Tatler+
โรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี่ ริเวอร์ไซด์ (Shrewsbury International School Bangkok Riverside) ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Museum of Contemporary Art (MOCA Bangkok) โชว์เคสผลงานศิลปะของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ระหว่างวันที่ 2 พฤษภาคม – 30 พฤษภาคม นี้ ณ โรงแรม Four Seasons Hotel Bangkok ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ภายในนิทรรศการ ‘Art by the River’ ทุกคนจะได้สัมผัสกับพลังของความคิดสร้างสรรค์และเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ ผ่านผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และสื่อผสม ซึ่งสะท้อนมุมมองที่สดใหม่ หลากหลาย และความกล้าท้าทายกรอบของศิลปะในรูปแบบเดิม ด้วยบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของ ART Space by MOCA BANGKOK ณ โรงแรม Four Seasons Hotel Bangkok ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
นิทรรศการครั้งนี้ ไม่เพียงแต่นำเสนอศิลปะจากห้องเรียนสู่สายตาสาธารณะ แต่ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงภาคการศึกษา สถาบันศิลปะ และชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน โดยภายในงานยังมีกิจกรรมการประมูลการกุศล ซึ่งนำเสนอผลงานที่ได้รับคัดเลือกจากนักเรียน และเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมศิลปะ หรือผู้หลงใหลในความงามของการสร้างสรรค์ สำหรับรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อการศึกษาและการส่งเสริมศิลปะในชุมชนเจริญกรุง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ Shrewsbury International School Bangkok Riverside ในการสนับสนุนเสียงของศิลปินรุ่นใหม่ และการสร้างสรรค์ความร่วมมือกับชุมชนริมน้ำบนถนนเจริญกรุง นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อโครงการ ‘Art by the River’ หรือศิลปะริมแม่น้ำ ที่ซึ่งศิลปะ ความหวัง และผู้คนมาบรรจบกัน
อ่านเพิ่มเติม: เผย 10 อันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชียของ Times Higher Education พร้อมศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

Above ผลงานศิลปะในงาน Art by the River (ภาพ: Shrewsbury International School Bangkok Riverside)

Above บรรยากาศในงาน Art by the River (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
พื้นที่แห่ง ‘การสร้างสรรค์’ ผ่านงานศิลปะ
Sonya Papps, Vice Principal (Head of Senior) ของ Shrewsbury International School Bangkok Riverside กล่าวว่า หนึ่งในปรัชญาที่สำคัญของ Shrewsbury คือ ‘การมอบโอกาสอันยอดเยี่ยม’ (outstanding opportunities) ให้กับเด็กนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียน
เป้าหมายของเราคือการเปิดโลกกว้างให้เด็กนักเรียนได้สัมผัสกับโอกาสที่หลากหลายที่สุด ได้ทดลองวิธีการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองในแบบที่เหมาะสมกับแต่ละคน นักเรียนบางคนอาจค้นพบเส้นทางของเขาผ่านกีฬา วิชาการ หรือดนตรี แต่ในงานนี้ สิ่งที่ทุกคนจะได้เห็น คือพื้นที่ของโอกาสผ่านงานศิลปะที่เด็กนักเรียนได้สร้างขึ้น โอกาสที่พวกเขาจะได้ค้นพบทักษะ ความหลงใหล และพรสวรรค์ในตัวเอง
เราไม่ได้ต้องการให้เด็กนักเรียนเก่งอยู่แค่ในห้องเรียนศิลปะเท่านั้น แต่เราต้องการให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงผลงานต่อสาธารณชนที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในสถานที่อันมีเกียรติอย่าง ART Space by MOCA BANGKOK ซึ่งถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งสำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา
เราจะเห็นว่ามีหลากหลายชิ้นงานที่น่าสนใจ แต่มากกว่าความงดงามภายนอก คือความลึกซึ้งของวิธีคิดซึ่งสะท้อนอยู่ในผลงาน รวมถึงความกล้าที่จะแสดงออกถึงมุมมองใหม่ๆ ที่ท้าทาย และแม้นักเรียนหลายคนจะไม่ได้มีผลงานของตัวเองจัดแสดง แต่พวกเขาก็ตั้งใจมาร่วมงาน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆ นี่คือความพิเศษที่ทำให้ ‘Art by the River’ เป็นมากกว่าแค่นิทรรศการ แต่เป็นการรวมพลังกันของคอมมูนิตี้ที่พร้อมจะสนับสนุนผลงานของกันและกัน
อ่านเพิ่มเติม: 3 หญิงแกร่ง ผู้ร่วมก่อตั้ง HOW คอมมูนิตี้แห่งปัญญาที่สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคม

