Cover Bing Chen ผู้ก่อตั้ง Gold House (ภาพ: Ivan Bideac)

ความสำเร็จของภาพยนตร์ Crazy Rich Asians ที่ทำรายได้อย่างงดงามทั่วโลกไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างมีระบบโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Gold House ที่ก่อตั้งขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Bing Chen, Prabal Gurung และ Kevin Lin

Gold House มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 500 คนจากแวดวงชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก (Asian Americans and Pacific Islanders - AAPI) ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและวงสังคม แต่ละคนบริจาคทรัพย์สินมูลค่า 25,000 เหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษา เงินบริจาค หรือการลงทุน และสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้มีสำนักงานอยู่ที่ ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก และสิงคโปร์ พวกเขามีเป้าหมายที่จะนำเสนอและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ AAPI ให้เป็นไปในเชิงบวก ทั้งบนจอภาพยนตร์ ในห้องประชุมผู้บริหาร หรือตามหน้าสื่อต่างๆ

ทุกวันนี้ คนในวงการฮอลลีวูดมักจะยกหูโทรศัพท์หา Gold House เป็นที่แรกเมื่อมองหาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเอเชีย ด้วยเครือข่ายสมาชิกที่หลากหลายและการเข้าถึงชุมชนเชื้อสายต่างๆ ได้อย่างแท้จริง กลายเป็นเครื่องรับประกันอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่องแท้ของ AAPI

อิทธิพลของ Gold House กับความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมไม่ได้จำกัดแค่วงการบันเทิง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา งาน Gold House Gala สร้างกระแสอย่างถล่มทลายจากการฉลอง AAPI ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทางวัฒนธรรมและสังคมมากที่สุด 100 คน และฉลองการมีส่วนร่วมของชาวเอเชียในด้านต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าคนรุ่นต่อไปจะได้รับการสนับสนุนและการยอมรับมากขึ้นอีก

อ่านเพิ่มเติม: พอล สิริสันต์ “Curator แห่งความบันเทิง” ที่มุ่งมั่นให้ไทยเป็น entertainment hub ของภูมิภาค

Tatler Asia
Above Prabal Gurung (ภาพ: Vincent Tullo)

“มันเป็นความเฟื่องฟูของศิลปะจากความคิดสร้างสรรค์ของคนเชื้อสายเอเชีย” Bing กล่าวกับ Tatler เมื่อเอ่ยถึงภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลสูงสุดเป็นประวัติศาตร์อย่าง Everything Everywhere All At Once (2022) และซีรีส์เกาหลี Squid Game (2021) ที่ทำสถิติยอดชมสูงสุดบน Netflix ความสำเร็จเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้  Bing อยากจะรวมชาวเอเชียในต่างแดนทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ

“ฉันมองโลกในแง่ดีมากๆ ว่าเราจะทำได้สำเร็จ”

แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในแง่ของการเป็นตัวแทนของชุมชนโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมบันเทิง เห็นได้จากผลวิจัยแบบร่วมล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย USC Annenberg ของสหรัฐอเมริกา พบว่า ตัวละครเชื้อสายเอเชียในภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2007 เป็น 15.9 เปอร์เซ็นต์ในปี 2022 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีภารกิจอีกมากที่ต้องทำ แรงจูงใจเบื้องหลังความสำเร็จของ Gold House นั้นเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจส่วนตัวของผู้ก่อตั้งด้วยเช่นกัน

ทางฝั่ง Prabal Gurung เองก็นำมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์มาสู่ Gold House เขาเกิดในสิงคโปร์และเติบโตในกาฐมาณฑุ การเดินทางสู่นิวยอร์กของเขานั้นเป็นการสนับสนุนการเป็นตัวแทนของชุมชนเพื่อความหลากหลายอย่างต่อเนื่อง

Prabal มองว่านี่เป็นโอกาสที่จะเพิ่ม “ตัวแทน” เชื้อสายเอเชียให้เห็นในงานแขนงต่างๆ เขาบอกว่าในฐานะที่เขาเป็นผู้อพยพชาวเอเชียที่เป็นเกย์ เมื่อเขาเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น เขาเห็นความเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม ไม่มีตัวแทนในวงการตัดสินใจ ไม่ได้รับการมองเห็นและยอมรับ รวมถึงการถูกคุกคามเล็กๆ น้อยๆ และถูกเหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง

