เฉลิมฉลองเดือนแห่งความเท่าเทียมและ pride กับเรื่องราวความรักของ "พอร์ชอาม" กับไวรัลวิดีโอขอแต่งงาน
แน่นอนว่าทุกเดือนมิถุนายน เป็นเดือน Pride ที่ทุกเพศต่างออกมาเฉลิมฉลองเพื่อความเท่าเทียมกันในแบบเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง และสำหรับเดือน Pride ในปีนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ทั้งน่าลุ้นและน่ายินดีในเวลาเดียวกันกับที่ล่าสุด พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมของประเทศไทย ได้ผ่านมติเห็นชอบของวุฒิสภาแล้ว ก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
ปัจจุบันมีการแต่งงานของเหล่า LGBTQIA+ เกิดขึ้นมากมายในสังคม ซึ่งระหว่างที่พวกเขาเตรียมได้รับการยอมรับตามกฏหมายนี้ เราลองมาฟังเรื่องราว ความเห็นของ อาม - สัพพัญญู ปนาทกูล และ พอร์ช - อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี กับเส้นทางความรักตลอด 16 ปี ที่พวกเขารอคอย ในวันที่ความรักของพวกเขาจะมีผลทางกฎหมายแบบที่ควรจะเป็นเสียที
อ่านเพิ่มเติม: กระบวนการการทางกฎหมายของ LGBTQA+ ฮ่องกง อาจได้ข้อสรุป แต่การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีทรานส์ของ HENRY TSE ยังคงมีต่อ
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ภาพของสังคมมองคู่รัก LGBTQIA+ เปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหนในสายตาของทั้งคู่
พอร์ช: ผมขอแยกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นภาพเล็กที่เป็นครอบครัว คนใกล้ตัว ผมว่ามันไม่ได้เปลี่ยนไป หรือพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนั้น ต้องบอกว่าโชคดีที่บ้านของเราทั้งสองคนไม่ได้มีมุมมองคำว่า ลูกชาย ลูกสาว หรือ LGBTQIA+ มีคำเดียวคือ ‘ลูก’ เราทั้งคู่เลยไม่ได้มีประเด็นเรื่องของครอบครัว
พอระดับสังคม ผมว่าต่างมาก ในวันนั้นที่มีวิดีโอขอแต่งงานของเราสองคนเผยแพร่ออกไปบนหน้าข่าว บนโลกอินเทอร์เน็ต ว่ามีผู้ชายสองคนคุกเข่าขอแต่งงาน ยังมีคำถามว่าเป็นฉากในหนังไหม เรื่องจริงหรือแสดง มีทั้งบวกและลบ ซึ่งส่วนมากเป็นลบ (หัวเราะ)
อาม: ถ้าเทียบตอนนั้นประมาณ 50-50 ได้เลยนะ ทั้งเสียงวิจารณ์ hate speech ทุกคำที่นึกได้ของ LGBTQIA+ มาหมด คำที่ได้ยินบ่อยๆ คือ “เสียดาย”
ที่ว่าไม่ได้มีประเด็นเรื่องของครอบครัวนั้น อยากให้ขยายความให้เราฟังนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร
พอร์ช: เราไม่ได้มีประเด็นเรื่องการ come out กับที่บ้าน คือกระบวนการเรื่องการ come out มันแปลว่าต้องมีอะไรมากระทบเพื่อให้เปิดเผยตัวเอง แต่สำหรับส่วนตัวผม มันไม่ได้มีอะไรมากระทบ และไม่รู้ว่าจะต้อง come out ออกมาจากอะไร เพื่อยอมรับว่าเป็นอะไร มันเลยไม่มีกระบวนการนี้
อาม: ของผมจะคล้ายๆ กับพี่พอร์ช แต่เรื่อง come out มันคือการเปิดเพื่อยอมรับอะไรบางอย่าง ซึ่งในสมัยนี้เรามีเฉดของเพศและรสนิยมที่กว้างและหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นเราจะเปิดตัวออกมาเพื่อนิยามตัวเองอีกครั้งทำไม และเราก็ไม่จำเป็นจะต้องบอกใครหรือยืนยันตัวเองว่าเรามีรสนิยมแบบไหน สะดวกพูดก็พูด ไม่สะดวกพูดก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องนิยาม

