มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย เริ่มถอยห่างจากวงการบันเทิง และมีความสุขอยู่ในโลกของศิลปะ นับตั้งแต่การทำหนังสั้นแนวทดลอง จนถึงโปรเจ็กต์ล่าสุดที่เธอกำกับ
A Cage of Fragile Heart หรือ กรงขังแห่งอิสรภาพ คือการแสดงแนวทดลองในรูปแบบ Immersive Experimental Performance ที่กำกับโดย มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย ศิลปิน Bangkok Art Biennale 2024 และผู้กำกับหนังสั้นแนวทดลองที่กวาดรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์หนังสั้นมาแล้วหลายครั้ง
“งานนี้เป็นงาน live performance แรกเลยที่มัดหมี่ทำ ก่อนหน้านี้เราเคยทำพวก art film แต่คราวนี้เราได้พี่ David Bigander ที่เคยเล่น Maya ให้เรา มาแสดงแบบ one man show ผสมผสาน movement, poetry แล้วก็ visual art รวมถึงแสงสีเสียง มีความเป็น theatre อยู่ครบถ้วน”
บทกวีที่ถ่ายทอดออกมาในการแสดงชุดนี้กลั่นกรองออกมาจาก วิน นิมมานวรวุฒิ นักเขียนนามปากกา ‘กวีโรแมนติกร้าย’ เพื่อนสนิทของมัดหมี่ และออกแบบการเคลื่อนไหวโดย ภาวิดา วชิรปัญญาพร
อ่านเพิ่มเติม: Jean-Christophe Babin ซีอีโอของ Bvlgari พูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างจิวเวลรีกับศิลปะโรมันและคนรุ่นใหม่

Above มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย และ David Bigander ระหว่างการซ้อมการแสดง ‘A Cage of Fragile Heart’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
มัดหมี่เล่าว่านี่เป็นการแสดงแนวทดลองที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ กรอบพันธนาการ และเสรีภาพ ที่กลั่นกรองจากประสบการณ์และจิตวิญญาณของเธอเอง
“งานนี้ท้าทายมัดหมี่มากเพราะเป็น personal work มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของเราเลย ตั้งแต่เราแบบช่วง innocent ช่วงที่เราถูก influent จากวงการบันเทิงตั้งแต่เข้ามา เราเจอทั้งคำวิจารณ์ คำชม เราถูกโซเชียล attack แบบไหน หรือเจอ trauma ยังไง มีช่วงที่เรา lost และสุดท้ายเราก็เจอตัวเอง มันเป็นเหมือนสภาวะของชีวิตเราที่ว่าตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุ 35 เนี่ย เราผ่านอะไรมาบ้าง เราเจอกับอะไรมาบ้าง” มัดหมี่อธิบาย
“ทุกคนจะมองว่า ‘มัดหมี่สดใสมากเลย’ แต่ภายใต้ความสดใส มันมีอะไรหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับความคิดหรือว่าชีวิต แล้วหลายครั้งเรามักจะติดกับดักอยู่กับความคิด มันเลยทำให้เราไม่สามารถปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระได้ นี่เลยเป็นประเด็นหลักที่มัดหมี่อยากจะทำว่ามนุษย์เราส่วนใหญ่เนี่ย ติดกับดักความคิดทำให้จิตไม่เป็นอิสระนั่นเอง มันสะท้อนจากชีวิตของเรา เผื่อชีวิตของเราจะช่วยให้กำลังใจหรือสร้างแรงบันดาลใจต่อมนุษย์และสังคมได้”

Above มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย
จากการเตรียมงานและฝึกซ้อมกันประมาณสี่เดือน A Cage of Fragile Heart คือบทสำรวจของจิตวิญญาณที่ผู้กำกับต้องต่อรองระหว่างเสรีภาพกับภาระหน้าที่ ความกลัวเเละความกล้า ถ่ายทอดผ่านทางผู้แสดงเพียงหนึ่งเดียวใช้ร่างกาย เสียง และพื้นที่ สื่อถึงวงจรของความฝัน การดิ้นรน การล่มสลาย และการค้นพบตัวตนอีกครั้ง
“ด้วยความที่มัดหมี่เติบโตในโรงละครเวที เราเลยอยากทำงานที่ให้คุณค่ากับมนุษย์ผ่านการเคลื่อนไหว และมัดหมี่เองจริงๆ เป็นคนไฮเปอร์แอ็คทีฟ แต่พอมาทำงานตรงนี้ เราท้าทายด้วยการทำอะไรช้าลง ไม่ว่าจะเป็นมูฟเมนต์ คอนเทมโพรารีแดนซ์ หรืออะไรก็ตาม เลยทำให้งานอาจดูยาก เพราะเป็นการเล่าเรื่องผ่านมูฟเมนต์ แต่เราคิดแค่ว่าสิ่งที่เราทำ คนที่มาดูแล้วสามารถกลับไปตระหนักรู้บางอย่าง หรือตั้งคำถามอะไรกับตัวเอง อย่างน้อยแค่ตั้งคำถามเราก็รู้สึกว่าเราสำเร็จแล้ว เพราะงานของเราส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์และจิตใจ” มัดหมี่กล่าว