“คนทั่วไปมีความเห็นเกี่ยวกับคนเอเชียอย่างเราว่า ถ้าไม่ใช่กลุ่มพลเมืองตัวอย่าง ก็เป็นผู้อพยพที่เข้ามาแย่งงาน เป็นพวกเนิร์ดที่อ่อนแอ เป็นแม่เสือจอมบงการ หรือเป็นคนที่ว่าง่าย และอีกหลายๆ อย่างที่ทำให้โลกไม่ได้มองเราเป็นมนุษย์จริงๆ”

Tatler Asia
Above Bing Chen ในงาน 2024 Gold Galain Los Angeles (ภาพ: Rodin Eckenroth/Getty Images)

Kevin Lin เล่าถึงช่วงแรกๆ ของ Gold House ว่าเกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายคนที่พวกเขารู้จักในซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสให้มาพบปะกันบ้าง หารือเรื่องชีวิตทั่วไปหรือเรื่องงานในแต่ละอุตสาหกรรม แต่แล้วเป้าหมายของการรวมตัวกันก็วิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อ Janet Yang ที่เป็นประธานสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (The Academy) และนักแสดงและผู้อำนวยการสร้าง Daniel Dae Kim มาเข้าร่วม พวกเขาวาดหวังให้ชีวิตของคนรุ่นต่อไปดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

หนึ่งในโครงการริเริ่มที่สำคัญโครงการแรกๆ คือ โครงการ Gold Open เป็นการร่วมมือกันซื้อตั๋วหนังที่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับเอเชียเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์เพื่อให้รายได้เปิดตัวในบ็อกซ์ออฟฟิศประสบความสำเร็จ

“จากการสังเกตและข้อเสนอแนะจากผู้คนอย่าง Jon M Chu ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้ก่อตั้ง Gold House เราได้เรียนรู้กลไกของฮอลลีวูดและกระตุ้นชุมชนโดยอาศัยการวิจัยของเรา” Kevin กล่าว

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้ประโยชน์จากการรวมตัวกันของเหล่า AAPI คือ Crazy Rich Asians เมื่อปี 2018

“ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นสิ่งพิเศษสำหรับผมเสมอ เรานั่งกันอยู่ที่ร้านอาหารที่ของพ่อของ Jon M Chu ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งเป็นเจ้าของ และได้รับแจ้งว่า Crazy Rich Asians จะทำรายได้ราว 15 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย นั่นหมายความว่าหนังจะไม่ทำเงิน เพราะเป็นตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหนังดี [และไม่เพียงพอที่จะทำกำไร] ตอนนั้นมีโครงการหนังนำโดยคนเชื้อสายเอเชียอีก 5 โครงการ [ที่จะได้ไฟเขียวเมื่อ Crazy Rich Asians ประสบความสำเร็จเท่านั้น] มีเรื่อง Shang-chi และ Legend of the Ten Rings อยู่ด้วย เราเลยหารือกันระหว่างมื้ออาหาร 14 คอร์สเมนูที่นั่น ว่าใครจะซื้อโรงภาพยนตร์บ้าง แล้วเราก็เริ่มทำสเปรดชีตเพื่อประเมินดู จนขนาดงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเคลื่อนไหวระดับโลก” Kevin เล่าให้ Tatler ฟังพร้อมบอกว่า “ความสำเร็จของ Crazy Rich Asians นำไปสู่ความสำเร็จที่ทำให้โครงการอื่นๆ ได้ไฟเขียวผลิต เช่น ChangChi และ Bling Empire”

Tatler Asia
Above Kevin Lin (ภาพ: Yu Wei)

Prabal เล่าว่าช่วง Crazy Rich Asians ออกฉายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นำไปสู่ Gold House Family Dinner ครั้งแรกในนิวยอร์ก จัดโดย Chieh Huang ประธาน Global Connection Village ของ World Economic Forum (WEF) และ Michelle Lee บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Allure

ชื่อเรียก Family Dinner ก็จริง แต่ “มื้ออาหารของครอบครัว” กลายเป็นพื้นที่ที่ใช้หารือและหาทางออกให้หลากหลายประเด็นปัญหา ที่มีคนดังอย่าง Hasan Minhaj, ดีไซเนอร์ Phillip Lim และอดีตรองประธานของ Google America อย่าง Yong Su Kim มาร่วมวงด้วย

