Tatler Weekend ประเทศไทย: เรื่องราวแรงบันดาลใจ กับมรดกที่เปี่ยมด้วยหัวใจและคุณค่า สู่พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
Editor’s note
“การช่วยปลาดาวเป็นเรื่องที่ดี แต่การปรับขนาดปลาดาวนั้นดียิ่งกว่า!” Piyush Gupta ซีอีโอของ DBS Bank กล่าวระหว่างการสนทนาอย่างเป็นกันเองที่ผมเป็นเจ้าภาพให้กับ NGO ที่เราทั้งคู่สนับสนุน ผมถามเขาว่าเขาเลือกโครงการริเริ่มที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมมาสนับสนุนได้อย่างไร เขาเลยพูดถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับนักเขียนที่เดินไปตามชายหาดและนำปลาดาวเกยตื้นกลับคืนสู่ผืนน้ำทีละตัว
วลีของเขาที่ว่า “ปรับขนาดปลาดาว” (scale the starfish) โดนใจผู้ชมเข้าอย่างจัง
หลักการของการเติบโตและขนาดที่ผู้นำนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนนั้นใช้ได้ผลดีพอๆ กันสำหรับโครงการริเริ่มที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคม
แม้ว่าเรื่องราวการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของ DBS Bank จะเป็นที่รู้กันดี แต่สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้กันก็คือโครงการริเริ่มที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคมที่ได้รับการสนับสนุนจาก Piyush และทีมงานของเขา ในการสัมภาษณ์เชิงลึกกับ Piyush สำหรับ Tatler Weekend และเรื่องราวหน้าปกนิตยสารที่กำลังจะวางแผงในสิงคโปร์และฮ่องกง เราได้เจาะลึกปรัชญาในการสร้างผลกระทบของเขา และวิธีที่ปรัชญาดังกล่าวกลายเป็นแกนหลักในภารกิจของ DBS Bank
อะไรจะดีไปกว่าการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำในปัจจุบันหรือปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ คุณจะได้รับบทเรียนอันมีค่าเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมายและการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนได้จากเรื่องราวของเขา
Enjoy Tatler Weekend!
Parminder Singh
Parminder Singh
Chief Operating Officer

บทสนทนาของ Piyush Gupta ซีอีโอ DBS Group ถึงสไตล์การบริหารที่ไม่เหมือนใคร การทำงานเพื่อสังคม และสิ่งที่อยากทำหลังก้าวลงจากตำแหน่ง
หลังการทำงานในฐานะผู้นำที่ DBS มานาน 15 ปี Piyush Gupta จะก้าวลงจากตำแหน่งในวันที่ 28 มีนาคม 2025 นี้ และทิ้งสไตล์การบริหารที่มีเอกลักษณ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้นึกถึง
Piyush Gupta มักได้รับการยกย่องว่าเป็นนักการธนาคารที่มีฝีมือโดดเด่น เขาใช้เวลา 15 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงธนาคาร DBS ให้เป็นมหาอำนาจระดับโลกด้านการธนาคารดิจิทัลและนวัตกรรม
เขาเกิดในเมืองมีรุต (Meerut) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารของ Citigroup มากว่า 27 ปีในหลายสาขาของเอเชีย และเมื่อปี 2001 เขาเคยเปิดตัวธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลในชื่อ Go4i.com โดยร่วมมือกับ Hindustan Times หนึ่งในหนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย แต่ต้องยุติลงเพราะภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอตคอม เขามักพูดถึงความล้มเหลวของบริษัทสตาร์ทอัพว่ามันทำให้เขาเป็นคนติดดิน ขณะเดียวกันเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตเขา อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวนี้ทำให้เขาแข็งแกร่งและหล่อหลอมแนวทางการธนาคารที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีของเขาในเวลาต่อมา