Above Sonya Papps, Vice Principal (Head of Senior) ของ Shrewsbury International School Bangkok Riverside (ภาพ: Shrewsbury International School Bangkok Riverside)
ศิลปะแบบองค์รวม รากฐานสำคัญของการเติบโต
เบื้องหลังความสำเร็จของงาน ‘Art by the River’ คือความทุ่มเทของ Shrewsbury Bangkok ในการสร้างโอกาสให้กับเด็กนักเรียน ด้วยการศึกษาด้านศิลปะแบบองค์รวม (holistic arts education) ผ่านการคัดเลือกครูผู้สอนอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนมีผู้เชี่ยวชาญในศิลปะแขนงต่างๆ ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้ทดลองสร้างสรรค์ผลงานผ่านสื่อหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด ศิลปะดิจิทัล ศิลปะจัดวาง (installation art) งานปั้นดิน หรืองานสิ่งทอ
ที่ผ่านมา มีนักเรียนจาก Shrewsbury Bangkok จำนวนมากที่เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้านศิลปะชั้นนำของโลก อาทิ Rhode Island School of Design (RISD), Parsons School of Design ในมหานครนิวยอร์ก, University of the Arts London (UAL) ซึ่งเป็นเรื่องน่าประทับใจที่เราได้เห็นศิษย์เก่าของ Shrewsbury Bangkok หลายคนกำลังทำตามความฝัน และบางคนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินมืออาชีพ ที่สร้างรายได้จากผลงานศิลปะได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
ศิษย์เก่าเหล่านี้บอกกับเราว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานที่พวกเขาเคยได้รับที่ Shrewsbury Bangkokโดยเฉพาะในภาควิชาศิลปะ รวมถึงภาควิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ได้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงให้พวกเขาได้เติบโตและมีความสามารถอันโดดเด่นไม่แพ้ใคร

Above ผลงานศิลปะในงาน Art by the River (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ผลงานศิลปะในงาน Art by the River (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
โลกอันกว้างใหญ่ และความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด
สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิด คือคนเรียนศิลปะมักจะจบออกไปทำงานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่ที่ Shrewsbury Bangkok การศึกษาด้านศิลปะแบบองค์รวม จะช่วยให้เด็กสามารถพลิกแพลงทักษะของตัวเองไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางของศิลปินแบบเต็มตัว หรือการเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งศิลปะกลายเป็นทักษะที่มีความต้องการสูง เช่น แวดวงแฟชั่น แอนิเมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของศิษย์เก่าคนหนึ่งที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาจาก RISD ได้เตรียมพร้อมที่จะเปิดธุรกิจ โดยนำผลงาน installation art ที่เธอได้ฝึกฝนฝีมือ มาสร้างประสบการณ์ด้านการตลาดให้กับอีเวนต์ของบริษัทขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก และมีลูกค้าหลายรายให้ความสนใจ เช่นเดียวกับศิษย์เก่าอีกคนที่กำลังทดลองเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) เพื่อคิดค้นวัสดุใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพที่หลากหลายและน่าตื่นเต้น ไม่ว่านักเรียนของเราจะเติบโตไปเป็นศิลปิน วิศวกร นักเขียน หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ พวกเขาจะใช้แพลตฟอร์มที่ตัวเองมีอยู่ ในการสื่อสารความคิดและสร้างสิ่งที่ดีขึ้น ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น เราจึงมั่นใจว่า การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้กับเด็กนักเรียนในวันนี้ คือการปูทางสู่อนาคตที่สดใสของพวกเขาในวันข้างหน้า