“คืน [แรก] นั้น เราใช้เวลา Family Dinner ไปกับการหารือว่าเราจะสามารถสนับสนุนธุรกิจของคนรุ่นต่อไปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งทำให้เกิด Gold House Ventures Accelerator” Prabal บอกว่านำไปสู่การรวบรวมเงินทุนถึง 1,500 ล้านเหรียญ เป็นการแสดงให้เห็นว่าโครงการของ Gold House สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

จากปี 2000 ถึง 2019 กลุ่มอเมริกันเชื้อสายเอเชียเป็นกลุ่มเชื้อชาติที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว Bing บอกว่าขนาดของชุมชนต่างๆ ใหญ่ขึ้นถึงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และในตอนนั้น “ไม่มีองกรณ์รวมคนเชื้อชาติเอเชียไหนที่สามารถสร้างอิทธิพลอย่างมีประสิทธิภาพได้ขนาดนี้”

Gold House ไม่ใช่ว่าจะสนับสนุนแต่ธุรกิจบันเทิง ในช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดรุนแรง พวกเขาสร้างแคมเปญเพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียดเชื้อชาติ #StopAsianHate บนแพลตฟอร์ม GoFundMe และมียอดบริจาคถึงกว่า 7 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการสนับสนุนองค์การท้องถิ่นที่ช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากความเกลียดชัง

การระดมทุนช่วยเหลือด้านต่างๆ ยังมีอยู่ถึงทุกวันนี้ ล่าสุดคือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในไต้หวันเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และไฟป่าที่ฮาวายเมื่อปี 2023

Tatler Asia
Above Gurung, Michelle Yeo และ Karan Johar ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ชาวอินเดีย ในงาน Gold Gala ปีนี้ (ภาพ: Sthanlee B Mirador)

ช่วงแรกๆ Kevin และ Bing ตระเวนพบปะทั้งนักกีฬาเหรียญโอลิมปิก ผู้บริหารธุรกิจ คนดังในแวดวงต่างๆ มากกว่า 500 คนในระยะเวลา 9 เดือน พวกเขาอธิบายว่ากำลังสร้าง “มาเฟียเอเชียที่ใจบุญ”

พวกเขาสงสัยว่าทำไมชุมชนคนเอเชียมักไม่ค่อยได้รับแรงสนับสนุนเหมือนอย่างชุมชนอื่นๆ จนถึงเข้าใจว่าก็เพียงแค่วัฒนธรรมที่ไม่ชอบสนับสนุนกันเอง และก็จะเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันเองอีกด้วยซ้ำ

“เราตระหนักว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนความขัดแย้งที่สะสมมานานนับพันปีภายในกลุ่มของเราเองก่อน แล้วสร้างต่อจากตรงนั้น”

รากฐานของความเป็น Gold House คือกฎห้ามนิสัยไม่ดีใส่กัน และระบบ “Gives-and-Gets” ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้สมาชิกแบ่งปันประสบการณ์และเครือข่าย ในขณะเดียวกันก็ขอความช่วยเหลือกันได้

Prabal บอกว่าเป็นช่วงเวลาที่สวยงามของความเปราะบางและการแบ่งปันอำนาจ เพราะคำถามในกลุ่มมีตั้งแต่ ‘ฉันต้องการเงิน 20 ล้านเหรียญมาสร้างหนัง’ ไปจนถึง ‘ลูก ๆ ของฉันเหงา ใครช่วยได้บ้าง’

วัฒนธรรมแห่งการเกื้อกูลกันทำให้งานของขององค์กรเข้มแข็งและเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ

Gold House ดำเนินงานเหมือนเครื่องจักรที่ได้รับการหล่อลื่นเป็นอย่างดี เพราะมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งรองรับทุกอย่าง ครอบคลุมถึงการวิจัย การให้คำปรึกษาทางวัฒนธรรม การลงทุน การตลาด และการมอบรางวัล

“เราวัดผลและติดตามการพูดถึงภาพลักษณ์ของกลุ่ม AAPI ทั้งที่โดดเด่นที่สุดและที่ดูเสียหายที่สุดด้วยกลุ่มวิจัยอย่าง Pew, Nielsen, Google และ USC และประเมินว่าตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่” Prabal อธิบาย

