จากขนมหวานที่เกิดจากความรัก สู่โปรดักส์ที่โด่งดังระดับโลก นี่คือเรื่องราวของ ‘ปังชา’ จากสองผู้ร่วมก่อตั้ง แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล และเชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต คู่รักนักสร้างสรรค์ที่ยกระดับมูลค่าชาไทยให้มีอนาคตสดใสมากกว่าที่เคย
หลายคนอาจไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นของเมนูขนมหวานที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อย่าง ‘ปังชา’ (Pang Cha) เกิดจาก เชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต มาบุกเบิกร้าน ‘ลูกไก่ทอง’ (Lukkaithong) ร่วมกับ แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล ภรรยาคนเก่งที่ผูกพันกับชาไทยมาตั้งแต่เยาว์วัย ด้วยความที่ร้านลูกไก่ทองในขณะนั้นยังขาดเมนูของหวาน แก้มจึงเกิดไอเดียที่จะทำ ‘น้ำแข็งไสราดชาไทย’ เป็นกำนัลแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้า ผลปรากฏว่าทุกคนต่างชื่นชอบและเชียร์ให้ทำขาย จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนู ‘ปังชา’ และขยายไปสู่ร้านปังชาอันโด่งดังในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม: สำรวจเสน่ห์อาหารเมียนมา กับเชฟ Goo Goo

Above สองผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ปังชา’ แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล และเชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
ความผูกพันในเยาว์วัย และชาสูตรเฉพาะที่เพิ่มมูลค่า
สองผู้บริหารปังชาผลัดกันเล่าถึงประสบการณ์ธุรกิจที่เริ่มต้นจากความรักในการทำขนมอร่อยๆ แทนคำขอบคุณ แต่เมื่อถึงคราวต้องทำจริงจัง พวกเขาจึงลองทำรีเสิร์ชจนค้นพบว่าชาวต่างชาติชอบชาไทยมาก แต่ภาพลักษณ์ที่ทุกคนต่างจดจำคือ local street food ถุงละ 20-25 บาท ทำให้เกิดความคิดว่า แล้วจะทําอย่างไรให้ชาไทยมีมูลค่ามากกว่านั้น
เชฟแสงเล่าว่า ธรรมชาติของชานั้นไม่นิ่ง ยาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ ซึ่งภรรยาของเขามีทั้งความรู้ มีทั้งความรักและประสบการณ์ที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก และการจำรสชาติ ผสานกับเทคนิคของตัวเรากับความเข้าใจถึงความฝาด ขม เข้ม อ่อน แต่ละฤดูกาลของชาที่เปลี่ยนไป ดังนั้นรสชาติการชาต่างๆ จึงต้องมาจากฝีมือผู้หญิงคนนี้
แก้มเริ่มเล่าที่มาของทักษะความรู้ในเรื่องชาที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เยาว์วัย “แต่ก่อนคุณแม่ชอบฝากไว้กับคุณยาย แล้วก็มีเพื่อนคุณยายที่ขายชากาแฟโบราณอยู่ในเรือชอบชงให้เราดื่ม ก็เลยได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติของชาไทยตั้งแต่เด็ก และยังคงจำรสชาตินั้นมาได้โดยตลอด”
แก้มอธิบายว่า ชามีตามฤดูกาลและใบชามีหลากหลายชนิด ตั้งแต่ชาดํา ชาแดง ชาอู่หลง ชาอัสสัม ฯลฯ เธอจึงต้องการจะทดลองคิดค้นชาสูตรใหม่ขึ้นมาสำหรับปังชา โดยการเบลนด์กันของชาห้าชนิดให้ได้ชาที่เข้มข้นคุณภาพดี และอร่อย
“ชาไทยคือต้องหวาน ชาไทยทําอย่างไรให้หอม และให้เบลนด์เข้ากับนม” แก้มกล่าวยังไม่ทันจบ เชฟแสงก็เสริมขึ้นว่า “แต่ทำอย่างไรไม่ให้นมไปกลบกลิ่นชา อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ” ทั้งคู่สบตากันแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
แก้มเล่าต่อว่า “สิ่งที่ลูกค้ามักจะพูดเสมอคือ ชาของเราเข้ม แล้วก็หอม ชาวต่างชาติจะใช้คำว่า very rich หรือว่า strong คือเป็นชาไทยที่รสชาติเข้มข้น ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเรา”
อ่านเพิ่มเติม: เชฟชื่อก้อง Gordon Ramsay แชร์เคล็ดลับความสำเร็จระดับโลก