Above มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย และ David Bigander ระหว่างการซ้อมการแสดง ‘A Cage of Fragile Heart’ (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย
นับตั้งแต่แจ้งเกิดเป็นศิลปินเพลงสังกัดอาร์เอส มาสู่การรับบทแม่พลอย ใน สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล จนถึงภาพยนตร์ พันท้ายนรสิงห์ และละครโทรทัศน์ ศรีอโยธยา ดูเหมือนมัดหมี่จะได้ทำครบทุกอย่างในวงการบันเทิง (ยังไม่รับรวมการเป็นนักเขียนหนังสือ มัดใจ ทั้งสองเล่ม) เธอบอกว่าแท้จริงแล้วเธอรักการร้องเพลงมากที่สุด
“มัดหมี่เคยพูดกับที่บ้านด้วยว่า จะไม่ทำอย่างอื่นนอกจากร้องเพลงอย่างเดียว แต่กลายเป็นว่าหลังจากที่เราหมดสัญญากับอาร์เอสตอนนั้น พี่เจี๊ยบ โสภิตนภา (ชุ่มภาณี) มาบอกว่า ‘มัดหมี่ มันมีออดิชั่นละครเวที สี่แผ่นดิน อยากไปลองไหม’ ตอนนั้นคิดแค่ว่าไปลองก็ได้ แต่จะมีการแสดงด้วยเราจะทำได้ไหม ระหว่างออดิชั่นก็ทำตามแผนทุกอย่าง ต้องซ้อมร้องเพลง ต้องซ้อมอะไรต่างๆ จนได้บทแม่พลอย วัยสาว เล่นไป 101 รอบ ตอนนั้นได้เราดีใจมาก เราเลยอยากศึกษาเพิ่ม แล้วคุณบอย ถกลเกียรติ (วีรวรรณ) ก็ส่งเราไปเรียนกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียนการแสดง แล้วตอนเรียนกับหม่อมน้อย ไม่ได้เรียนแค่การแสดง แต่เรียนปรัชญาชีวิต มันเลยทำให้มัดหมี่สนใจเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับการทำสมาธิ ปฏิบัติธรรมอะไรแบบนี้ ก็ค่อนข้างช่วยเราได้เยอะ”
อ่านเพิ่มเติม: Jeff Satur กับการเติบโตในโลกของ T-pop และผลงานการร่วมงานกันของ Anson Lo
เราผ่านช่วงที่มีแสงสีมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน มันไม่จีรัง แล้วมันไม่ใช่ตัวตนจริงของเรา
ด้วยความที่ผ่านงานเบื้องหน้ามาทุกรูปแบบ เธอมีความฝันอยากทำงานเบื้องหลังและมีผลงานเป็นของตัวเอง
“การทำงานเบื้องหลังไม่ต่างอะไรกับคอนดักเตอร์ ต้องดูทุกอย่าง เลยรู้สึกว่างานอะไรแบบนี้มันท้าทาย จริงๆ งานแสดงก็ยังรับอยู่ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะงานแสดงมันใช้พลังงานที่เยอะมากจริงๆ” เธอกล่าวต่อว่า “เราผ่านช่วงที่มีแสงสีมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน มันไม่จีรัง แล้วมันไม่ใช่ตัวตนจริงของเรา ตัวตนจริงๆ ของเราอยากอยู่อย่างสงบ อยากมีความสุข มีคุณค่า แล้วก็ทำงานเพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก และเพื่อมนุษย์กับสังคม”

Above มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย
แม้ว่าเธอจะเพิ่งกลับมาโสดอีกครั้ง มัดหมี่บอกว่าความรักนั้นสำคัญสำหรับทุกอย่าง
“สิ่งแรกเลยคือเราต้องรักด้วย ไม่งั้นเราทำไม่ได้ พอเรารักปุ๊บ มันก็จะเกิดจากตัวเรา เราถึงให้คนอื่นได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ พออายุ 35 แล้ว เราอยากกลับไปดูแลใจตัวเองด้วย ยิ่งตอนนี้โสดอีก เราก็กลับมาทำสมาธิ cleansing energy จับมือถือน้อยลง คือหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น” ก่อนที่เธอจะสรุปทิ้งท้ายว่า “อยากให้ทุกคนรักและเมตตาตัวเองให้เยอะ เพราะตอนนี้มัดหมี่ก็ทำอยู่ เริ่มบอกรักตัวเองทุกวัน การรักตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรารักตัวเองได้ เราจะรักคนอื่นได้อย่างเต็มกำลัง”
A Cage of Fragile Heart จัดแสดงที่ RCB Forum ชั้น 2 River City Bangkok การแสดงมีทั้งหมด 4 รอบ ตามวันและเวลาดังต่อไปนี้
เสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา18.30 น.
อาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 18.30 น.
เสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 เวลา 18.30 น.
อาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568 เวลา 18.30 น.
ซื้อบัตรได้ที่ www.ticketmelon.com/rivercitybangkok/a-cage-of-fragile-heart
อ่านเพิ่มเติม:
เมื่ออดีตเพรียกหา: 6 เหตุผลเบื้องหลังการ ‘รียูเนี่ยน’ ของวงดนตรีรุ่นเดอะ