อ่านเพิ่มเติม: ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก กับ 3 ต้นแบบธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่ต้องสละผลกำไร

Tatler Asia
Above (ภาพ: Vincent Tullo)

การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลช่วยให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวของ AAPI ได้รับการบอกเล่าอย่างสมจริงและสร้างแรงบันดาลใจ อย่างเช่น การตรวจสอบบทภาพยนตร์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้หญิงเอเชียในเนื้อหามีความเป็นวัตถุทางเพศน้อยลง ประเมินเครื่องแต่งกายให้มีความสมจริงทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่ติดตามสัดส่วนคนเชื้อสายเอเชียในระดับผู้บริหารมากขึ้นอย่างไรในช่วงกรอบเวลาหนึ่งๆ

นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดอื่นๆ อย่างมูลค่าผลกระทบทางสังคมที่คำนวณตามรายได้สุทธิหรือโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่ Gold House สร้างขึ้น หรือผลตอบแทนจากการลงทุนของโครงการ หรือสัดส่วนรางวัลต่างๆ ที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น รางวัลออสการ์ รางวัลแกรมมี่ และรางวัลเอ็มมี่ และรางวัลจากงาน Gold House Gala เอง เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการต่างๆ ของ AAPI ได้รับการยอมรับที่พวกเขาสมควรจะได้

Gold House สนับสนุนผู้ประกอบการผ่านการลงทุนและการให้คำปรึกษาเพื่อความสำเร็จทางเศรษฐกิจ มีการวัดผลรายได้บริษัทเหล่านั้น มีการลงทุนในการผลิตภาพยนตร์ บริษัทสื่อรายเล็ก รวมถึงธุรกิจสร้างสรรค์อื่นๆ Prabal บอกว่าจนถึงตอนนี้สนับสนุนกว่า 120 โครงการด้วยเงินทุนกว่า 50 ล้านเหรียญแล้ว ซึ่งงานการตลาดเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของภาพยนตร์อย่าง Parasite และ The Farewell ในปี 2019

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม One House Leadership Coalition ของ Gold House ซึ่งเหมือนเป็นสหภาพพหุวัฒนธรรมที่จะช่วยสร้างความหลากหลายให้คณะกรรมการบริหารและคณะที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือโครงการ Futures Network ที่จะคอยสนับสนุนกลุ่มผู้นำและธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ๆ ในเอเชียแปซิฟิก เครือข่ายดังกล่าวจะขยายเสียงของพวกเขาผ่านทรัพยากรจากผู้นำด้านองค์กรและวัฒนธรรมของ Gold House โดยมีกิจกรรมและโปรแกรมที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ

แม้ว่าองค์กรอื่นๆ เช่น Coalition of Asian Pacifics in Entertainment (Cape) จะใช้เวลา 30 ปีที่ผ่านมาในสายงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ Prabal กล่าวว่าไม่มีการแข่งขัน

“Bing ก็อยู่ในคณะกรรมการของ Cape ด้วย และกรรมการคณะกรรมการของ Cape ส่วนใหญ่เป็นสมาชิก Gold House ดังนั้นเราจึงเห็นการทำงานร่วมกันมากมายที่นั่น” Kevin กล่าวเสริมว่า “พวกเรา [ทุกคน] มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นผู้ประกอบการชาวเอเชียรุ่นต่อไปสานต่อความสำเร็จนี้”

แผนการของทั้งสามคนไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ชายแดนสหรัฐฯ “เราคบหาสมาคมกับคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์มาสองปีแล้ว และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราก็ได้ลงนามในข้อตกลงสามปี” Bing กล่าว ทีมงานกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างซิลิคอนวัลเลย์และฮอลลีวูดแห่งต่อไปที่นั่น เพื่อเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยส่งทั้งเครือข่าย ทีมวิจัย ทีมที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ หวังจะให้ Gold House สร้างแผนการตลาดระดับโลกให้บริษัทต่าง ๆ ในซีกตะวันออก ให้คอนเทนต์จากฝั่งนี้ได้เผยแพร่ในนิตยสารกระแสหลัก อยู่บนป้ายโฆษณา และในโทรทัศน์ โดยเฉพาะในแถบตะวันตก