Above ผลงานศิลปะในงาน Art by the River (ภาพ: Shrewsbury International School Bangkok Riverside)
ผนวก ‘ศาสตร์’ และ ‘ศิลป์’ สู่หลักสูตรใหม่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
แม้ Shrewsbury จะมีชื่อเสียงในด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ ผลการสอบอันยอดเยี่ยม รวมถึงผลการตอบรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แต่เราไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและผลักดันตัวเองไปให้ไกลกว่าเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนทุกคน
เรามักจะตั้งคำถามเสมอว่า ‘สิ่งที่เราทำอยู่นั้นดีพอหรือยัง’ และ ‘เราจะทำให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิมได้อย่างไร’
นั่นจึงเป็นที่มาของการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้แบบสหวิทยาการ (interdisciplinary learning) สำหรับนักเรียนระดับมัธยมปลาย ด้วยการรวมภาควิชาศิลปะ (Art) และภาควิชาการออกแบบเทคโนโลยี (Design Technology) เข้าด้วยกัน เกิดเป็นคณะศิลปะและการออกแบบ (Faculty of Art and Design) ที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และการทำงานแบบบูรณาการข้ามศาสตร์ ซึ่งนักเรียนจะได้ทดลองริเริ่มโปรเจกต์ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้หลากหลายแขนง ทั้งทักษะพื้นฐานศิลปะ ผนวกกับทักษะการประดิษฐ์ วิศวกรรม หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ เพื่อตอบโจทย์บริบทความต้องการของโลกความเป็นจริงมากที่สุด
สำหรับหลักสูตรดังกล่าวจะเปิดตัวในเดือนสิงหาคม ปี 2026 และไม่แน่ว่าในการแสดงผลงานนักเรียนครั้งหน้า เราอาจจะได้เห็นผลงานที่ผสมผสานทั้งทักษะด้าน ‘ศิลปะ’ และ ‘วิศวกรรม’ อย่างลงตัว เป็นผลงานที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงาม และสามารถใช้งานได้จริงรวมอยู่ในช้ินเดียวกัน

Above ผลงานศิลปะในงาน Art by the River (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
การศึกษาที่มีคุณภาพ สู่การสร้างคนที่มีคุณภาพ
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในความโดดเด่นของ Shrewsbury คือแนวทางการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในหลากหลายมิติ เพื่อก้าวสู่ผู้ที่เพียบพร้อมด้วยความใฝ่รู้ทางปัญญา (intellectually curious) การมีจิตสำนักต่อสังคม (socially aware) ความมุ่งมั่นทะเยอะทะยาน ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น (ambitious for themselves and others) ตลอดจนความใส่ใจและความมีน้ำใจ (caring and kind) ซึ่งนี่ไม่ใช่แนวคิดสำหรับ Shrewsbury แห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปรัชญาร่วมกันของโรงเรียน Shrewsbury ทุกแห่งทั่วโลก
บ่อยครั้งที่เราพูดถึงคำว่า ‘flourish’ หรือความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งในความหมายที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับเรานั้น คือการมุ่งหวังให้เด็กๆ ทำสิ่งต่างๆ ได้ดี (perform well) และรู้สึกดีมีความสุข (feel good) กับสิ่งที่ทำ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องการให้นักเรียนแต่ละคนรู้จักไขว่คว้าโอกาสที่พวกเขาได้รับขณะอยู่โรงเรียน และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นไปต่อยอดอนาคตของตนเองได้
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือเมื่อเราติดตามการเติบโตของศิษย์เก่าแต่ละคน เราจะพบว่า แม้พวกเขาจะเดินทางไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือประเทศอื่นๆ ในท้ายที่สุด พวกเขาส่วนใหญ่จะกลับมาประเทศไทย กลับมาพร้อมประสบการณ์ใหม่ๆ และมุมมองระดับโลก กลับเพื่อมาสร้างสิ่งใหม่ให้กับบ้านเกิดของพวกเขา ด้วยการริเริ่มธุรกิจ และก่อตั้งองค์กรเพื่อสังคม ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างจริงจัง พวกเขาไม่ได้ทำเพื่ออนาคตของตัวเองเท่านั้น แต่ยังส่งต่อโอกาสเพื่อผู้อื่น และเพื่อประเทศไทยของเรา