ช่วงแรกที่เริ่มทำงานที่ DBS ในปี 2009 เรียกได้ว่าเขาเข้ามารับช่วงต่อในยุคที่ DBS Group ชื่อเสียงไม่ดีและขึ้นชื่อเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ จนได้รับฉายาว่า “Damn, Bloody, Slow” ดังที่ Paul Cobban อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลและการเปลี่ยนแปลงของธนาคารได้เขียนไว้ในบทความปี 2017 ของเขาที่ชื่อว่า “10 บทเรียนที่ได้เรียนรู้เมื่อ DBS ก้าวพ้นยุคหิน” (10 Lessons Learnt When DBS Came Out of the Stone Age)
Piyush Gupta ตระหนักดีถึงความท้าทายที่รอเขาอยู่ “หลายปีก่อน ผมพบงานวิจัยที่ระบุว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของคนทั่วไปจะเลือกไปหาหมอฟันมากกว่าไปธนาคาร” เขาเล่าย้อนโดยอ้างอิงถึงการศึกษาเป็นเวลาสามปีโดย Scratch ทีมที่ปรึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ดำเนินงานภายใต้บริษัทสื่อ Viacom
“และนั่นไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลยหลังจากทำงานในวงการธนาคารมาทั้งชีวิต”
อ่านเพิ่มเติม: เทรนด์การระดมทุนที่สตาร์ทอัพต้องรู้ในปี 2025: คำแนะนำจากนักลงทุนถึงความท้าทายและโอกาสในอนาคต

Florence Chan และสตาร์ทอัพของเธอที่พัฒนาเข็มขัด AI เพื่อช่วยนำทางผู้พิการทางสายตา
ในโลกที่เทคโนโลยีแสนล้ำสมัย การค้นพบว่าผู้พิการทางสายตายังคงใช้เครื่องช่วยนำทางแบบดั้งเดิม ทำให้ Florence Chan ลุกขึ้นมาพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ประโยชน์ AI ในการนำทาง
ระหว่างศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ระดับปริญญาเอก Florence Chan สังเกตุเห็นว่าผู้พิการทางสายตายังคงใช้ไม้เท้าสีขาวและสุนัขนำทางในการเดินในห้างสรรพสินค้า เธอจึงเกิดความสงสัยว่าถ้าเราสามารถพัฒนารถขับเคลื่อนอัตโนมัติได้ ทำไมเราไม่ ‘autopilot’ คนด้วย
Florence คือหนึ่งใน Gen.T Leader of Tomorrow ของฮ่องกง เธอคือผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารสตาร์อัพ AI Guided
เพื่อสำรวจความต้องการ Florence ติดต่อสมาคมคนตาบอดแห่งฮ่องกง และได้เรียนรู้ปัญหาของอุปกรณ์ที่มีอยู่ในตลาด อย่างเช่นระบบกำหนดตำแหน่งบนโลกหรือ GPS มักทำงานผิดพลาดในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการนำทาง หรือเรื่องคุณภาพเสียงบอกทางที่ถูกรบกวนด้วยเสียงรอบข้างและความไม่สบายของอุปกรณ์สวมศีรษะ ผู้พิการส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้เครื่องมือแบบดั้งเดิมอย่างไม้เท้าขาว หรือบางคนเลือกที่จะไม่ใช้อุปกรณ์อะไรเลยแม้ว่าจะเสี่ยงมากก็ตาม
Florence ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพ AI Guided กับเพื่อนสมัยเรียน Steve Kong ในปี 2020 ด้วยเป้าหมายที่จะใช้ประโยชน์จากความสามารถของปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างทางเลือกที่ดีกว่า โดยคำนึงถึงข้อมูลที่ได้มาจากสมาคมคนตาบอดเป็นพื้นฐาน
อ่านเพิ่มเติม: สิ่งที่ ดร. Rumman Chowdhury คิดว่าทุกคนควรรู้เกี่ยวกับการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

Nico Santos นักแสดงจาก ‘Crazy Rich Asians’ พูดถึงรากเหง้าฟิลิปปินส์กับการรักษาตัวตนแท้จริงในแวดวงฮอลลีวู้ด
นักแสดงตลก Nico Santos เล่าประสบการณ์เส้นทางสู่ฮอลลีวู้ด บทบาทของเขาใน ‘Crazy Rich Asians’ และ ‘Superstore’ และการกลับบ้านเกิดเพื่อสัมมนาโต๊ะกลมกับคนทำหนังของฟิลิปปินส์
Nico Santos เดินทางถึงกรุงมะนิลาด้วยกระเป๋าที่เต็มไปด้วยชุดสูทแสนเนี้ยบและเรื่องราวมากมาย เขาไม่ได้กลับฟิลิปปินส์มาเจ็ดปีแล้ว ครั้งสุดท้ายคือปี 2017 ช่วงที่ได้พักจากการถ่ายทำภาพยนตร์ ‘Crazy Rich Asians’
ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาในฐานะนักเดินทาง แต่ได้รับเชิญจาก Lisa Lew ผู้ก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมะนิลา แต่ถ้าถามเขาถึงเหตุผลที่กลับมา Nico ตอบอย่างติดตลกว่าเพื่อที่แม่จะได้มีความสุข