Above พอร์ช - อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี และ อาม - สัพพัญญู ปนาทกูล (ภาพ: Tatler)
ขอย้อนกลับไปถามอีกว่า ตอนนั้นอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าอยากจะขอแต่งงาน
พอร์ช: สำหรับผม มันธรรมชาติเลยครับ ผมมีความรัก ความรักมันเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราอยู่ด้วยกันมา 6 ปี ถ้าเป็นคู่ชายหญิงเขาคงแต่งงาน มีลูกกันไปแล้ว ส่วนของผมมันคือความมั่นใจที่เราอยากจะอยู่กับคนนี้ตลอดไป เป็นคนที่อยากแก่เฒ่าไปด้วยกัน อยากให้ครอบครัวได้รับรู้ไปด้วยกันเพียงแค่นั้น แล้ววันนั้นผมก็ขอเขาแต่งงานโดยที่ไม่ได้แคร์ด้วยซ้ำว่ามันจะมีผลงานทางนิตินัยไหม แค่ครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง โอเค ก็แค่นั้นเลย
อาม: แล้ววันนั้นไม่มีสัญญาณอะไรเลยนะ แล้วผมเป็นคนไม่ชอบเซอร์ไพรส์ เพราะเป็นคนเก็บหน้าไม่อยู่ ถ้าไม่ชอบหน้ามันจะออก (หัวเราะ) ทำตัวไม่ค่อยจะถูก แล้วพี่พอร์ชเนี่ยเป็นคนที่วางแผนอะไรแล้วผมจะจับได้เสมอ ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งเดียวที่ผมจับไม่ได้ (หัวเราะ)
หลังจากการขอแต่งงานวันนั้น จนถึงวันนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม
อาม: เปลี่ยนครับ มันไม่ได้หมายความว่าเรารักกันมากขึ้น แต่เป็นความรักที่เราเปิดออกกับสังคม มีความรักจากคนอื่นๆ ที่ส่งมาให้เรามากขึ้นแบบมหาศาล
พอร์ช: อย่างที่พอร์ชเล่า พอเราได้พบกับกลุ่มคนที่ชื่นชอบเรา มันทำให้เราเห็นว่าความรักของเรามันช่วยฮีลใจของใครหลายคนได้ การได้รู้จัก ได้โอบรับคนที่ชื่นชอบเรามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ก็เป็นอีกความเปลี่ยนแปลงครับ
อ่านเพิ่มเติม: รีวิวโรงแรม: พักผ่อนกายใจ พร้อมดูแลร่างกายแบบองค์รวมที่โรสวูด ภูเก็ต

Above อาม - สัพพัญญู ปนาทกูล (ภาพ: Tatler)

Above พอร์ช - อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี (ภาพ: Tatler)
บทเรียนสำคัญในความรักของทั้งคู่ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา
อาม: อย่ากลัวที่จะรักใคร อย่ากลัวที่จะได้รับความรักจากใคร ความกลัวมันเป็นกำแพงที่หนาเกินไปสำหรับมนุษย์ เราผิดหวังได้ แต่ใครจะรู้ถ้าเราเปิดรับความรักครั้งนี้หรือครั้งไหน มันอาจจะสมหวังก็ได้
เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องของกลุ่ม LGBTQIA+ ในรอบสิบปีที่ผ่านมาบ้าง
พอร์ช: กล้าเป็นตัวเองมากขึ้น ไม่ปรุงแต่ง ไม่เปลี่ยนตัวเอง พร้อมที่จะเป็นตัวของตัวเอง ในยุคนี้เริ่มวางกรอบตัวเองในแง่ binary น้อยลง มายาคติของคำว่ารุกหรือรับ มันน้อยลงไปมาก เริ่มมองว่าความรักก็คือความรัก
ในส่วนของพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม อยากเห็นอะไรหลังจากนี้
อาม: เรื่องมันอยู่ในกระบวนการที่เราทั้งคู่ก็ลุ้น และผลักดันประเด็นนี้มาตลอด เพราะเป็นเรื่องที่เราสองคนต้องเผชิญ ซึ่งเราก็คาดหวังให้ร่างกฎหมายนี้ผ่าน เพราะจะเป็นประโยชน์กับทุกคน
Credits
สถานที่: TRIBE Sky Beach Club Emsphere
เสื้อผ้า: LOEWE
เสื้อผ้า: Dolce&Gabbana





