เจาะวิสัยทัศน์ Tina Liu ผู้จัดการทั่วไปแห่ง The Ritz-Carlton, Bangkok ผู้มีประสบการณ์บริหารโรงแรมหรูมากว่า 30 ปี ผ่านมุมมองการผสานมรดกอันล้ำค่าเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางบรรยากาศที่สงบนิ่งของล็อบบี้ที่มองเห็นวิวสวนลุมพินีอันเขียวชอุ่ม ทีนา ลิว (Tina Liu) ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการโรงแรมระดับลักซ์ชูรี ทีนาได้พิสูจน์แล้วว่าเธอคือผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจดีว่าความหรูหราในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงความเป็นทางการที่ทำให้รู้สึกห่างเหิน แต่คือการผสานมรดกอันทรงคุณค่ากับการใส่ใจในสิ่งที่แขกยุคใหม่ต้องการ
“กรุงเทพฯ มีตลาดโรงแรมหรูที่แข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก” ผมเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามว่า “แล้วคุณทำอย่างไรให้แน่ใจว่าผู้เดินทางจะเลือก The Ritz-Carlton, Bangkok แทนโรงแรมห้าดาวอื่นๆ ที่มีมากมายในเมืองนี้”
“เหตุผลแรกคือทำเลที่ตั้ง” ทีนาตอบอย่างมั่นใจ “เราอยู่ที่ One Bangkok จุดที่เรียกว่าเป็น ‘หัวใจของเมือง’ และเรารู้สึกว่าเราเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ เก่ากับกรุงเทพฯ ใหม่ ระหว่างริมแม่น้ำกับย่านช้อปปิ้งใจกลางเมือง ปกติแล้วผู้คนต้องตัดสินใจเลือกพักฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เราเชื่อมโยงเมืองทั้งสองส่วนเข้าไว้ด้วยกัน”
ทำเลตรงข้ามสวนลุมพินีซึ่งกำลังฉลองครบรอบ 100 ปีในปีนี้ ยิ่งเพิ่มมิติพิเศษให้กับโรงแรม “คุณอยู่ในใจกลางเมือง แต่รู้สึกเหมือนได้พักผ่อนและสงบ พร้อมทั้งได้รับความสะดวกสบายไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า 'urban resort' ในใจกลางกรุงเทพฯ”
แต่ทีนารู้ดีว่าทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ “เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นคือมรดกและวัฒนธรรมของ The Ritz-Carlton เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ผู้คนไว้วางใจในสิ่งที่แบรนด์นำเสนอ เราบอกว่าเราคือ ‘Ladies and Gentlemen serving Ladies and Gentlemen’ สโลแกนนี้มีมาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์จนถึงวันนี้ และเราเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในวัฒนธรรมการบริการแบบเฉพาะบุคคลที่แขกจะไม่มีวันลืม”

Above Tina Liu, General Manager แห่ง The Ritz-Carlton, Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Reimagining Luxury
เมื่อพูดถึงความท้าทายในการทำให้แบรนด์อันเป็นตำนานอย่าง The Ritz-Carlton ดูทันสมัยสำหรับคนเจนซีที่อาจมองว่าแบรนด์นี้คลาสสิกหรือเก่าแก่ ทีนาแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “แบรนด์ผ่านการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการมาแล้ว ชื่อ The Ritz-Carlton มีน้ำหนักในตัวเอง มีมรดกที่ผู้คนชื่นชอบ ผู้คนชอบสิ่งที่ The Ritz-Carlton เป็นตัวแทน ซึ่งคือการบริการเฉพาะบุคคลที่เชื่อถือได้ คุณภาพ ความเป็นเลิศ งานฝีมือ ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ทุกคนต้องการความเป็นเลิศ”
