กับตัวเองเสมอ
Making

Above เสื้อผ้ามือสองสู่การทำอีโคพริ้นต์ หรือย้อมสีธรรมชาติโดยคิม

Above เสื้อผ้ามือสองสู่การทำอีโคพริ้นต์ หรือย้อมสีธรรมชาติโดยคิม
เสื้อผ้าที่คิมใส่นี้เป็นผ้ามือสองที่ผ่านการซักแล้วนำไปต้มสะอาด จากนั้นต้องใช้สารมอร์แดนต์ (mordant) เพื่อช่วยให้ติดสีซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เป็นการเตรียมผ้าให้รับสีธรรมชาติ ให้ติดทน แต่ใส่ไปเรื่อยๆ สีจะค่อยๆ จาง เพราะมันเป็นธรรมชาติ สุดท้ายเราก็ต้องย้อมใหม่ ซึ่งคิมจะพูดและแชร์ในไอจีว่า ‘My world is like an experiment.’ เพราะมันเปลี่ยนไปตลอด ไม่มีชิ้นไหนที่เสร็จจริงๆ เพราะเราสามารถพิมพ์ใบไม้เสร็จ ก็ไปย้อมต่อ หรือย้อมเสร็จก็ไปอีโคพริ้นต์ หรือเสร็จแล้วก็เอาไปตัดตรงนี้ ตัดให้กางเกงกลายเป็นกระโปรง หรือเสื้อแขนยาวก็มาครอปเป็นเสื้อสั้น ตามสไตล์ที่เราชอบ
ถ้าทำอีโคพริ้นต์ คิมถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและต้องวางแผนเยอะที่สุด ทำให้เราเข้าใจว่าเราควบคุมกระบวนการต่างๆ ได้น้อยมาก ซึ่งปกติคิมค่อนข้างเป็น perfectionist อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด และมีภาพว่าอยากให้ลายออกมาเป็นแบบไหน
ในการทำอีโคพริ้นต์ เราก็ต้องพยายามให้สีใบติดผ้าได้ ช่างพิมพ์และช่างย้อมแต่ละคนก็จะมีสูตรไม่เหมือนกัน คิมโชคดีมากที่แต่ละครูเปิดกว้างให้สูตรเราเลย อย่างทำยังไงกับสีใบนี้ ใช้สูตรไหน ใช้ผงสนิมหรือไม่ก็น้ำสนิมในการสี เสร็จแล้วเราก็ต้องเลือกใบไม้ แล้วต้องรู้ด้วยว่าใบแบบไหนจะให้สีได้ และยังขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคด้วย เช่นสวนของพี่แมนที่สกลนคร เขาจะปลูกต้นไม้ที่มีรสฝาดสูง มีแทนนินสูง และเป็นพวกต้นไม้ใบไม้ที่พิมพ์ได้ ซึ่งที่นั่นมีการจัดการที่ดี เราเรียนรู้จากเขาก็จะรู้จักหยิบโน่นหยิบนี่ เพราะรู้ว่าใบไหนพิมพ์ได้
หากอยู่ที่ปาย คิมต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เจอต้นไม้อย่างยูคาลิปตัสก็หยุดเก็บ และไม่ใช่เก็บแค่ต้นเดียว หรือบางทีไปถึงหน้างานซึ่งไม่ตรงกับช่วงฤดูกาล ใบไม้ก็อาจไม่มีด้วยซ้ำ เพราะใบผลิออกหมดแล้วเหลือแค่ดอกไม้ หรือเหลือแค่ใบที่ทนหน้าแล้งได้จริงๆ แผนที่เราวางไว้ก็ต้องคิดใหม่หมดเลย แล้วหากเราพิมพ์ที่ภาคเหนือ ธาตุเหล็กในดินก็จะไม่เหมือนภาคอีสาน โดยอาจเป็นต้นไม้เดียวกัน เช่น ยูคาลิปตัส ซึ่งคิมชอบใช้เพราะรสฝาด แทนนินสูง ซึ่งมันจะติดกับผ้า แต่ที่ที่ไป ใบก็จะเป็นคนละทรง คนละสีไปเลยจากสกลนคร บางครั้งงานที่ออกมาก็สวยกว่าที่เราคาดหวัง บางครั้งก็ออกมาแย่มาก แต่ก็ยอมรับว่าถ้าทำงานกับธรรมชาติ เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในกระบวนการเท่านั้น
Recruiting