Above สองผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ปังชา’ แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล และเชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ชาไทยไข่มุก (ภาพ: Pang Cha)
แต่งตัวให้ทันสมัย ภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย
แม้รสชาติชาไทยจะถูกพัฒนาขึ้นมาจนกลมกล่อม แต่ก็ยังไม่พร้อมออกสู่ตลาดในสายตาของเชฟแสง
“ตอนนั้นผมมองว่า ธรรมดาไป เพราะชาไทยเกิดจากสตรีทฟู้ดแล้วเรายังไม่ได้แต่งตัวให้เขามีความทันสมัย เราเป็นคนทำอาหาร เราชอบปั้นอาหารเหมือนกับลูกคนนึง เราอยากให้เขามีความเป็นคนไทยแต่งงานกับฝรั่ง รู้สึกว่าลูกออกมาจะหน้าตาสวยขึ้น (ยิ้ม)”
นั่นจึงเป็นที่มาของการเพิ่มท็อปปิ้งบนปังชา ทั้งอัลมอนด์อบ ไข่มุกหลากหลายสีสัน ทั้งไข่มุกชาไทย ไข่มุกสาหร่าย ฯลฯ รวมถึงเลือกใช้น้ำผึ้งให้ความหวานแทนน้ำตาล
“เราใส่ไข่มุกให้มีความเท่ มีเนื้อสัมผัสของความหนึบและความกรึบ กรึบๆ หนึบๆ ทำให้รู้สึกสนุกเวลารับประทาน และถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์ มันคืออีโมชั่นของความสนุกหนึบหนับที่ทำให้น้ำลายออก พอน้ำลายออกก็จะช่วยจับรสชาติได้ดีขึ้น”
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองในมุมเชฟ ภาชนะก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยชูอาหารให้โดดเด่น นั่นจึงเป็นมาของคำว่า ‘ของเย็น’ ต้องคู่กับ ‘สเตนเลส’ และเป็นภารกิจของภรรยาคนเก่งที่จะต้องเสาะแสวงหางานฝีมือของคนไทยที่เหมาะสม
“ถ้าสังเกตดีๆ ปังชาเป็นเหมือนงานศิลปะ เป็นงานประณีตที่ปั้นพูนขึ้นมาให้มีความละเอียดของน้ำแข็งพอดีกัน ไม่แน่นเกินไป ไม่หลวมเกินไป แล้วพอปั้นเสร็จปุ๊บ ก็จะเหมือนพานพุ่มดอกบัว เราจึงวาดภาชนะขึ้นมาให้เหมือนกลีบดอกบัว เรานึกถึงภาพพานพุ่มดอกบัวสีทองที่ส่งมอบให้กับลูกค้า เพื่อสะท้อนความรู้สึกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในปังชา ล้วนหล่อหลอมขึ้นมาจากความรักที่เราอยากจะถ่ายทอดให้กับแขกของเราทุกคน เพราะหากไม่มีลูกค้า ก็คงไม่มีขนมและร้านปังชามาถึงทุกวันนี้”
นอกจากภาชนะของปังชาที่งดงามด้วยงานฝีมือ ต้องอาศัยทั้งการตี ทุบ และหล่อขึ้นเป็นทรง ซึ่งกว่าจะได้มาแต่ละชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย การตกแต่งของร้านเองก็ยังใช้เครื่องปั้นดินเผา ที่เล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ของความเป็นไทย
“เราชอบความเป็นไทย ก็พูดกับพี่แสงว่า แก้มขอทําสิ่งนี้นะ เพราะหากวันนึงเราไม่อยู่แล้ว รากเหง้าและวัฒนธรรมของความเป็นไทย ก็ยังส่งต่อไปถึงลูกถึงหลาน ถึงคนทุกคน นั่นคือสิ่งที่เรามองแล้วมีความสุข”

Above สองผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ปังชา’ แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล และเชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)

Above ปังชาเมนูอันโด่งดัง (ภาพ: Pang Cha)

Above ไข่มุกปังชา (ภาพ: Pang Cha)
ขนมหวานสำหรับครอบครัว และความร่วมมือของทุกคน
อีกหนึ่งกุศโลบายที่ถูกซ่อนไว้อย่างแยบยล คือการออกแบบเมนูขนมหวานที่ต้องนั่งล้อมวงกันรับประทาน
“หลายคนบอกว่า ทำถ้วยเล็กๆ สิจะได้กินคนเดียว เราบอกว่าไม่ได้ เพราะมันคือจิตวิญญาณของปังชาที่เราตั้งใจไว้แต่แรกแล้ว ไม่ว่าคนเจเนอเรชั่นไหน ขนมถ้วยนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้ เราอยากเห็นเด็กๆ พาคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย มานั่งรับประทานขนมหวานร่วมกัน มีการตักสลับการคุยกันบนโต๊ะอาหาร บ่งบอกถึงความเป็นโบราณธรรมเนียมที่เราต้องกินข้าวกับที่บ้าน กินกับครอบครัว ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราหยุดทำสิ่งนี้ไม่ได้ มันเป็นความสุขที่ได้เห็นลูกค้ามีความสุข”
แม้ปังชาจะให้ความสำคัญกับการเสิร์ฟความรักให้กับลูกค้าอยู่เสมอ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เส้นทางความสำเร็จของร้านขนมไทยระดับโลกแห่งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของสองผู้ก่อตั้งและพนักงานทุกคน
“ผมว่าทีมเป็นเรื่องสำคัญมากนะ มันเป็น good combination ที่เราทำงานกันด้วยความรัก เรารักลูกค้า เรารักลูกน้อง เรารักในสิ่งที่ทำ แล้วโฟกัสทำติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อันที่จริงแล้วความรักไม่มีคำว่านาน ขึ้นชื่อว่าความรัก มันเป็นพลังที่ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อย และสามารถก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างไปได้” เชฟแสงเล่าความรู้สึกด้วยแววตาเป็นประกาย
ขณะที่แก้มเองก็เสริมว่า ความสำเร็จนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากขาดร่วมมือกันของทุกคนในองค์กร
“สำคัญที่สุดคือทุกคนต้องมีใจเดียวกัน และมองเห็นภาพเดียวกันก่อน เป้าหมายสูงสุดของเรา คือทำยังไงก็ได้ให้ชาไทยเป็นที่จดจำและมีมูลค่ามากกว่าเดิม แขกไปใครมาก็ต้องแวะมากินชาไทย เราไม่ได้มองเขาเป็นแค่ร้านปังชานะ แต่เขาคือลูกคนนึง เขาสามารถเติบโตไปที่ไหนก็ได้ ที่มีคนที่รักชาไทยเหมือนๆ กัน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว”

Above สองผู้ร่วมก่อตั้ง ‘ปังชา’ แก้ม กาญจนา ทัตติยกุล และเชฟแสง แสงณรงค์ มนตรีวัต (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Topics