Above ผลงานของนักเรียน Shrewbury Bangkok (ภาพ: Shrewsbury International School Bangkok Riverside)
เวทีแห่งโอกาสสำหรับศิลปินรุ่นเยาว์ ตั้งเป้าสู่มหาวิทยาลัยศิลปะระดับโลก
ไอรีณ บุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ หนึ่งในนักเรียนหญิง year 11 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4) ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในรั้ว Shrewsbury Bangkok มานานถึงแปดปีเต็ม กับความฝันที่จะศึกษาต่อในด้านศิลปะ ณ The Rhode Island School of Design (RISD) ประเทศสหรัฐอเมริกา
”ตั้งแต่เด็กไอรีณชอบเรียนศิลปะมาตลอด รู้สึกว่ามันสนุก และตัวเราทำได้ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน ไม่ได้ปิดกั้น พอได้เข้ามาเรียนที่ Shrewsbury ก็มีโอกาสได้ทำหลายอย่างมาก ทั้งงานปั้นดิน งานเซรามิก งานผ้า ซึ่งโรงเรียนจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ใช้ ทั้งเครื่องอบเซรามิก ห้อง textile ไอรีณชอบงาน mixed media ทั้งการเย็บผ้า การใช้กระดุม การใช้สีน้ำมัน มาผสมผสานกัน ที่นี่ก็มีวัสดุต่างๆ ให้เราได้เลือกใช้”
เธอมองว่า โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่ทำให้เธอเติบโตได้เต็มที่ ได้เรียนรู้ ได้ทดลอง ขณะที่คุณครูเองก็ปล่อยให้นักเรียนได้มีอิสระและใช้จินตนาการของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่จะคอยให้กำลังใจ รวมถึงการให้คำแนะนำเรื่องของการยื่นพอร์ท IGCSE (หลักสูตรการสอบเทียบวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศอังกฤษ ที่ใช้ในระดับสากล)

Above ผลงาน inktober โดย ไอรีณ บุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ นักเรียน Shrewbury Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
สำหรับผลงานสองชิ้นที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ Art by the River ในครั้งนี้ ไอรีณเล่าว่า ชิ้นแรกเป็นงานปั้นที่ทางโรงเรียนให้เด็กนักเรียนได้ลองใช้ medium ที่แตกต่างกัน โดยเริ่มจากการทดลองสเก็ตช์ใบหน้าของตัวเอง แล้วไปถ่ายรูป 360 องศา จากนั้นก็ให้ปั้นหน้าของตัวเองขึ้นมา
“ตอนแรกรู้สึกกลัวมาก เพราะว่าไม่เคยทำมาก่อน แต่คุณครูก็คอยช่วยแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยไอรีณเลือกระบายสีเป็นลายท้องฟ้าบนเซรามิก ก็ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ภูมิใจมาก”
ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นผลงานจากการแข่งขัน inktober ของโรงเรียน ในช่วงเดือนตุลาคม (October) ที่ผ่านมา โดยมีโจทย์คือให้ใช้เพียงปากกาหมึกสีต่างๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘A Greener Planet’
“ไอรีณอยากพูดถึงโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ อาศัยอยู่มากมาย มีทั้งสัตว์ ต้นไม้ ดอกไม้ รวมถึงระบบนิเวศน์ที่หลากหลายสมบูรณ์ ไม่อยากให้มีใครต้องสูญพันธุ์”
ไอรีณเล่าว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย เวลาเหนื่อยๆ เมื่อได้ทำงานศิลปะ ก็จะมีแรงบันดาลใจไปทำสิ่งอื่นต่อ นอกจากนั้น เธอยังอยากจะลองทำศิลปะในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็วางแผนที่จะต่อยอดงานศิลปะกับวิชาธุรกิจที่กำลังเรียนอยู่ ไปสู่งานประเภทอื่นๆ เช่น product design, graphic design รวมถึงประยุกต์ใช้เทรนด์เอไอที่กำลังมาแรงในตอนนี้ เพื่อทำให้งานศิลปะเป็นอาชีพที่มั่นคงและเข้าถึงผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
“ไอรีณมองว่า การมีนิทรรศการศิลปะแบบนี้ เป็นโอกาสที่ทำให้คนได้มาเจอกัน ไม่ใช่แค่มาดูงานศิลปะ แต่ยังทำให้เราจะได้เจอคนใหม่ๆ ได้พูดคุย ได้สร้างคอนเนกชั่น รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มให้เด็กนักเรียนได้ส่งเสียงของตัวเองผ่านผลงาน ไอรีณเชื่อว่า งานศิลปะของทุกคนมีเรื่องราวและประสบการณ์ที่สามารถส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ได้เสมอ”