Above คิมที่สวนแมน Man Gardens ของปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้ง Mann Craft สกลนคร
มีคนสนใจงานที่เราทำ เพราะเขารู้สึกได้ว่าเราทำจากใจแล้วก็จริงใจกับสิ่งนี้มาก จริงใจจนไม่ค่อยสนใจถ้ามีคนมองว่าแปลก หรือไม่สวย เรารู้สึกโอเค ไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้เป็นรสนิยมของทุกคน แล้วคิมก็โชคดีมากที่คุณพ่อคุณแม่ยอมรับว่าเราแหวกแนว ไม่เหมือนคนอื่น เราอยากใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ คุณแม่ยังเคยมาย้อมผ้าอีโคพริ้นต์ที่สกลนครกับคิมกับพี่สาว เราชวนเขามาเพราะอยากให้ได้เห็นว่าทำไมเราชอบมันขนาดนั้น ขั้นตอนมีอะไรบ้าง
ใครที่กำลังสนใจทั้งเรื่องการย้อม การรักษ์โลกและใกล้ชิดกับธรรมชาติ คิมคิดว่าต้องสังเกตสภาพแวดล้อมของเราก่อน ว่าอำนวยความสะดวกในการชีวิตแบบนี้มากน้อยแค่ไหน อย่างเช่นเราอยู่กรุงเทพฯ มันง่ายมากเลยที่จะสั่งกาแฟใส่แก้ว take away แล้วก็ทิ้งขยะโดยไม่คิดมากนัก แต่หากเราอยู่ที่ปาย ที่เกาะพะงัน จะมีร้านกาแฟและร้านอาหารหลายที่ที่มีที่กดน้ำฟรี ไม่ต้องซื้อน้ำในขวดพลาสสิก เพราะทางร้านจะมีจุดเติมน้ำให้ฟรีอยู่แล้ว ถ้าเราไปก็จะเห็นว่าไม่ค่อยมีใครถือขวดพลาสติกกันเลย ถุงพลาสติกก็ไม่ใช้ เพราะไม่จำเป็น ทุกคนมีย่าม มีขวดน้ำของตัวเอง เพราะวัฒนธรรมที่นั่นเอาสิ่งนี้ขึ้นมาชู
แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยน คิมว่าเป็นเรื่องพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ก็เริ่มจุดนั้นเลยเพราะเป็นสิ่งเราควบคุมได้ อย่างอื่นเราอาจควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็ไม่ง่าย เพราะต้องสร้างนิสัยใหม่ เราโชคดีมากที่มีโซเชียลมีเดีย มีคนแชร์คอนเทนต์ มีคนนำขวดพลาสติกมาหั่นเป็นกลีบดอกไม้ลนไฟให้งอ แล้วทำเป็นโคมไฟ ซึ่งเป็นการจัดการพลาสติกที่ดีเยี่ยม คือต้องยอมรับว่าพลาสติกมันไม่ไปไหนหรอก มันยังอยู่นี่ แต่เราจะจัดการยังไง
พลาสติกเป็นปัญหาใหญ่กับสิ่งแวดล้อม แต่ก็สามารถจัดการได้หลากหลายวิธี เราบังคับคนอื่นไม่ได้ ก็ต้องให้เขาเห็นเอง ว่าสิ่งที่ทำนั้นส่งผลดีต่อตัวเราด้วย ไม่เฉพาะกับสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว เพราะถึงที่สุดสิ่งแวดล้อมก็คือตัวฉัน มันมีผลกระทบกับตัวฉันอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องเสื้อผ้า หากอยากลองการย้อมสีธรรมชาติ ก็ควรลองกับผ้าเก่า เพราะผ้าเก่าจะรับสีได้ดีกว่าผ้าใหม่ แล้วในทุกจังหวัดอย่างน้อยก็ต้องมีหนึ่งคนที่สอนการย้อมสีนี้ ที่กรุงเทพฯ เองก็มีคนจัดเวิร์กช็อปย้อมครามเรื่อยๆ เหมือนเป็นคอมมูนิตี้เปิดให้คนเข้าไปเรียนรู้ง่าย และโชคดีที่มีอินเทอร์เน็ต จึงไม่ต้องบินไปญี่ปุ่นเพื่อเรียนชิโบริ (Shibori) แต่สามารถเปิดดู Youtube ได้ว่าเขาพับกันอย่างไรให้ออกมาเป็นลายนี้ และเริ่มลงมือลองเลย
Valuing