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการนำเสนอ “เรากำลังวิวัฒนาการประสบการณ์ของเรา รูปลักษณ์ ความรู้สึก เรามองผ่านเลนส์ของเราไปที่วัฒนธรรมท้องถิ่นในปัจจุบันอย่างไร แล้วผสมผสานเข้ากับประสบการณ์ของแขก นี่คือการหลอมรวมของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “Terrace Chi” กิจกรรมไทเก๊กบนเทอร์เรซของโรงแรม “สวนลุมพินีกำลังฉลองครบรอบ 100 ปี หากเข้าไปในสวน จะเห็นผู้สูงอายุฝึกไทเก๊กทุกเช้าตรู่ เป็นภาพที่งดงามมาก แขกของเราจะเดินไปชม และเราก็นำประสบการณ์นี้เข้ามาในโรงแรม นำเสนอในแบบของเรา ให้สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษของเราถ่ายทอดการฝึกไทเก๊กให้แขกได้สัมผัสที่นี่ในบรรยากาศของเรา มีวิธีการมากมายที่เราหยิบยกวัฒนธรรมท้องถิ่นและการปฏิบัติมาตีความใหม่ในสไตล์สมัยใหม่” ทีนากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

Above Tina Liu, General Manager แห่ง The Ritz-Carlton, Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
From Lifestyle to Classic Luxury
ส่วนสำคัญที่ทำให้ทีนามีความเป็นไทยอยู่สูงเพราะเธอเกิดที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นไปเติบโตและเล่าเรียนที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เส้นทางในวงการโรงแรมของเธอเริ่มต้นเมื่ออายุ 16 ปี “จุดเริ่มต้นที่ถ่อมตัวของฉันเริ่มตอนอยู่ไฮสกูล ฉันได้มีโอกาสกลับมาฝึกงานที่ Mandarin Oriental, Bangkok เพราะเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกในขณะนั้น”
หลังจากศึกษาด้านการบริหารโรงแรมที่บอสตัน ทีนาได้สั่งสมประสบการณ์จากหลากหลายแบรนด์ทั้ง Sheraton, Shangri-La, Peninsula New York, Le Méridien Samui และ W Bangkok เมื่อถูกถามถึงการปรับตัวจากโรงแรมที่เน้นไลฟ์สไตล์อันเปี่ยมไปด้วยพลัง มาสู่ความหรูหราแบบคลาสสิกอย่าง The Ritz-Carlton ทีนามองว่า “นี่ไม่ใช่การปรับตัว แต่เป็นบูรณาการการเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งหมด จากทุกโรงแรมที่ผ่านมา ทุกสถานที่ ทุกแบรนด์ที่ฉันบริหาร ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ฉันอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะหยิบส่วนที่ดีที่สุดของการเรียนรู้ทั้งหมดมาใช้”
เธออธิบายความแตกต่างว่า “ไลฟ์สไตล์จะมีความกล้าแสดงออกมากกว่า อิสระกว่า ในขณะที่ความหรูหราแบบคลาสสิกจะใส่ใจในรายละเอียดมากกว่า แต่การเรียนรู้คือ เราจะทำอย่างไรให้ความหรูหราในปัจจุบันสะดวกสบายและเข้าถึงได้มากขึ้น” ทีนาเสริมว่าเธอให้ความสำคัญกับแนวคิด Casual Excellence “ทุกคนต้องการความเป็นเลิศ แต่เราต้องการให้มันสะดวกสบาย”
“การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณไม่สามารถควบคุมมันได้ คุณต้องปรับตัว… เปิดใจ มีทัศนคติว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่เป็นสิ่งดี”
Empowering the Next Generation
สำหรับการบริหารทีมงานกว่า 400-500 คน หลากวัย หลายตำแหน่ง ทีนามีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ว่า “คนรุ่นใหม่ฉลาดมาก ฉันมองย้อนกลับไปที่ตัวเองในวัยเดียวกัน ฉันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้” เธอกล่าวด้วยความจริงใจ “ฉันมองพวกเขาเหมือนผู้ประกอบการตัวเล็กๆ คนรุ่นใหม่ทุกคนเป็นผู้ประกอบการของตัวเอง พวกเขามีเป้าหมายของตัวเองว่าต้องการทำอะไรและจะทำอย่างไร”