Above ผลงานการปั้นเซรามิก ‘Self Portrait’ โดย ไอรีณ บุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ นักเรียน Shrewbury Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ศิษย์เก่าคนเก่ง ผู้ปลุกปั้นงานคราฟต์ สู่พวงหรีดรักษ์โลก
เช่นเดียวกับศิษย์เก่ารุ่นแรกของ Shrewsbury Bangkok อย่าง เอิร์น อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ เจ้าของแบรนด์ นิรันดร์ (Niran) ผู้เปลี่ยนผ้าดิบธรรมดาๆ ให้กลายเป็น ‘พวงหรีดรักษ์โลก’ ได้อย่างน่าสนใจ
เอิร์นเล่าว่า เธอเป็นเจเนอเรชั่นสองที่ช่วยต่อยอดธุรกิจครอบครัว จากโรงงานทอผ้า ซึ่งเป็นธุรกิจขาลง (sunset business) ผ่านการเพิ่มมูลค่าและยืดอายุให้กับผ้าดิบ กลายมาพวงหรีดผ้าอันประณีตงดงาม แถมผ้าที่เหลือใช้ยังเป็นสะพานบุญส่งต่อไปให้กับผู้ที่ขาดแคลนได้อีกด้วย ไม่เป็นว่าจะเป็นพวงหรีดชุดนักเรียน หรือแม้กระทั่งพวงหรีดผ้าห่อศพ
“ผ้าหนึ่งผืน หากไม่ทําอะไร ก็เป็นได้เพียงแค่ผ้า แต่การที่เรานำมาจับจีบ และทําให้กลายเป็นชิ้นงานศิลปะที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้คน กลับช่วยเพิ่มมูลค่าได้มากถึง 300-400%”
เธออธิบายว่า งานพวงหรีดของนิรันดร์เป็นงานคราฟต์ที่ทำจากมือทุกชิ้น จึงมีความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการใช้ศิลปะมาสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์
แม้ตัวเธอเองจะไม่ได้มีพื้นฐานทักษะด้านการออกแบบมาตั้งแต่ต้น แต่ความสนใจในศิลปะ รวมถึงการเป็นคนช่างเลือก และรู้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งสวยงาม ทำให้เธอแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด “คนเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่เราต้องหาคนมาช่วยให้ถูกเรื่อง” ซึ่งเธอก็ได้ให้โอกาสดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่แม้จะยังไม่ได้มีชื่อเสียง แต่เป็นคนที่มีแพสชั่น มาเริ่มต้นออกแบบ prototype แรกของนิรันดร์เมื่อสองปีก่อน และพัฒนาปรับเปลี่ยนมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