ช่วง Singapore Grand Prix ปีที่ผ่านมา พวกเขาเปิดตัว Gold Glove โครงการที่จะช่วยครอบครัวและผู้นำรุ่นใหม่ในเอเชียสามารถเข้าถึงโอกาสในอเมริกาเหนือได้มากขึ้น และพวกเขาได้ขยายการลงทุนมาที่ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ด้วย

Bing บอกว่าพ่อแม่ของเขาพูดอยู่เสมอว่าเขาควรอยากเป็นตัวเองเท่านั้น และประโยคนั้นก็กลายเป็นรากฐานขององค์กรที่ยอมรับความเป็นเอกลักษณ์และความแท้จริงของแต่ละตัวบุคคล

“เป้าหมายที่แท้จริงของผมก็คือการดำรงอยู่ของเรา เพราะเราไม่ควรต้องบอกคนอื่นว่าทำไมเราถึงควรสนับสนุนซึ่งกันและกัน มันเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ”

เพื่อพิสูจน์ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม Tatler ได้พูดคุยกับหลาย ๆ คนที่ได้รับการสนับสนุนจาก Gold House

Sean Wang ผู้กำกับภาพยนตร์

“Gold House ผลักดันให้ผมอยากเป็นคนทำหนังที่ดีขึ้นนะครับ พวกเขาช่วยกระจายข่าวเวลาที่ผมมองหานักแสดงมาทดสอบบท ช่วยจัดการเสวนาและฉายภาพยนตร์ที่เทศกาลภาพยนตร์ Sundance และช่วยผมติดต่อกับคนทำภาพยนตร์คนอื่นๆ ทั้งแหล่งเงินทุน และคนที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในชุมชนของเรา”

Didi (2024) ภาพยนตร์ของ Sean เข้าฉายในโรงเป็นครั้งแรกที่เทศกาลหนัง Sundance และได้จากงานนี้ไป 2 รางวัล

Rhea Raj นักร้องและนักแสดง

“Gold House เต็มไปด้วยนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสและความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญกับการเติบโตของฉัน ตั้งแต่จัดการแสดงในลอสแองเจลิส ไปจนถึงงานเสวนาที่ Coachella จนนำไปสู่การพบกับ agent ของฉันเป็นครั้งแรก ทุกสิ่งทุกอย่างถูกคิดมาอย่างดี มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเมื่ออยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยที่ปรึกษาและผู้นำด้านรสนิยมที่มีอิทธิพล ในขณะที่รับรู้ด้วยว่าเราทุกคนมีความปรารถนาที่จะเห็นชุมชนของเราประสบความสำเร็จ ชัยชนะของทุกคนคือชัยชนะของเครือข่ายของเรา และเป็นการเตือนใจว่าความฝันของเรานั้นไร้ขีดจำกัด”

Alex Porat นักร้อง

“เมื่อตอนเด็กๆ ผมไม่เข้าใจตัวตนของผม เมื่อเริ่มโตขึ้น ผมก็มีปัญหามากขึ้นกับการระบุอัตลักษณ์ของตัวเอง การเป็นลูกครึ่งจีนและเติบโตในอเมริกาเหนือทำให้เป็นเรื่องยากที่ผมจะเข้าใจตัวเอง และการที่ไม่เห็นคนที่หน้าตาเหมือนตัวเองในสื่อต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมท้อแท้มาก Gold House เปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อตัวเอง ผมจะรู้สึกตื้นตันใจเสมอเมื่อเห็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียได้รับการยอมรับ เพราะพวกเขากำลังปูทางให้กับคนรุ่นต่อไป”

Lyoyd Lee Choi ผู้กำกับภาพยนตร์

“ผมเข้าร่วมโครงการ Future Gold Film Fellowship ตั้งแต่แรกเริ่ม คือเมื่อปี 2022 ที่ช่วยสนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมถึงเงินทุนให้กับคนทำภาพยนตร์ 3 คนเพื่อสร้างหนังสั้น ซึ่งกระบวนการผลิตภาพยนตร์เป็นการเดินทางที่แสนโดดเดี่ยว ผมจึงรู้สึกผูกพันกับผู้คนที่มีแนวคิดเหมือนกันมากมายในเครือข่ายและครอบครัวของ Gold House และสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นและมีความหวังคือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นอย่างไรในอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า”

Credits

ช่างภาพ: Ivan Bideac (Chen); Vincent Tullo (Gurung)

Topics