กุญแจสำคัญคือการเสริมพลัง “เราเสริมพลังให้พวกเขา พวกเขาฉลาดและมีทรัพยากร มีความคิดเห็นของตัวเองว่าต้องการทำอย่างไร ดังนั้นเราให้พวกเขาทำในแบบของตัวเอง หรือให้ข้อเสนอว่าเราควรทำร่วมกันอย่างไร และในท้ายที่สุด หากบรรลุเป้าหมาย เราทุกคนก็ชนะ”
ขณะที่ AI และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบริหารงานยุคนี้ ทีนามีท่าทีที่สมดุล “ฉันกำลังเรียนรู้ AI ว่ามันจะช่วยฉันได้อย่างไรบ้าง AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันถูกใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันได้ยินว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางกำลังใช้ AI ในการตัดสินใจเดินทางแล้ว แต่ในตอนนี้มันยังเป็นแค่การช่วยเหลือ ไม่ใช่การทดแทน มันช่วยให้การแก้ไขสถานการณ์ซ้ำเดิมง่ายขึ้นสำหรับแขก แต่ AI ยังไม่มีความสามารถในการคาดการณ์และอารมณ์ที่มนุษย์มี”
สิ่งที่แขกมองหาเมื่อมาพักที่โรงแรมหรูคือการเชื่อมต่อแบบมนุษย์ “บางครั้งเราพูดว่าใช่ แต่หมายความว่าไม่ และบางครั้งเราพูดว่าไม่ แต่หมายความว่าใช่” ทีนายิ้ม “แต่กับ AI ถ้าคุณพูดว่าไม่ก็คือไม่ ใช่ก็คือใช่ นี่คือความแตกต่างในตอนนี้ เราซับซ้อนและมีความลึกมากกว่า”
อ่านเพิ่มเติม: 10 สตรีผู้ทรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนโลกการเงินของเอเชีย

Above Tina Liu, General Manager แห่ง The Ritz-Carlton, Bangkok (ภาพ: Worapon Teerawatvijit)
Embracing Change
เมื่อพูดถึงความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการเป็นผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมชื่อดังในกรุงเทพฯ ทีนาตอบทันทีว่า “การเปลี่ยนแปลง”
“การเปลี่ยนแปลงมีทั้งดีและไม่ดี หากเกิดเร็วเกินไปและคุณตอบสนองโดยไม่ไตร่ตรอง คุณอาจจะสูญเสียตัวตนของตัวเอง” เธออธิบาย “มีโรงแรมใหม่เปิดตลอดเวลาในกรุงเทพฯ มีเทรนด์ที่มาและก็ไป หากคุณพยายามไล่ตามเทรนด์ตลอดเวลา คุณจะสูญเสียเอกลักษณ์และมรดกอันล้ำค่าของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงช้าเกินไปก็เป็นอันตราย การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณไม่สามารถควบคุมมันได้ คุณต้องปรับตัว กับทีมของเรา เราต้องคล่องตัว พร้อมปรับตัว เปิดใจ มีทัศนคติว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่สิ่งไม่ดี แต่เป็นสิ่งดี”
เมื่อถามถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ 30 ปี ทีนาให้คำตอบว่า “อย่าติดหล่ม อย่ายึดติดกับอะไร และอย่าคิดว่าอะไรจะสมบูรณ์แบบไปตลอดกาล บางครั้งผู้คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะขี้เกียจ การเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความพยายาม คุณเลยเลือกที่จะเข้าสู่คอมฟอร์ตโซน แต่ในตอนนี้เราต้องพร้อมก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา”
อ่านเพิ่มเติม: Tatler Thailand จัดงาน Front & Female เฉลิมฉลองพลังของผู้หญิงแถวหน้าผู้ขับเคลื่อนสังคม
Topics