Above เอิร์น อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ เจ้าของแบรนด์ นิรันดร์ (Niran) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
เธอเล่าว่าสิ่งสำคัญนอกจากความสวยงามคือฟังก์ชั่น ไม่ใช่ผ้าทุกแบบที่สามารถนำไปให้ทีมกู้ภัยใช้ได้ เนื่องจากผ้าห่อศพจะต้องมีขนาดที่พอดี ซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญของธุรกิจครอบครัวที่เป็นโรงงานทอผ้า จึงสามารถกำหนดสเปกผ้าเองได้ เพราะฉะนั้น จึงมั่นใจได้ว่า พวงหรีดของนิรันดร์สามารถนำไปใช้ต่อได้จริงอย่างแน่นอน
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของแบรนด์นิรันดร์ คือพวงหรีดชุดนักเรียน ที่มีตั้งแต่ชุดสีขาว-กากี และชุดสีขาว-น้ำเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับชุดนักเรียนของโรงเรียนไทย นอกจากนั้น ยังมีความพิเศษตรงที่เป็นชุดแอนตี้แบคทีเรีย ซึ่งช่วยระงับกลิ่นกายให้กับเด็กๆ เวลาวิ่งเล่นได้อีกด้วย
“เรารู้สึกว่า นอกจากเราจะได้ทำบุญแล้ว คนซื้อก็ได้ทำบุญ รวมทั้งเจ้าภาพงานยังสามารถนำไปบริจาคเพื่อเป็นบุญอีกต่อหนึ่ง อย่างชุดนักเรียนสำหรับบางครอบครัว อาจมองว่าเป็นสิ่งของที่ค่อนข้างแพง และมีเด็กจำนวนมากที่ไม่เคยใส่ชุดนักเรียนใหม่เลยทั้งชีวิต รอคอยแต่ชุดเก่าที่ได้รับบริจาคหรือส่งต่อๆ กันมา เราจึงอยากมอบชุดนักเรียนให้กับเด็กที่ยากจนเท่านั้น โดยเฉพาะเด็กวัยประถม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจริญเติบโตมากที่สุด”

Above พวงหรีดนิรันดร์ (ภาพ: Facebook.com / @Niran นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก)
นอกจากผลกระทบเชิงบวกในด้านสังคมแล้ว สิ่งที่เธอภูมิใจมากคือ การได้เห็นคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนพวงหรีดทางเลือก ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องของความสวยงาม แต่ยังช่วยลดขยะให้กับโลกใบนี้
“เอิร์นคิดว่าประเทศไทยเรามีศักยภาพมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง มันไม่จําเป็นต้องเริ่มจากการกระทำที่..โอ้โห ยิ่งใหญ่ที่สุด อย่างสิ่งที่นิรันดร์ทำ คือการค่อยๆ สร้างมาตรฐานใหม่ในเรื่องพวงหรีดว่า ผู้ประกอบการอย่างเราก็สามารถทำธุรกิจที่สร้างกำไร ไปพร้อมๆ กับการรักษ์โลก และ giving back คืนสู่สังคมได้นะ”
เธอเผยว่า มายด์เซ็ทเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก สมัยที่เธอยังเรียนอยู่ที่ Shrewsbury Bangkok และเธอรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่จะบอกว่า เธอเป็นศิษย์เก่ารุ่นแรกของโรงเรียน แม้ในสมัยนั้น เธออาจจะไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งที่สุด หรือเป็น Top 1% ของโรงเรียนก็ตาม
“เอิร์นอยากจะบอกน้องๆ ทุกคนว่า ให้เชื่อ timing ของชีวิตว่า คนเราอาจจะมีจังหวะชีวิตไม่เท่ากัน นาฬิกาชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่อย่ายอมแพ้ เพราะถ้าวันนั้นเอิร์นยอมแพ้ เอิร์นคงไม่สามารถมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณ Shrewsbury ที่พยายามให้โอกาสเด็กนักเรียนได้แสดงความสามารถ และเรียนรู้ที่จะ giving back ในเวลาเดียวกัน ขอบคุณที่ทำให้เอิร์นได้รู้จักเพื่อนดีๆ ซึ่งกลายมาเป็นเน็ตเวิร์คที่สำคัญของชีวิต ขอบคุณที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และยังคงยึดถือคุณค่า (value) ที่ดีเหล่านี้มาโดยตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง” (เอิร์นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม)

Above เอิร์น อรนภัส บุญอนันตพัฒน์ เจ้าของแบรนด์ นิรันดร์ (Niran) (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)