Above คิม ที่เวิร์กช็อปย้อมครามที่เทศกาล Wonderfruit

Above เวิร์กช็อปย้อมครามที่เทศกาล Wonderfruit โดย ฟิลิป ฮวง และชมวรรณ วีรวรวิทย์
ในการทำงานคนอาจไม่เห็นเบื้องหลังว่าเหนื่อยขนาดไหน คิมเองก็ไม่ค่อยได้สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย ว่าจริงๆ แล้วเราใช้เวลานานในการทำเสื้อผ้าแต่ละชิ้น แต่มักลงรูปแบบเสร็จแล้ว ใส่สวยแล้ว ซึ่งคิมคิดว่าขั้นตอนการทำงานก็น่าสนใจ ปีนี้เลยอยากบันทึกสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานด้านนี้ เข้าใจเลยว่าทำไมกระเป๋าใบหนึ่ง หรือตะกร้าสานด้วยมือ จึงมีราคาสูง หลายครั้งก็เห็นว่าราคาถูกเกินไป อย่างไปร้านของฝากแล้วมีแก้วเซรามิกทำด้วยมือใบละ 200 บาท เป็นไปได้อย่างไร ยิ่งเขาทำดินเองเขาก็ต้องใช้ทั้งเวลาและพลังงาน เลยคิดว่าหากคนได้มาลองทำเอง เขาก็จะเข้าใจและเห็นคุณค่ามากขึ้น
ที่จริงเมื่อก่อนเราคิดว่า โอ้โห เสื้อผ้าตัวนี้แพงจัง แต่เพราะมันทำด้วยมือ ย้อมด้วยมือ เราจะเข้าใจเลยว่าที่จริงไม่แพง ยิ่งถ้าเป็นชุดยาว แจ็กเก็ตยาว เป็นใยธรรมชาติจากต้นทาง ก็จะมีตั้งแต่คนที่ปลูกฝ้าย คนเก็บฝ้าย ต้องมีการมาแยกแล้วดึงเป็นด้าย มีคนทอผ้า คนย้อมผ้า คนออกแบบ คนสาน คนตัดแพทเทิร์น คือเป็นระบบนิเวศกันเลย
แล้วก็ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่อาหารการกินและทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทาง มีทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีคนที่ช่วยปลูกข้าว มันไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นเองแล้วแยกกันอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือธรรมชาติ คิมคิดว่าถ้าใครมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับการย้อมสีธรรมชาติ จะเข้าใจว่ามันมีความลึกซึ้ง และไม่ใช่สิ่งไกลตัวอย่างที่เขาคิด
คิมชอบมากตอนที่พี่ฟิลิปกับพี่ชมวรรณจัดงานที่ Wonderfruit ซึ่งเปิดให้คนที่สนใจนำผ้าของตนเองมาย้อมคราม คิมชอบมากเวลาที่คนได้ย้อมผ้าครั้งแรกแล้วคิดว่ามันมหัศจรรย์ การได้ทำให้เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งสวยขึ้นมาในมุมมองของเขา ไม่มีใครเห็นแล้วบอกว่าไม่สวย แล้วยังไงเหรอ ทุกคนรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก วันรุ่งขึ้นเขาก็กลับมาอีก ชวนเพื่อนมาด้วย เราต้องสร้างคำว่าสวยขึ้นใหม่ อะไรคือสวย ไม่สวย เป็นเพราะกรอบเกณฑ์ของสังคม ความสวยอาจไม่ต้องเป็นสีสันสดใส
คิมเองโดนล้อตลอดว่าเป็นสายดาร์กใช่ไหม เพราะผ้าที่ทำเป็นโทนสีขาวดำ และเทา ซึ่งยอมรับว่าเพราะเราเลือกไม่ใช้เคมีเพิ่มเพื่อให้สีสว่างขึ้น ดังนั้นถ้าใครเริ่มทำเองก็จะเข้าใจว่าความสวยงาม ไม่ใช่เพราะมันถูกต้อง เพราะมันเท่ากัน หรือเพราะสีสวย ไม่เลย เราจะเริ่มเข้าใจว่าความงามมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น และตัวเราสามารถเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ในสิ่งที่สวยงามนั้นได้…