“แม่เพิ่งบินจากฟิลิปปินส์ไปสหรัฐอเมริกา พอได้ยินว่าผมกำลังจะมาฟิลิปปินส์ เธอก็ให้ผมซื้อตั๋วให้เธอด้วย”
Nico เดินทางมาพร้อมสามีและแม่ มีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาะปังกูลาเซียนกันสองสามวัน ก่อนที่หน้าที่การงานจะเรียกเขากลับสู่โลกความจริง
การผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและความจริงใจเป็นเอกลักษณ์ของ Nico Santos เขาเกิดที่ฟิลิปปินส์ และไปเติบโตที่รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา เขาสร้างชื่อเสียงในฮอลลีวู้ดในฐานะเสียงสำคัญของ LGBTQ+ ชาวฟิลิปปินส์ที่โดดเด่นที่สุดในวงการบันเทิง แต่เส้นทางของเขาไม่มีอะไรที่ราบรื่น
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักแสดง ผมแค่อยากหาเงินมาจ่ายบิลต่างๆ และทำในสิ่งที่ผมรัก” Nico เล่าถึงเส้นทางชีวิตจากเด็กวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมปลายมาเป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง เขาสร้างสมดุลกับความรู้สึกซาบซึ้งใจด้วยอารมณ์ขันและการจิกกัดตัวเอง
อ่านเพิ่มเติม: จินตนาการในผลงานที่ไม่มีวันหมดของ วี วิโอเลต วอเทียร์ และการเฉลิมฉลองบนเส้นทางศิลปิน

30 ปี เบเกอรี่ มิวสิค กับลิสต์บทเพลงสุดไอคอนิกจาก ‘บอย โกสิยพงษ์’
Tatler ชวนคุยกับบอย โกสิยพงษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง เบเกอรี่ มิวสิค (Bakery Music) ค่ายเพลงโฮมเมดที่เป็นเสมือนบ้านอันอบอุ่นของศิลปินยุค 90 กับเรื่องราวเบื้องหลังลิสต์บทเพลงสุดไพเราะ ที่สะท้อนการเดินทางที่ผ่านมากว่า 3 ทศวรรษ พร้อมสองคอนเสิร์ตใหญ่ปีนี้ ที่จะทำให้ทุกคนหายคิดถึง!
“ถ้าคุณสมเกียรติเป็นหัวสมอง คุณสุกี้เป็นหัวใจ ผมก็น่าจะเป็นหัวเข่าของเบเกอรี่ มิวสิค ที่เอาไว้เดินตาม” เป็นคำพูดเปรียบเปรยอันแสนถ่อมตัวของบอย โกสิยพงษ์ เจ้าพ่อเพลงรัก ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลากหลายบทเพลงในดวงใจใครหลายคน
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ค่ายเพลงเล็กๆ ระดับตำนาน ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการเพลงไทยอย่าง เบเกอรี่ มิวสิค (Bakery Music) ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยกลุ่มสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง บอย โกสิยพงษ์, สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์, สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ รวมถึง เอื้อง สาลินี ปันยารชุน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป้าหมายแรกของเบเกอรี่ มิวสิค คือการเป็นเพียง music prodution house ที่รับผลิตผลงานให้ลูกค้า แต่ด้วยแรงยุของ ป๊อด ธนชัย อุชชิน นักร้องนำวงโมเดิร์นด็อก (Moderndog) วงดนตรีนิสิตนักศึกษาที่ชนะเลิศการประกวด ‘เวที โค้ก มิวสิค อวอร์ดส’ ในยุคนั้น ทำให้ทิศทางของค่ายเปลี่ยนแปลงไป
"ทีแรกเราไม่ได้ฝันจะสร้างเบเกอรี่เป็นค่าย แต่เพราะคุณป๊อดนี่แหละเป็นคนยุ บอกให้ทําเองดีกว่า พวกเราก็เลยเห็นดีด้วย (ยิ้ม)"
สำหรับที่มาของชื่อ ‘เบเกอรี่ มิวสิค’ เกิดจากแรงบันดาลใจของบอย โกสิยพงษ์ ที่สังเกตเห็นว่า ตลอดเส้นทางจากบ้านซอยทองหล่อไปจนถึงสยามสแควร์ในตอนนั้น มีแต่ร้านเบเกอรี่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด รวมทั้งคำว่า เบเกอรี่ ยังเป็นชื่อที่เรียกง่าย และสะท้อนตัวตนของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
"ผมรู้สึกว่า ‘เบเกอรี่’ เป็นอะไรที่โฮมเมด ดูเล็กๆ แต่อบอุ่น และเราก็ไม่ได้พยายามที่จะยิ่งใหญ่อะไรตั้งแต่แรก ซึ่งผมคิดว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่พวกเราเป็น"
อ่านเพิ่มเติม: ต่อ ธนภพ กับผลงาน ความฝัน และชีวิตที่ตกผลึกในวัย 30 ปี



